ตอนที่ 8 การแสดงอันปราดเปรื่อง (2)
เถียนไฉ่เวยเห็นหลินซื่อวิ่งเข้ามาเพราะมีใจเป็ห่วงลูก ก็รู้สึกซาบซึ้ง แต่กลัวว่านางจะทำให้เสียเื่จึงได้แต่เอ่ย ‘ขอโทษ’ หลินซื่อในใจ แล้วอาศัยจังหวะชุลมุนสับมือใส่ท้ายทอยของหลินซื่อจนสลบ ทว่าแสร้งทำเหมือนเว่ยซื่อตีหลินซื่อจนสลบ
เถียนไฉ่เวยร้องเสียงหลง “ท่านแม่!” นางฟุบเข้าไปหา โอบตัวท่อนบนของหลินซื่อไว้พลางเขย่าไปมา
เสี่ยวหม่านไม่รู้เื่ด้วย คิดว่าหลินซื่อถูกเว่ยซื่อตีจนสลบจริงๆ พลันนึกถึงภาพครั้งก่อนตอนที่พี่สาวถูกเว่ยซื่อแม่สามีลูกสะใภ้ตีเกือบตาย ในใจก็รู้สึกหวาดกลัวนัก คุกเข่าพลางร้องไห้โฮข้างกายหลินซื่อ ส่งเสียง “อ้า อ้า อ้า!” ไม่หยุด
หม่าซื่อและจี้ซื่อที่กำลังตบตีกันเห็นภาพฉากนี้ก็พากันหยุดลง ทั้งสองคนกลัวสุมไฟใส่ตัว ต่างไปหยุดยืนอยู่ไกลๆ
เว่ยซื่อรู้ชัดว่าตนไม่ได้แตะต้องหลินซื่อแม้แต่ปลายเล็บ นางสลบลงตรงหน้าตนด้วยสภาพบอบบางเช่นนี้ก็มั่นใจว่าหลินซื่อกำลังแสดงละคร ด้วยเหตุนี้จึงเข้ามาเตะหลินซื่อ ในปากยังสบถด่าว่าหยาบคาย “ถึงกับกล้าแกล้งตายต่อหน้าข้า เช่นนั้นข้าก็จะเตะเ้าให้ตายสมใจ!”
ตอนที่เว่ยซื่อแม่สามีลูกสะใภ้ทุบตีเถียนไฉ่เวย เพื่อนบ้านที่อยู่ซ้ายขวาก็ถูกเสียงร้องอนาถของเถียนไฉ่เวยทำเอาตกอกใ พากันออกจากประตูบ้าน
เื่ที่ตระกูลเถียนข่มเหงรังแกสะใภ้รองและบุตรสาวทั้งสองไม่ใช่แค่วันสองวัน แม้ทุกคนจะเห็นใจ แต่ก็ไม่คิดจะออกหน้า คนปกติไม่มีทางยุ่งเื่ในบ้านคนอื่นง่ายๆ ส่วนมากก็แค่ว่ากล่าวนินทาเท่านั้น กอปรกับบุตรคนรองของเว่ยซื่อเป็หัวหน้ามือปราบอยู่ที่ว่าการอำเภอ พวกเขาก็ยิ่งยำเกรง
แต่พอเห็นว่าเื่ราวเริ่มร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินควบคุม หากพวกเขายังไม่สอดมือ เกรงว่าคงทุบตีจนคนเสียชีวิตแน่ ด้วยเหตุนี้พวกชาวบ้านที่มุงดูก็พากันให้ความช่วยเหลือหลินซื่อแม่ลูก
คนแรกที่ออกไปขวางเว่ยซื่อแม่สามีลูกสะใภ้ทั้งสามคนก็คือป้าจางศัตรูคู่อาฆาตของเว่ยซื่อ
ป้าจางพุ่งเข้ามาขวางหน้าหลินซื่อสามแม่ลูกเอาไว้ เท้าหนึ่งของเว่ยซื่อดึงกลับไม่ทัน จึงถีบโดนน่องป้าจางแรงๆ หนหนึ่ง ป้าจางเจ็บจนต้องชันเข่าลง พลางเอ่ยต่อว่า “หญิงแก่อย่างเ้าจิตใจอำมหิตนัก คิดจะเตะสะใภ้ตัวเองให้ตายจริงๆ รึ ถึงกับออกแรงเยอะเช่นนี้! โชคดีที่ข้าขวางไว้ได้ ไม่เช่นนั้นสะใภ้เ้าคงถูกเตะตายในคราวเดียวไปแล้ว!”
เว่ยซื่อเห็นว่าเตะถูกศัตรูคู่แค้นของตนก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา ตนเตะใส่ป้าจางต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ เกรงว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดยอมความง่ายๆ แน่!
ขณะกำลังคิดว่าจะกลับตัวอย่างไร เถียนไฉ่เวยก็อาศัยจังหวะที่คนไม่สังเกตหยิบก้อนหินขึ้นมาดีดใส่เข่าเว่ยซื่อ เส้นประสาทตรงเข่าเส้นนั้น แค่ถูกกระแทกเบาๆ ก็จะดีดกลับ แข้งขาอ่อนยวบ ทำให้คนล้มลงไปบนพื้น
เว่ยซื่อถูกนางโจมตีเช่นนี้ แม้จะไม่เจ็บ แต่ทั้งตัวคนกลับล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
นางที่เป็คนอายุมากแล้ว ล้มเช่นนี้นับว่าร้ายแรงนัก จึงร้องโอดโอยโวยวายขึ้นมา
ตอนนี้กลุ่มคนล้วนห้อมล้อมเข้ามา ต่างก็งุนงงนัก เหตุใดเว่ยซื่อถึงล้มทั้งที่อยู่ห่างจากป้าจางตั้งสองก้าว
ก่อนจะได้ยินเถียนไฉ่เวยร้องต่อว่าขึ้นอย่างโกรธขึ้ง “ท่านย่า ป้าจางยังไม่ได้แตะท่านสักนิด ทำไมท่านต้องแกล้งล้มเพื่อป้ายสีนางด้วย”
กลุ่มคนพลันเข้าใจทันใด ต่างมองเว่ยซื่อด้วยสายตาดูแคลน พากันเอ่ยต่อว่า “เว่ยซื่อ เ้าเตะป้าจางแล้วครั้งหนึ่ง นางยังไม่ได้เอาเื่เ้า ตัวเ้าก็ควรรู้สึกผิดหน่อยถึงจะถูก นี่กลับถือดีนัก กลายเป็คิดไม่ซื่อแกล้งล้มเพื่อใส่ร้ายป้าจาง โชคดีที่พวกข้าเห็นหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นป้าจางคงถูกเ้าเตะครั้งหนึ่งแล้วยังต้องถูกป้ายสีอีก ช่างน่าสงสารนัก!”
กลุ่มคนพูดแล้วก็ช่วยกันประคองป้าจางขึ้นมา ถามนางว่าเจ็บตรงไหนหรือไม่