บทที่ 14 คอนโดร้อยแปดสิบตารางเมตร
ปลายนิ้วของเสิ่นโม่จิ่นกดลงบนแผ่นรับลายนิ้วมือข้างประตู
แสงสีฟ้ากวาดผ่านผิวซีดขาว เสียงปลดล็อกดังขึ้นบานประตูเพิ่งแยกออกจากกรอบ เข่าขวาของเธอก็ทรุดลงก่อน โชคดีเจ้าตัวคว้าขอบประตูไว้ทันขณะที่ดิ้วเหล็กครูดผ่านธรณีจนเกิดเสียงแสบหู
ย่ามดำบนไหล่เลื่อนมากระแทกต้นแขนน้ำหนักซึ่งเคยแทบไม่รู้สึกกลับถ่วงร่างอายุสิบเก้าปีให้เซไปด้านข้าง
เสิ่นโม่จิ่นกัดฟัน กดปลายดิ้วลงกับพื้นแล้วลากขาข้ามเข้าไปทีละข้าง
ประตูเลื่อนปิดตามหลัง
เธอหันกลับไปแตะสัญลักษณ์รูปกุญแจบนแผงควบคุมรอจนกลอนด้านในทำงาน จึงปล่อยมือออก
อีกด้านของประตูเป็นโถงลิฟต์ส่วนตัวถัดไปคือโลกที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ คำถามและคนซึ่งรู้จักเสิ่นโม่จิ่นมากกว่าเจ้าของร่างคนใหม่
ส่วนด้านนี้มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงรองเท้าแตะของเธอเสียดพื้นเป็นช่วงๆ
แค่นี้ก็พอ
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้เงยหน้ามองผนังกระจกไม่ตรวจว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนแพงและไม่สนใจว่าโถงรับแขกกว้างจนคนสามครอบครัวเข้ามาปูเสื่อนอนได้หรือไม่
ตอนนี้เธอต้องการเตียง
ถ้าไม่ได้เตียงอย่างน้อยพื้นข้างหน้าก็ดูสะอาดพอให้ล้ม
หญิงสาวยืนพักตรงทางเข้ารอให้จุดสีดำซึ่งลอยอยู่ในสายตาค่อย ๆ ลดจำนวนลง
ห้องนอนใหญ่อยู่ด้านในผ่านโถงรับแขกแล้วเลี้ยวไปทางขวา
ความทรงจำนั้นชัดแต่เท้าของแม่มณีกลับพาเลี้ยวซ้ายตามความเคยชิน พอเดินไปได้สองก้าวภาพทางเดินอีกชุดจึงแทรกขึ้นมาเตือน เธอหยุดมองประตูตรงหน้าก่อนหมุนตัวกลับโดยไม่คิดเปิดพิสูจน์
'จำได้ก็เดินให้ถูก อย่าหาเรื่องเพิ่ม'
การหมุนตัวเร็วเกินไปทำให้ศีรษะหนักวูบมือซึ่งจับดิ้วเกร็งแน่นจนรอยแดงบนฝ่ามือเจ็บขึ้นมา
เสิ่นโม่จิ่นหลับตาอยู่ชั่วอึดใจแล้วค่อยๆก้าวต่อคราวนี้ยอมเดินตามเส้นทางของเจ้าของร่างเดิม
พื้นภายในห้องไม่มีฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นวางเป็นระเบียบ โต๊ะยาวข้างผนังไม่มีแม้แต่แก้วน้ำค้างคืนความสะอาดเช่นนี้ควรทำให้สบายตา
แต่ห้องใหญ่เกินไป พอไม่มีเสียงคนเสียงปลายดิ้วแตะพื้นแต่ละครั้งจึงวิ่งไปไกลกว่าที่ควร
กึก
รองเท้าแตะลากตาม
กึก
เสียงที่สองดังกลับมาจากทางเดินด้านในเบากว่าเดิม
เสิ่นโม่จิ่นชะลอฝีเท้า เงี่ยหูฟังแล้วใช้ดิ้วกระแทกพื้นอีกครั้ง
กึก
คราวนี้เธอนับจังหวะอยู่ในใจเสียงสะท้อนกลับมาตรงเวลา ไม่มีน้ำหนักฝีเท้าอื่นปะปนหลังแน่ใจว่าไม่ได้มีอะไรเดินตาม จึงเคลื่อนตัวผ่านโถงต่อไป
คอนโดสมัยนี้ชอบสร้างเพดานสูง ห้องก็กว้างทางเดินยังอ้อมเสียจนคนป่วยต้องใช้เวลาเดินกลับเตียงนานกว่าหนีผีในดันเจี้ยน
เธอไม่เข้าใจว่าความร่ำรวยแบบนี้มีไว้สบายตรงไหน
ถ้าเป็นบ้านของเธอ เตียงคงอยู่ในระยะที่คลานถึง ไม่ใช่ซ่อนลึกเหมือนเจ้าของห้องทำผิดแล้วกลัวคนนอกตามมาจับ
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นพอดี
แรงสั่นแนบอยู่กับสะโพกสองครั้งก่อนหยุดไปไม่ถึงครึ่งนาทีแล้วเริ่มใหม่ เสิ่นโม่จิ่นไม่คิดหยิบทันทีเธอเดินต่อจนถึงพนักโซฟา จึงใช้มือข้างหนึ่งยันตัวไว้แล้วควานโทรศัพท์ออกมา
หน้าจอเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แจ้งเตือนตัวเลขสายที่ไม่ได้รับซ้อนอยู่ด้านบนข้อความจากหลายช่องทางดันกันขึ้นมาจนอ่านไม่ทัน
หนึ่งในนั้นมีตราของหน่วยงานดูแลระบบประชาชน ส่วนที่เหลือเป็นชื่อซึ่งความทรงจำของเสิ่นเดิมจำได้บ้างไม่ได้บ้าง
เธอไม่กดเข้าไปดู
ปลายนิ้วเลื่อนแถบควบคุมลง ปิดเสียงเรียกเข้า แต่ปล่อยระบบสั่นไว้
หากมีประกาศเกี่ยวกับดันเจี้ยนจากหน่วยงานดูแลระบบประชาชนเข้ามาอย่างน้อยยังรู้ว่าโทรศัพท์ไม่ตายตามเจ้าของร่างคนเก่าไปแล้ว
ส่วนคนที่อยากคุยกับเสิ่นโม่จิ่นในตอนนี้รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็ช่างมัน
ง่ายดี
หญิงสาวคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเตี้ยข้างโซฟาตอนชักมือกลับ นิ้วไปแตะรีโมตเครื่องหนึ่งเข้า ความทรงจำสั้น ๆพลันเปิดขึ้นโดยไม่รออนุญาต
ภาพเสิ่นโม่จิ่นคนเดิมนอนขดอยู่บนโซฟาผมยาวกองทับหมอน เซี่ยอวี้ถงนั่งอีกฝั่งพร้อมถ้วยขนมในมือทั้งสองกำลังดูละครย้อนยุคซึ่งตัวเอกถูกใส่ร้ายกลางงานเลี้ยง
“บอกแล้วว่าองค์หญิงคนนี้ไม่ใช่คนดี”เซี่ยอวี้ถงชี้ช้อนใส่หน้าจอ “เธอก็ยังเถียงแทนอยู่ได้”
“องค์หญิงนั่นแค่โง่ ไม่ได้ชั่ว”เสิ่นโม่จิ่นคนเดิมแย่งถ้วยไป “คนเขียนต่างหากที่ชั่วเขียนให้ทุกคนมีปากแต่ไม่ยอมพูด”
ภาพถัดมา เซี่ยอวี้ถงยื่นเท้ามาถีบหมอน เสิ่นโม่จิ่นคนเดิมหัวเราะแล้วปาถ้วยขนมเปล่ากลับไปทั้งคู่ส่งเสียงดังจนระบบในห้องเตือนให้ลดระดับเสียง
ความทรงจำดับลงตรงนั้น
นิ้วของเสิ่นโม่จิ่นยังแตะอยู่บนรีโมตตรงหน้ามีเพียงโซฟาที่จัดเบาะเรียบ ไม่มีถ้วยขนม ไม่มีเสียงเถียงจากหญิงสาวอีกคน
เธอยกมือออก
เรื่องนั้นเคยเกิดกับเจ้าของร่าง ไม่ใช่กับเธอการเห็นภาพไม่ได้ทำให้มีสิทธิ์รับความสนิทสนมของคนอื่นมาเป็นของตัวเองและตอนนี้ร่างกายก็ไม่มีแรงพอจะรื้อความทรงจำของเด็กสาวสองคนออกมานับว่าชิ้นไหนจริง
หรือ ชิ้นไหนถูกความรู้สึกแต่งเติม
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งเดินต่อไปโดยไม่เปิดหน้าจอ แล้ววางมันบนตู้เตี้ยใกล้ประตูห้องนอนแทนอย่างน้อยหากมีข่าวด่วน สั่นตรงนี้คงดังถึงเตียง
ประตูห้องนอนเลื่อนออกตามลายนิ้วมือ
เสิ่นโม่จิ่นเห็นปลายเตียงอยู่ไม่ไกลแต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักขึ้นราวกับจงใจต่อต้าน เธอใช้ดิ้วค้ำเข้าไปพอพ้นประตูเพียงสามก้าว หัวเข่าก็ชนขอบฟูก ร่างทั้งร่างจึงทิ้งตัวนั่งลงทันที
ฟูกยุบตามน้ำหนัก หญิงสาวก้มหน้าปล่อยผมดำยาวตกลงมาบังข้างแก้ม ปลายสีทองบางส่วนเปียกเหงื่อและพันอยู่ตรงลำคอ
ฝ่ามือที่กำดิ้วสั่นไม่หยุด
อาการสั่นเริ่มตั้งแต่พลังวิญญาณลดลงจนแทบไม่เหลือพอฝืนเดินทางกลับมาถึงคอนโด กล้ามเนื้อก็หยุดเชื่อฟังทีละส่วนแม้แต่การคลายนิ้วออกจากด้ามเหล็กยังต้องทำช้า ๆ
ดิ้วถูกวางพาดบนพื้นข้างเตียงในระยะเอื้อมถึงเสิ่นโม่จิ่นปลดย่ามดำออกจากไหล่แล้ววางตามลงไป เสียงของแข็งด้านในแตะกันแผ่วเบาทำให้สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ปากย่าม
อิฐดำยังอยู่ในนั้น
ตอนออกจากดันเจี้ยนไม่มีใครรู้ว่าเธอเอามันติดมือมาด้วยของชิ้นนั้นเป็นสิ่งที่ผีช่างก่อกำแพงหวงยิ่งกว่าชีวิตซึ่งมันไม่มีเหลือแล้ว
การหยิบออกมาตั้งกลางห้องเพราะอยากดูให้ชัดจึงไม่ต่างจากเชิญแขกไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเข้าบ้าน
เสิ่นโม่จิ่นยังไม่โง่ถึงขั้นนั้น
ย่ามของเธอมีมิติด้านในอย่างน้อยสิ่งที่ถูกเก็บเข้าไปจะไม่กลิ้งออกมาเองเพียงเพราะถุงล้มเธอจึงไม่แตะปากย่ามอีก แต่ใช้ปลายเท้าเลื่อนมันเข้าไปชิดขาเตียง
พอของสำคัญอยู่ในระยะมือ จึงหันมองประตูห้องน้ำ
เสื้อผ้าบนตัวมีกลิ่นเหม็นเหงื่อและความชื้นจากตรอกติดอยู่ด้วยกัน ผิวตรงท่อนแขนคันจากเศษปูนซึ่งยังล้างไม่หมดเส้นผมบางส่วนจับกันเป็นช่อ
หากเป็นเวลาปกติแม่มณีคงไม่ยอมเอาสภาพเช่นนี้ขึ้นเตียง
หญิงสาวยันมือกับฟูก ลองยกตัวขึ้น
ต้นขาเพิ่งรับน้ำหนัก เอวก็อ่อนวูบร่างทรุดกลับลงมาตำแหน่งเดิมจนฟูกสะเทือน ย่ามด้านล่างล้มพิงขาเตียงเสียงก้อนอิฐกระทบของชิ้นอื่นดังขึ้นอีกครั้ง
เสิ่นโม่จิ่นนั่งนิ่ง มองห้องน้ำแล้วก้มดูขาของตัวเอง
'อาบตอนนี้ มีหวังได้นอนแก้ผ้าอยู่ในห้องน้ำ'
เธอตัดสินใจเลื่อนความสะอาดไปหลังตื่นทันที
รองเท้าแตะถูกใช้ปลายเท้าอีกข้างเขี่ยออกทีละข้างตัวซ้ายหลุดง่าย ส่วนตัวขวาเกี่ยวปลายเท้าจนต้องสะบัดสองครั้งมันพลิกไปคว่ำอยู่ใต้เตียง เจ้าของไม่คิดก้มเก็บ
เสิ่นโม่จิ่นขยับขึ้นไปบนฟูกทั้งชุดเดิมดึงหมอนมาไว้ใต้ศีรษะ ทว่าเพิ่งเอนหลังได้ไม่นาน โทรศัพท์บนตู้ก็สั่นอีก
ครืด..ครืด..
เธอลืมตา มองไปทางประตูห้อง
เสียงหยุด แล้วกลับมาใหม่เป็นชุดสั้น ๆข้อความคงกำลังเข้าอย่างต่อเนื่อง ถึงปิดเสียงไว้แรงสั่นบนเนื้อไม้ก็ยังดังพอให้คนพลังใกล้หมดรำคาญ
หญิงสาวฝืนลุกไปหยิบโทรศัพท์หน้าจอสว่างขึ้นตรงฝ่ามือ ข้อความยังไม่ถูกเปิดอ่านสักรายการเธอตรวจเพียงว่าระบบสั่นของประกาศสำคัญยังทำงาน
จากนั้นตั้งเครื่องคว่ำไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง
คราวนี้ไม่ต้องเดินไกล
ขณะหันกลับสายตาเหลือบเห็นย่ามดำซึ่งล้มอยู่กับพื้น
ปากย่ามยังปิดสนิท ไม่มีรอยนูนแปลกปลอมบนผ้าอักขระเดิมไม่เปลี่ยนสี ทุกอย่างดูเหมือนตอนเธอวางมันลงเว้นแต่เสียงกระทบเมื่อครู่ติดอยู่ในความคิด
เสิ่นโม่จิ่นควรหลับ
ร่างกายก็เรียกร้องให้หลับจนเปลือกตาหนักแต่ของซึ่งไม่รู้จักถูกกระแทก หากเกิดรอยแตกเพิ่มขึ้นภายในแล้วปล่อยทิ้งไว้ความโง่นั้นจะต่างจากการหยิบออกมาวางบนโต๊ะไม่มาก
เธอจึงนั่งลงข้างเตียงเอื้อมมือดึงย่ามเข้ามาใกล้โดยไม่สอดมือเข้าไป
ปลายนิ้วแตะอักขระตรงปากถุง ช่องมิติคลายออกช้าๆ กลิ่นเย็นลอดขึ้นมาบางเบา
ของขลังจากโลกเดิมยังลอยอยู่ตามตำแหน่งที่เธอคุ้นเคยไม่มีขวดแตก สายสิญจน์ขาด ส่วนอิฐดำอยู่ลึกเข้าไปด้านใน แยกจากของชิ้นอื่น
เส้นสีแดงตรงรอยแตกยังฝังอยู่ในเนื้ออิฐ
หญิงสาวเพ่งดูโดยไม่โน้มหน้าเข้าใกล้ช่วงแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก้อนอิฐนอนนิ่งสีดำด้านกลืนกับด้านในของย่ามจนแทบมองไม่เห็นขอบ
แล้วเส้นแดงเส้นหนึ่งก็นูนขึ้น
มันดันผ่านเนื้ออิฐจากด้านล่าง เคลื่อนไปตามรอยแตกสั้นๆ ก่อนยุบกลับ จังหวะต่อมาอีกเส้นกระตุกตามเหมือนเลือดบางอย่างกำลังถูกส่งผ่านท่อซึ่งฝังอยู่ในก้อนปูน
ตุบ
“......”
เมื่อกี้หากเธอตาไม่ฝาดคงเป็นตีนพี่ทองมีใช่ไหมที่เตะมัน
เสิ่นโม่จิ่นจึงไม่รอดูเป็นครั้งที่สองปลายนิ้วรูดปากย่ามปิดในทันที ช่องมิติหายไปพร้อมกลิ่นเย็นเธอผูกปากถุงกลับตามเดิมแล้ววางไว้ข้างดิ้วเหล็ก
'ปล่อยพี่ทองมีเล่นไปก่อน อย่าเพิ่งชวนมันคุยกูง่วง'
ผีในโลกนี้จะนิยมฝังหัวใจไว้ในอิฐหรือไม่แม่มณีไม่มีความรู้พอจะตัดสิน ของจากดันเจี้ยนก็ไม่เหมือนวัตถุอาถรรพ์ที่เธอเคยจัดการในโลกเก่า
ตอนนี้พลังวิญญาณของเธอต่ำจนแม้แต่ยืนอาบน้ำยังทำไม่ได้การลองของกับก้อนอิฐซึ่งเคยทำให้ผีช่างก่อกำแพงคลุ้มคลั่ง จึงไม่เรียกว่ากล้ามีแต่รนหาที่ตายรอบสอง
ถ้ามันคิดออกมา อย่างน้อยก็ปล่อยให้พี่ทองมีเล่นกับมันไปก่อน
เสิ่นโม่จิ่นขยับย่ามให้ห่างจากฟูกเล็กน้อยแต่ยังเอื้อมถึงแล้วกลับขึ้นเตียง เธอดึงผ้าห่มขึ้นมาได้เพียงครึ่งตัวก็หมดแรงปล่อยแขนลงข้างลำตัวโดยไม่สนใจว่าชายเสื้อยับหรือเส้นผมกองอยู่ใต้ไหล่
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
หน้าจอซึ่งคว่ำอยู่แนบโต๊ะส่งแสงลอดออกมาตามขอบเสิ่นโม่จิ่นเหลือบมอง แต่ไม่พลิกดู
ข้อความยังรอได้
คนก็สมควรรอ
สิ่งเดียวที่รอไม่ได้คือร่างนี้หากฝืนต่ออีกหน่อย พรุ่งนี้อาจต้องให้เจ้าหน้าที่มางัดประตูเก็บคนหมดสติแทน
เธอหลับตา ปล่อยจังหวะหายใจให้ช้าลงความปวดเมื่อยยังเกาะอยู่ตามหัวไหล่ ข้อมือ และต้นขา ทว่าหลังไม่ต้องฝืนยืนอาการเหล่านั้นค่อยถอยห่างไปพร้อมสติ
ห้องกว้างร้อยแปดสิบตารางเมตรไม่ได้ทำให้หลับสบายกว่าเรือนหลังเล็กในโลกเดิมเตียงราคาเท่าไรก็ช่วยเติมพลังวิญญาณไม่ได้และของตกแต่งทั้งหมดไม่มีชิ้นไหนลุกขึ้นมาหาน้ำให้ดื่ม
แต่ประตูล็อกแล้ว
ไม่มีครอบครัวเสิ่นนั่งรอให้ตอบคำถามพื้นที่ปลอดคนเช่นนี้หายากกว่าห้องหรูเสียอีก
แม่มณีจึงยอมรับมันไว้โดยไม่ติราคา
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมาลมหายใจของหญิงสาวก็ยาวสม่ำเสมอ โทรศัพท์สั่นอีกสองครั้งแล้วหยุด
เสิ่นโม่จิ่นหลับทั้งชุดที่ใส่ออกจากดันเจี้ยนไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อ และไม่ได้อ่านข้อความแม้แต่บรรทัดเดียว
หลังจากนั้นเธอไม่รับรู้อีกว่าโทรศัพท์สั่นไปกี่ครั้ง
เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นอีกหน แสงของเช้าวันถัดมาก็ลอดผ่านช่องม่านมาแตะปลายเตียงความเจ็บตามกล้ามเนื้อลดลงบ้าง แต่ในท้องกลับบีบรัดจนตัวงอ
เสิ่นโม่จิ่นยกมือกดหน้าท้องความหิวแล่นขึ้นมาจนปากขม ร่างนี้ไม่ได้ต้องการพลังวิญญาณอย่างเดียวมันต้องการข้าว ต้องการน้ำ และดูจะไม่สนด้วยว่าเจ้าของคนใหม่เพิ่งผ่านอะไรมา
เธอเพิ่งยันตัวลุกโทรศัพท์ข้างหัวเตียงก็สั่นแรงขึ้น
ครืด..ครืด..ครืด..
ไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นสายเรียกเข้า
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยให้มันสั่นจนหยุดทว่าไม่ถึงสามวินาที เครื่องก็เริ่มใหม่ ราวกับคนโทรรู้ว่าเธอตื่นแล้วและตั้งใจแข่งความอดทนกันตั้งแต่เช้า
หญิงสาวเอื้อมมือไปพลิกโทรศัพท์
ชื่อบนหน้าจอมีเพียงคำเดียว
แม่
แรงบีบจากกระเพาะเกิดขึ้นพร้อมกับสายเรียกเข้ารอบใหม่