เฉินโจวยิ่งคิดเรื่องพวกนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเขาก็ยิ่งเครียดขึ้นมากเท่านั้น สุดท้ายเขาก็หยุดคิด มาคิดตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไป เอาไว้ถึงเวลานั้นจริง ๆ ค่อยไปปรึกษากับหลิวจื้อหมิงเอาก็แล้วกัน หมอนั้นดูแล้วครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังน่าจะไม่ธรรมดา ดังนั้นในฐานะเพื่อน ฉันคนนี้ก็ขอพึ่งบารมีหน่อยก็แล้วกัน
ในส่วนของภารกิจระบบ หลังจากบอกแนวทางที่เขาอยากทำให้จื่อซวานหมิงไปแล้ว ตัวเขาเองก็ยังไม่มีไอเดียอะไรดี ๆ เข้ามาในหัวเลย คงต้องรอพึ่งพวกเพื่อน ๆ ที่เราให้โจทย์ไปแล้วก็แล้วกัน ไม่แน่อาจจะมีความคิดอะไรดี ๆ ออกมาก็ได้
ในห้องทำงาน ทุกคนที่เห็นใบหน้าของเฉินโจวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะก็ได้แต่ยิ้มแห้ง เป็นใบหน้าที่แสดงให้เห็นว่า "ฉันคาดหวังในตัวพวกนายมากเลยนะว่าต้องมีอะไรดี ๆ มาเสนอให้ได้แน่นอน"
หลิวจื้อหมิงพูดออกมาว่า “ฉันลองให้คนไปหาข้อมูลดูให้แล้วนะ มันก็มีอยู่หรอกแต่ฉันว่ามันเหมือนมาเล่นออกกำลังกายมากกว่ามานั่งเล่นบอร์ดเกมยังไงก็ไม่รู้สิ”
ข้อมูลที่หลิวจื้อหมิงเอามาเล่าก็เหมือนกับที่จื่อซวานหมิงเล่ามาเมื่อวานเลย ดังนั้นเขาก็เลยบอกความคาดหวังของเขาไปว่าอยากได้แบบที่มีกระดานของบอร์ดเกมอยู่ตรงกลาง แล้วมีผู้เล่นในแต่ละทีมนั่งล้อมวงกันเล่น
ทุกคนที่ได้ยิน ยกเว้นจื่อซวานหมิง ขมวดคิ้วแน่น ความต้องการของประธานพวกเขานี่มัน...
จินหงเหว่ยที่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักนึงจึงพูดออกมาว่า “ถ้าเฉินโจวอยากจะให้คนจำนวนมากที่แบ่งเป็นแต่ละทีมมานั่งเล่นแบบล้อมวงกลางกระดาษแบบบอร์ดเกมทั่วไป งั้นเราก็ต้องจัดให้แต่ละคนในทีมมีตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงก่อน”
เฉินโจวที่ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันดูน่าสนใจ จึงเร่งให้จินหงเหว่ยรีบพูดต่อ
จินหงเหว่ยที่ได้ฟังก็ดันสะพานแว่นของตัวเอง
“ผมคิดว่าจะกำหนดให้แต่ละทีมมีต่ำแหน่งที่ตายตัวสามตำแหน่งในทีม จุดนี้จะเหมือนกันทุกทีมที่เข้าแข่งในตานั้น อันนี้สมมุติแบบให้เข้าใจก่อนนะ ยังไม่ใช่ตำแหน่งที่ใช้จริง เช่นเราจะให้มีพ่อค้าหรือแม่ค้า แล้วแต่ตำแหน่งนี้ในทีมเป็นผู้หญิงหรือชายในการเลือกตำแหน่งนี้
อีกสองตำแหน่งก็แบบเดียวกัน เราจะให้คนเล่นในทีมนั้นสามคนเลือกเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ในตาเล่นนั้น แต่ละตำแหน่งก็จะมีความสามารถเฉพาะที่ทำได้เฉพาะตำแหน่งนั้น และในระหว่างเล่นจะไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งในทีมไปมาได้ เมื่อเลือกอาชีพก่อนเริ่มเล่นเกมแล้วก็ต้องใช้จนกว่าจะจบการแข่งขันเท่านั้น”
ทุกคนที่ได้ฟังก็รู้สึกว่ามันก็ดูเข้าท่าดีนะ ในเมื่อการเล่นแบ่งเป็นทีมละสามคน ก็ควรให้สามคนนั้นมีความสามารถคนละแบบขณะที่เล่นเกมนั้นอยู่ เพื่อสร้างความแตกต่าง...
หวังหงที่ได้ยินก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “พี่จิน ถ้างั้นเราควรใส่ตำแหน่งลงไปบ้างไหม? ให้มีพ่อครัวด้วยดีไหม?”
จินหงเหว่ยฟังแล้วก็ส่ายหน้า “หวังหง ตอนนี้เรายังกำหนดต่ำแหน่งไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องมีกฎกติกาของเกมก่อนว่าจะให้เล่นยังไง ชนะเกมได้แบบไหน ต้องคิดจุดนี้ให้ชัดก่อน เราถึงจะรู้ว่าควรใส่ตำแหน่งอะไรและทำอะไรได้บ้างให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของเกมที่เราจะสร้างขึ้นมา”
จื่อซวานหมิงที่ได้ฟังมาจนถึงจุดนี้ ก็เสริมขึ้นมาว่า “ฉันว่ายังไงเราก็ต้องสร้างกฎเกณฑ์ที่อยู่ในกรอบกระดานสี่เหลี่ยม ที่จะให้ผู้เล่นเจอเหตุการณ์ที่ต้องตัดสินใจเฉพาะตำแหน่งในกลุ่มตอนนั้นดีไหม? เช่นตกช่องนี้ไป ต้องให้คนในตำแหน่งนั้นตัดสินใจได้เป็นสิทธิ์ขาด คนอื่นในทีมอาจจะให้คำปรึกษาได้ แต่ห้ามแทรกแซงการตัดสินใจสุดท้ายของเจ้าตัว”
จินหงเหว่ยได้ฟังก็พยักหน้า การสร้างกฎเป็นเซ็ตติ้งนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะมันจะช่วยกระจายบทบาทให้คนในทีมได้มีโอกาสแสดงความสามารถในระหว่างเกม
ทุกคนที่ฟังก็เห็นด้วยกันว่า แบบนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว
หลิวจื้อหมิงที่ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้น “ถ้าเป็นเกมกระดานงั้นก็ต้องมีลูกเต๋าด้วยใช่ไหม จะได้ลุ้นว่าเวลาทอยจะได้แต้มไหนแล้วตกลงไปตรงไหน”
จินหงเหว่ยพยักหน้าพูดออกมาว่า “ถูกต้อง แต่ลูกเต๋าของเกมเราต้องมีลูกเล่นหน่อย ลูกเต๋าปกติจะมีหกด้านแต้มหนึ่งถึงหก แต่ลูกเต๋าของเกมเราจะมีหกด้านเหมือนกัน แต่แต้มจะเป็นศูนย์ถึงห้า และจะมีหน้านึงที่ไม่มีแต้ม ใครทอยออกหน้านี้ก็ต้องอยู่ที่เดิม ส่วนว่าจะต้องทำภารกิจเดิมหรือไม่ก็แล้วแต่ว่าจุดที่อยู่กำหนดไว้ยังไง”
จินหงเหว่ยหัวเราะออกมาเสียงดัง ถ้ามีทีมไหนมือบอดทอยออกแต่แต้มศูนย์ คงจะเป็นอะไรที่น่าสนุกและตลกไม่น้อย แค่คิดก็อยากจะเห็นด้วยตาของตัวเองจริง ๆ
ตอนนี้เริ่มกำหนดกรอบตัวเกมออกมาได้คร่าว ๆ แล้ว เฉินโจวดีใจมาก ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมีความคืบหน้าขนาดนี้ คิดถูกแล้วที่เอามาเสนอเป็นโปรเจกต์ใหม่ ถ้ามีความคืบหน้าไปเรื่อย ๆ ก็คงจะดี จากนั้นเฉินโจวก็ให้โจทย์ทุกคนไปหามาว่าจะให้บอร์ดเกมนี้เล่นในทิศทางแบบไหน
หลังจากจบเรื่องนี้ จินหงเหว่ยก็รายงานเรื่องงานให้เฉินโจวฟังว่า ทางมหาวิทยาลัยและคณบดีหลายคณะอยากจะพูดคุยกับทางช่องของเราเกี่ยวกับความร่วมมือ
เฉินโจวยกเรื่องนี้ให้ทางจินหงเหว่ยจัดการเองได้เลย ขอแค่ทำรายงานสรุปผลการพูดคุยส่งมาให้เขาก็พอ
จินหงเหว่ยรับปาก โดยบอกว่าเขากับเลขาของเขาจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์กับทางช่องของเราให้ได้มากที่สุด และจะส่งรายงานสรุปมาให้
เฉินโจวที่ฟังก็ตอบตกลงไม่ได้ติดใจอะไร ในส่วนของเลขาที่จินหงเหว่ยขอกับเขาก่อนหน้านี้แล้ว เขาก็เซ็นอนุมัติให้ไป เพราะรู้ดีว่าในบรรดาทุกคน จินหงเหว่ยเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุด การจะจ้างใครเข้ามา เฉินโจวเชื่อว่าต้องเป็นคนที่มีความสามารถและมาช่วยเหลืองานของจินหงเหว่ยได้
อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เชื่อใจจินหงเหว่ยมาก ว่าทำทุกอย่างเพื่อบริษัทจริง ๆ ส่วนในอนาคตค่อยดูกันต่อไป...
หลังจากพูดคุยเรื่องรายละเอียดงานเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวของแต่ละคน ในห้องเหลือแค่เฉินโจวกับจื่อซวานหมิงเหมือนเดิม เขารีบเอ่ยชมความคิดของเธอว่ามันดีมากเลย แต่จื่อซวานหมิงกลับตอบว่า
“จินหงเหว่ยทำได้ดีกว่าในจุดนี้”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น เขาก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เพราะหากเขาชมเธอไปมากเกิน เธออาจจะคิดว่าเขาชมเธอจนไม่มองความเป็นจริงเลยก็ได้ จึงได้แต่ยิ้มให้กับคำตอบของเธอ เขาคิดว่าแม้จินหงเหว่ยจะเสนอมาได้ดีที่สุด แต่ส่วนเสริมของจื่อซวานหมิงก็ทำให้มันดูดีขึ้นไปอีก
หลังจากนั้น ก็เหมือนเดิม พอใกล้ค่ำ เขาก็พาเธอไปที่จุดจอดแท็กซี่ และทำตามมาตรการป้องกันที่เขาทำทุกครั้งเวลาส่งเธอ
เมื่อถึงห้องพัก เฉินโจวก็ได้รับข้อความตามปกติ เขาก็รู้สึกโล่งใจ อารมณ์ตอนนี้ของเขาคืออยากซื้อรถมาขับให้เร็วที่สุดเลย ตอนนี้หลังจากหาข้อมูลมามากมายจากอินเทอร์เน็ต เขาก็เลือกรถที่อยากจะซื้อได้แล้ว แต่ราคามันก็แพงมาก ราคาราวแปดแสนเกือบเก้าแสนซานี่ เงินส่วนตัวที่เขามีตอนนี้ยังไม่พอซื้อรถคันนี้เลย
เขาเคยคิดว่าตัวเองมีเงินเยอะแล้ว แต่กลับพบว่าแม้แต่รถคันหนึ่งก็ยังซื้อไม่ได้ ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับเธอในระหว่างที่ขึ้นแท็กซี่ ขอให้เขาซื้อรถได้ทันก่อนจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอ เขารู้ตัวว่าเป็นคนขี้กังวล แต่ใครจะไปรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น? ถึงจะมีโอกาสน้อยที่จะเกิด แต่ก็ต้องป้องกันไว้ดีกว่า เมื่อถึงเวลาจริง ๆ จะได้ไม่มาเสียใจว่าไม่ได้ป้องกันไว้ก่อน
คิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงแม่และน้องสาวขึ้นมา เขาจึงโทรหาคุยกับแม่และน้องสาว เพื่อกำชับให้ระวังตัวเวลาที่ออกไปข้างนอก แม้แต่ตอนอยู่ในห้องก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้ดี เพราะสังคมสมัยนี้มีคนชั่วที่พร้อมทำร้ายคนอื่นมากมาย เขาบอกทั้งแม่และน้องสาวว่าจะโอนเงินหนึ่งแสนซานี่ให้แม่ไปใช้จ่ายดูแลตัวเองและน้องสาวให้ดี