หลินหลิงเธอได้ฟังนิทานมาั้แ่เด็ก คัมภีร์สีทองนั้นเป็เพียงความฝันของคนโบราณ แม้แต่ในทวีปแดนเหนือเองก็ยังไม่มีใครที่เคยได้รับคัมภีร์สีทองมาฝึก เพราะนอกจากจะเป็วิชาที่เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ให้กับเราแล้ว วิชามันสามารถเพิ่มพลังได้เอง เมื่อถึงการเปลี่ยนระดับพลังของมัน มันจะเพิ่มขึ้นเองราวกับมีชีวิตร่วมกันกับเรา
คัมภีร์สีน้ำตาล เมื่อเรียนรู้แล้วเอามันมาฝังในวิถีลมปราณ เมื่อโคจรตามลำดับที่คำภีร์กล่าวเอาไว้ มันก็จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ทันที ความรุนแรงตามระดับของคำภีร์และพลังปราณของตัวผู้ใช้ ไม่มีการยกระดับความสามารถของตัวมันเอง ฉะนั้นแล้วคัมภีร์สีทองเป็เหมือนตำนานของพวกเขาเลยทีเดียว
พวกเขาตื่นเต้นเป็อย่างมาก นี่คือสมบัติระดับที่โลกต้องะเื หรือถ้านำไปขายก็จะกลายเป็มภิมหึมามหาเศรษฐีอย่างแน่นอน แต่ ชางอวิ๋นเขาไม่คิดที่จะขาย การที่อยากจะรอดในถ้ำตอนนี้มีหนทางเดียว ต้องเรียนรู้วิชาแบบนี้เท่านั้น
โดยชายหนุ่มทำการเลือก ว่าใครเหมาะสมกับลักษณะการต่อสู้แบบไหน
คัมภีร์ระดับที่ 2 มีชื่อวิชาว่า 'ทะลวงเมฆา' และระดับที่ 3 มีชื่อวิชาว่า 'ระฆังทอง' เมื่อชายหนุ่มตัดสินใจได้แล้วว่าจะให้ใครใช้วิชาอะไร
หลินหลิงบอกว่าให้ชางอวิ๋นเก็บไว้ทั้งหมดนั่นแหละ เพราะชายหนุ่มได้ให้อะไรกับตนมากเกินกว่าที่้าแล้ว ชางอวิ๋นบอกว่า "ไม่ได้ ! ยังไงก็ต้องมีพลังให้พอเพียงด้วยกันทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นถ้าเ้าเอาแต่เพิ่งกับลูกธนูแสง เ้าคิดว่ามันจะช่วยชีวิตเ้าไปได้ตลอดรึ"
'ั้แ่ข้ามาบนโลกแห่งนี้ ข้าไม่เคยเห็นคัมภียร์สีทองมาก่อน ขนาดวิชาของข้าเองก็ยังเป็คัมภีร์สีน้ำตาล ถึงมันจะดีเลิศขนาดไหน พวกเ้าไม่ต้องแย่งกันหรอก ยังไงชั้นที่ 4 กับ 5 ก็น่าจะมีคำภีร์อีกชั้นละเล่มอย่างแน่นอน อยู่ที่พวกเ้าจะมีปัญญาเอามาได้รึเปล่าเท่านั้นเอง'
เทพเ้าัยังกล่าวอีกว่า '1 ระดับ 1 เล่มเท่านั้น เ้าจงเลือกให้ดี ตอนนี้ออร่าของเ้าสีส้ม ระดับ 3 มีอยู่แล้ว 2 วิชาสามารถฝังได้อีก 1 เล่ม'
"โอ้วมันมีเงื่อนไขนี้อยู่ หลินหลิงเ้าไม่รู้หรอกหรอ ว่าลมปราณระดับ 1 ฝังคัมภีร์ได้ 1 เล่ม คือ 1 ระดับ ฝังได้ 1 เล่มเท่านั้น"
"ข้าก็พอจะรู้มาบ้าง แต่ว่าอีกไม่นานข้าว่าท่านก็น่าจะได้ใช้คัมภีร์พวกนี้แล้ว แถมคัมภีร์ระดับสูงล้ำค่าขนาดนี้ ให้มันอยู่กับท่านเถอะ น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า"หลินหลิงทำสายตาที่จริงใจและอบอุ่น
ก่อนที่ชางอวิ๋นจะขึ้นบันไดไปชั้นที่ 3 เขาขอทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดก่อน
"ข้ามีออร่าระดับ 3 ออร่าสีส้ม ขั้นที่ 6 เ้านางหลิงน้อย ขั้นที่ 7 มากกว่าข้า 1 ขั้น"
"ข้ามีวิชาที่ฝังในลมปราณเล่มแรกคือ 'หมัดเ้าพิภพ ระดับตำนาน' เล่มที่สองคือ 'ัพิโรธ ระดับ 3' ส่วนของ หลินหลิง มีวิชาเล่มเดียวคือ 'ธนูทะลวงอสูร' แสดงว่าข้าสามารถฝึกได้ 1 เล่ม หลิงน้อยเ้าฝึกได้อีก 2 เล่ม" ชางอวิ๋นกำลังหว่านล้อมนาง ยังไงอย่างน้อยๆ หลินหลิงก็ต้องเอาไปฝึก 1 เล่ม
'และข้ายังมีกระเป๋ามิติ ที่เก็บ โอสภ อีกมากมาย ทั้งแก้พิษ เติมพลังปราณ และ ไอ้กล่องดำๆประหลาดอีก 1 อัน'
เอาหละข้าตัดสินใจได้แล้วว่าอย่างน้อยเ้าต้องฝึกวิชา 'ทะลวงเมฆา' ถึก ถึก แบบข้าน่าจะเหมาะกับ 'ระฆังทอง'
ชางอวิ๋นก็ยัดเยียดจับมือแล้ววางคัมภีร์เอาไว้ เมื่อเขาตัดสินใจอย่างนี้แล้ว นางก็มิอาจจะโต้แย้งอะไรอีก
ทั้งคู่นั่งโคจรพลังปราณฝึกวิชาปราณในคัมภีร์ตามเงื่อนไข เมื่อสำเร็จมันก็สลายหายเข้าไปฝังในวิถีิญญา แต่ของชางอวิ๋นจะพิเศษกว่าคนทั่วไปเพราะของเขาคือวิถีแห่งเซียน
พวกเขาได้ทดสอบพลังพบว่าของหลินหลิงเป็วิชาตัวเบา อย่างที่คาดไว้ ไม่จำเป็ต้องบีบอัดออร่าไว้ที่เท้าเพื่อทะยานหรือพุ่งตัว
เมื่อหลินหลิงทดสอบวิชา กลับพบว่าร่างของนางสามารถเคลื่อนย้ายได้เร็วยิ่งหลินเฟยที่มีออร่าระดับสีฟ้าซะอีก ยิ่งอัดลมปราณมากเท่าไรยิ่งเร็วขึ้นไปอีก
ก่อนคัมภีร์จะหายไป มันเปร่งแสงตัวอักษรพุ่งขึ้นเพดาน ทั้งคู่มองตามและเพ่งอย่างตั้งใจ
"เมื่อเ้ายิ่งใช้ ระดับยิ่งเพิ่ม เมื่อเข้าสู่ระดับที่ 3 จะไม่มีผู้ใดมองเห็นร่างของเ้าได้"
"โอ โหะ . . . มันก็ออกจะโกงๆไปบ้างนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ชางอวิ๋นขำ
ในส่วนของชางอวิ๋นก็พบว่าเป็อย่างที่คาดไว้เหมือนกัน มันคือวิชาป้องกัน 'ระฆังทอง'
เมื่อชางอวิ๋นทดสอบพลัง มีเพียงเส้นพลังบางๆสีทอง มาห่อหุ้มตัวเอาไว้
ก่อนจะทดสอบ เมื่อชางอวิ๋นฝึกสำเร็จ คัมภีร์ก็ส่องแสงเป็อักษรขึ้นอีกครั้ง
"เมื่อเ้ารวมมันเป็กายหนึ่ง จะไม่มีสิ่งใดทะลวงเข้า"
"โอ้ นี้มันของดีชัดๆ"
ชางอวิ๋นจึงให้แม่นางหลินหลิงทดสอบอัดพลังเข้ามาดูความแข็งแกร่งของวิชาของเขา
"ข้ามีระดับลมปราณมากกว่าท่าน 1 ขั้นนะ ยิ่งระดับสูงๆห่างกันแค่ขั้นเดียว สามารถชี้แพ้ ชี้ชนะได้เลย ชางอวิ๋นท่านแน่ใจนะ " หลินหลิงโคจรออร่าบีบอัดไว้ที่หมัดขวาข้างเดียวพร้อมจะทดสอบ
"ซัดมันเข้ามาเลย ห้ามออมมือเด็ดขาด ถ้าแม่หลิงน้อย ออมมือให้ข้า ข้าจะแอบรังแกเ้าบ่อยๆ หึหึหึ" หลินหลิงได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งเร่งพลังปราณเข้าถึงขีดสุด
พลังปราณที่หมัดหลินหลิงเข้มข้นและหนาแน่นเป็อย่างมากขนาดที่มองด้วยตาเปล่าก็เห็นเป็ปราณสีส้มที่ใหญ่ มีขนาดทรงกลมรัศมี 4 เมตรที่หมัดของนาง นางใช้ทะลวงเมฆาเพิ่มความเร็วในการโจมตี
เมื่อนางมาหยุดที่หน้าชางอวิ๋นแค่พริบตาเดียว ชางอวิ๋นรู้สึกถึงแรงกดดันและความเร็วที่นางส่งมา
"เดี๋ยวๆๆๆ หยุดก่อน !!" หลินหลิงรีบสะลายออร่า แล้วรีบถามว่า "ท่านเป็อะไรรึเปล่า"
ชางอวิ๋นมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็ลม ใจสั่นหวิวๆ และเหงื่อไหลเต็มหน้าผาก "อืมมม . . ข้าว่าท่านน่าจะเบามือลงซักครึ่งนึงนะ นี้มันก็เป็เพียงแค่การทดสอบเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องเอาจริงมากก็ได้ เนอะแม่นางของข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าซีดขาว
'หึ ไอ้เ้าโง่ อ่อนหัดแล้วยังจะอวดเก่งต่อหน้าสาว แต่มันก็เป็ไปตามที่แม่นางนั้นพูดอะนะ ว่ายิ่งระดับปราณสูงขึ้น ขั้นแต่ละขั้น พลังปราณจะห่างกันยังกับฟ้ากับเหว'
"ตึงงงงง !" ในที่สุดก็ได้เริ่มทดสอบด้วยพลังปราณระดับครึ่งนึงของหลินหลิง มันส่งผลให้ทั้งคู่แปลกใจเป็อย่างยิ่ง แม้ชางอวิ๋นจะยืนเฉยๆ ไม่พร้อมที่จะต่อสู้ ก็ต่อยไม่เข้าเหมือนมีโลหะอะไรที่หนาอย่างมากมากั้นระหว่างหมัดกับร่างของชางอวิ๋นอยู่
พอชายหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงความปลอดภัยก็ให้หลินหลิงเพิ่มพลังขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนพลังเข้มข้นเหมือนเดิม "ตูมมมมมมมมมม" เสียงดังสนั่นแสบแก้วหูอย่างรุนแรง เสียงดังไปถึงชั้น 1 แล้วย้อนกลับมาชั้นที่ 2 เสียงยังคงก้องกังวาลอยู่
แต่ชายหนุ่มกลับไม่เป็อะไรเลย แม้แต่รอยแมวข่วนก็ยังไม่มี 'นี้ถ้าข้าให้มันโคจรอยู่รอบกายข้าไปได้ตลอด อันตรายต่างๆมันก็ไม่อาจทำอะไรข้าได้สินะ' นึกไม่ทันสิ้นความคิด พลังปราณของชางอวิ๋นลดลงไปเกือบครึ่ง แสดงว่ามันก็กินพลังปราณอยู่พอสมควร
เมื่อทั้งคู่พักผ่อนก่อนจะขึ้นบันไดก็นำอาหารมาปิ้งย่าง กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ชางอวิ๋นนึกถึงฝีมือไข่เจียวหมูสับของโปรดของเขาขึ้นมา
ชายหนุ่มก็นึกถึงแม่ของเขาขึ้นมาทันที พร้อมกับตาที่ซึมๆ เหม่อลอย คิดถึงครอบครัว เขาจาก มานานเท่าไรแล้ว แล้วแม่กับพี่สาวของเขาอยู่สบายดีกันไหม เป็ห่วงเขาไหม 'ถ้ากลับไปได้จะขอกอดให้นานเท่าที่จะทำได้เลย ข้าต้องหาวิธีที่จะกลับไปให้ได้'
. . . .
และชางอวิ๋นก็นำกะทะที่หาได้จากตลาดหมู่บ้านตระกูลหลิน แล้วอัดลมปราณใส่เข้าไปบางๆ กะทะก็ร้อนขึ้นมา เขานำไข่ไก่ขึ้นมา 2 ฟอง ออกมาตี แล้วใส่เนื้อมิโนทอร์ที่เขาหามาได้ในกระเป๋ามิติ ใส่เครื่องปรุงนิดหน่อย เสียงฉ่าก็ดังขึ้นมาจากกะทะของเขา เมื่อไข่พองฟู เขาก็กลับกะทะ ส่งกลิ่นหอมๆโชยออกมาาา
"หือออ ข้าไม่เคยเห็นกรรมวิธีการทำอาหารแบบนี้มาก่อนเลย เ้าเอาวิธีนี้มาจากไหนเนี้ย น่ากินมากๆ" หลินหลิงตื่นตา ตื่นใจ กระดกจมูกดม หงึกๆ
"เ้าเคยกินนี้ไหม 'ไข่เจียวมิโนทอร์สับ' มันเป็ของโปรดของข้าเลยหละ" ชางอวิ๋นภูมิใจเสนอเมนู
"เมนูแบบนี้ มันแปลกมากเลย ที่บ้านข้าไม่เคยเอาไข่มาทอดเลย ข้าขอลองหน่อยน่าาาา" น้ำลายของหลินหลิงกำลังจะยืดออกมาจากมุมปาก
"โอ โห มันกรอบมากเลย แต่พอกัดผ่านผนังด้านนอกเข้าไปแล้วมันกลับนุ่มมากกกกก แถมมีเนื้อหอมๆปนอยู่ในไข่นี้ด้วย ข้าไม่เคยกินอะไรที่อร่อยแบบนี้มาก่อนเลยย" หลินหลิงกินอย่างมีความสุข พอชางอวิ๋นเห็นเธอ เขาก็มีความสุขไปด้วย ทั้งคู่ก็กินกันจนอื่ม
เมื่อกินกันเสร็จพวกเขาก็เดินมาถึงชั้น 3 พวกเขาเจอลมที่รุนแรงอย่างมากและอากาศที่หนาวขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทั้งคู่ไม่สามารถยืนอยู่เฉยๆได้ ต้องรีบโคจรพลังปราณขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ชั้นนี้ไม่มีอสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว
พวกเขามองไปข้างหน้าไม่มีสิ่งกีดขวางเลย เป็ที่โล่งสุดลูกหูลูกตา ทั้งคู่เห็นออร่าบางๆสีทองวางไว้บนแท่น มันคือคำภีร์สีทอง เมื่อมองหน้ากันทั้งคู่โคจรพลังป้องกันเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ พร้อมทะยานเข้าไปหยิบคำภีร์มา
เมื่อมาถึงได้ครึ่งทาง "ตึงงงงงงงงงงงงงงง" เสียงสะท้านบนพื้นดินอสูรตัวที่มีขนาดมหึมาะโมาจากเพดานถ้ำ ที่สูงมากกว่า 100 หลา ตัวมันมีความสูงมากกว่า 6 เมตร ใหญ่และทรงพลัง มันยืนด้วย 2 ขาที่ใหญ่โต และมือที่มีกรงเล็บแหลมคม พื้นดินเป็หลุมบริเวณกว้างมากกว่า 50 เมตร
มันคือ ิญญาอสูร (ระดับ 3) สีทอง "เบ เฮ มอท"