หลังจากมื้อเช้าอันวุ่นวายเพราะการโต้เถียงกันของหลงเจิ้งกับเสี่ยวหลิง วันต่อๆ มาร้านอวี้ไป่ไช่ก็กลับคืนสู่ความสงบ มันอาจมีาแย่งชิงอาหารระหว่างเซียงหลันกับหลงเจิ้งอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเป็การทะเลาะกันใหญ่โต เหล่าอันรู้สึกขบขันยามมองตะเกียบสองคู่ยื้อแย่งผักกาดดองชิ้นเดียวกันเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามความสงบก็คงอยู่กับร้านอวี้ไป่ไช่ได้ไม่นานนัก
“ท่านน้า!” สองเสียงของเด็กชายและเด็กหญิงดังประสานกันขึ้นมาพร้อมด้วยร่างเล็กๆ ของเด็กสองคนที่ะโเข้ามากอดเอวเหล่าอัน ชายหนุ่มที่ยังถือจานอาหารเอาไว้ในมือหลุดเสียงอุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะบ่นว่า “อวี้ซาน อวี้หลาน พวกเ้าทำแบบนี้มันอันตรายนะรู้ไหม?”
“ก็หลานหลานคิดถึงท่านน้านี่นา” เด็กหญิงวัยแปดขวบช้อนสายตาขึ้นมองผู้เป็น้าอย่างออดอ้อน
“ใช่ๆ ข้าก็คิดถึงท่านน้าเหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปหาพวกเรานานแล้วนะขอรับ” เด็กชายที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับเด็กหญิงเองก็เงยหน้าขึ้นส่งสายตาเป็ประกายให้ท่านน้าเช่นกัน
เจอสายตาสองประสานเช่นนี้มีหรือที่เหล่าอันจะทำใจแข็งต่อไปได้ ยิ่งเด็กๆ ทั้งสองมีเค้าโครงหน้าเหมือนพี่ชายเฉินลู่อยู่หลายส่วนเช่นนี้ด้วยแล้วเขายิ่งใจอ่อนเข้าไปใหญ่
“คราวหน้าคราวหลังก็ระวังหน่อย น้าถือจานอาหารเอาไว้ในมือเห็นหรือไม่? หากเปลี่ยนเป็ถ้วยน้ำแกงร้อนๆ พวกเ้าอาจโดนลวกได้” แต่ถึงกระนั้นเื่ที่ควรตักเตือนก็ต้องพูดออกไป หาไม่แล้วนิสัยเช่นนี้จะนำพาอันตรายมาสู่หลานๆ ได้ในอนาคต
แฝดน้อยทั้งสองพอโดนดุก็มีสีหน้าสลดลง แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากขาของท่านน้า เหล่าอันเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มอ่อนแล้วเรียกเซียงหลันมารับจานกับข้าวไป “ยังมีน้ำแกงหมูตุ๋นผักกาดดองอีกชาม หลันหลันเ้าช่วยไปยกมาได้หรือไม่?”
เด็กสาวรับจานอาหารไปวางบนโต๊ะ พร้อมตอบว่า “ย่อมได้อยู่แล้วเ้าค่ะ” จากนั้นนางก็ก้มตัวลงพูดกับฝาแฝดทั้งสองคนว่า “คุณชายหลี่ คุณหนูหลี่ พวกเรากำลังกินมื้อเช้ากัน ขอเชิญพวกท่านร่วมโต๊ะอาหารเถิดเ้าค่ะ”
“อาหารฝีมือท่านน้าเหรอ?” หลี่อวี้หลานทวนคำถามแล้วก็หันมาส่งยิ้มให้กับท่านน้า บอกว่า “ข้าชอบที่สุดเลยเ้าค่ะ!”
“ข้าเองก็ชอบอาหารฝีมือท่านน้าเหมือนกัน!” หลี่อวี้ซานไม่ยอมน้อยหน้าน้องสาว เด็กชายทำหน้าขึงขังประหนึ่งจะยืนยันว่า
เหล่าอันมองรอยยิ้มสว่างสดใสของหลานสาวกับหลานชายแล้วก็คลี่ยิ้มบาง กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไปนั่งให้ดีๆ ประเดี๋ยวน้าจะไปตักข้าวมาให้”
“ท่านน้าอยู่คุยกับพวกเราเถิดขอรับ เื่ตักข้าวให้ท่านอาเจาไปทำให้ก็ได้” อวี้ซานรั้งตัวผู้เป็น้าเอาไว้แล้วหันไปทางผู้ติดตามซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล องครักษ์หนุ่มค้อมศีรษะคารวะแล้วก็เดินตามเซียงหลันออกจากห้องไป
เหล่าอันเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าพลางบ่นอย่างไม่จริงจังนักว่า “พวกเ้านี่นะ ท่านเจาเป็องครักษ์เหตุใดจึงใช้ให้ไปทำงานบ่าวเล่า?”
“ท่านน้าเองก็เป็เถ้าแก่ เหตุใดต้องลงไปทำงานบ่าวด้วยเล่าเ้าคะ?”
“หลานหลาน...เดี๋ยวนี้เ้ากล้าเถียงน้าหรือ?”
“หลานหลานไม่ได้เถียงนะเ้าคะ หลานหลานแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง” เด็กหญิงตัวน้อยชี้แจงด้วยใบหน้าซื่อๆ แต่สายตากลับพราวระยับ เหล่าอันเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ลอบระบายลมหายใจ ฝาแฝดทั้งสองมีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาแต่นิสัยกลับได้บิดามาเต็มๆ บางทีเหล่าอันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตนให้พรอะไรผิดไปหรือไม่ ‘ข้าก็อวยพรให้ท่านพี่มีความสุข อวยพรให้เด็กๆ เฉลียวฉลาดและแข็งแรง มีตรงไหนผิดไปกันนะ?’
“ท่านน้าเป็อะไรไปเ้าคะ? มานั่งเร็วเข้านั่งข้างๆ หลานหลานกับพี่ซานนะ” เหล่าอันเหม่ออยู่ไม่ทันไรก็ถูกมือเล็กๆ กระตุกแขนเสื้อจนเขาก็ยอมไปนั่งระหว่างกลางเด็กน้อยทั้งสองคนแต่โดยดี ลืมเื่ที่พูดคุยกันก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
“ท่านน้านั่นคือผู้ใดหรือขอรับ เหตุใดท่านไม่แนะนำให้พวกเรารู้จักเล่า?” คนที่หลี่อวี้ซานกล่าวถึงก็คือหลงเจิ้งที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ
พออวี้ซานพูดขึ้นมาเหล่าอันก็เพิ่งนึกได้ว่าตนหลงลืมลูกค้าขาประจำไปเสียสนิท ชายหนุ่มหันไปมองเด็กชายถูกลืมแล้วก็ต้องกลั้นขำ เพราะแม้สีหน้าของหลงเจิ้งจะไม่สื่อถึงอารมณ์ใดๆ แต่แววตาของเขากลับฉายชัดถึงความขุ่นเคือง ‘ดูเหมือนว่าจะมีคนงอนเสียแล้วสิ’ เซียนหนุ่มเริ่มชินกับความหวงอาหารของหลงเจิ้งแล้วดังนั้นจึงสามารถเดาใจอีกฝ่ายได้ไม่ยาก เขายกยิ้มบางเบาก่อนจะเริ่มแนะนำหลานๆ ให้รู้จักกับแขกคนสำคัญของร้าน
“อวี้ซาน อวี้หลาน นี่คือคุณชายหลงเจิ้งแห่งตระกูลหลง เขาเป็ลูกค้าประจำของร้าน คุณชายหลงเด็กชายผู้นี้คือหลี่อวี้ซาน ส่วนเด็กหญิงผู้นี้หลี่อวี้หลาน ทั้งสองเป็หลานของข้า”
“ที่แท้ก็เป็บุตรชายท่านรองแม่ทัพ” หลงเจิ้งกล่าวอย่างไว้ตัว ฝ่ายแฝดหงส์ัก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน “ที่แท้ก็บุตรชายท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าท่านมีภารกิจล้นตัวเพราะต้องเร่งฝึกฝนเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพมิใช่หรือ?” หลี่อวี้ซานถาม แล้วหลี่อวี้หลานก็เสริมทัพทันที “นั่นสิเหตุใดจึงมีเวลามานั่งกินอาหารสบายอารมณ์เช่นนี้เล่า?”
“ยามนี้ยังมิถึงเวลาร่ำเรียน ข้าย่อมต้องหาความสำราญให้ตนเอง” กล่าวแล้วหลงเจิ้งก็ยกชาขึ้นจิบ กลิ่นหอมของชาทำให้เขารู้สึกสดชื่นเป็อย่างมาก เด็กชายอาจไม่รู้แต่นั่นคือชาเซียนชั้นดีที่ปลูกในเซียนซาน มันย่อมมีฤทธิ์ฟื้นฟูพลังกาย พลังปราณ ตลอดจนพลังทิพย์ เซียนที่ลงมาเกิดเป็มนุษย์นั้นมักจะสูญเสียพลังทิพย์ของตนไปมาก สาเหตุก็เพราะพวกเขาต้องใช้พลังแทรกแซงโชคชะตาเพื่อให้สามารถไปเกิดในตำแหน่งที่้าได้ เหล่าอันอาจไม่ทราบว่าเซียนที่มาเกิดเป็หลงเจิ้งคือใครแต่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายเคยเป็เซียนมาก่อนอย่างแน่นอน ดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกใช้ของที่เป็ผลดีสำหรับเซียนมารับรองเด็กชายอยู่เสมอๆ และในวันนี้สองพี่น้องแซ่หลี่ก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
“ชาดียิ่งนัก ท่านน้าเอาชาชั้นเลิศมารับรองลูกค้าเลยหรือขอรับ?”
“นั่นสิ แบบนี้มิขาดทุนแย่หรือเ้าคะ? ข้าเคยไปร้านน้ำชากับท่านแม่ ชาที่แพงที่สุดของร้านยังดีไม่เท่าชาของท่านน้าเลย”
เห็นได้ชัดว่าสองพี่น้องตั้งใจกล่าวโทษหลงเจิ้ง เหล่าองครักษ์ที่ติดตามคุณชายหลงมาต่างหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ แต่ตัวคนถูกใส่ร้ายกลับยกยิ้มด้วยสีหน้าสบายๆ “ท่านเหล่ามีน้ำใจข้าหรือจะกล้าปฏิเสธ” เขาแก้ต่างให้ตัวเองอย่างลื่นไหล แล้วย้อนถามว่า “พวกเ้าเป็หลานของท่านเหล่าพูดจาเช่นนี้มิใช่ดูิ่น้ำใจของท่านเหล่าหรอกหรือ?”
แน่นอนว่ามันเป็การกล่าวโทษกลับคืน หลี่อวี้ซานและหลี่อวี้หลานแม้จะเด็กกว่าหลงเจิ้งแต่ก็รู้ความเป็อย่างดี โดยเฉพาะหลี่อวี้ซานที่บิดาวางตัวให้เป็ผู้นำตระกูลรุ่นถัดไป เด็กชายรีบกล่าวแก้ “ท่านน้าเป็คนมีน้ำใจกว้างขวางจนบางครั้งก็ถูกเอาเปรียบ หลานอย่างข้าก็เลยอดไม่ได้ที่จะออกความเห็นเมื่อเห็นว่าไม่สมควร”
“ใช่ๆ ท่านน้าใจดีมากๆ หลายคนชอบหาประโยชน์จากความใจดีของท่านน้า”
“ข้าเพียงดื่มชาที่เ้าบ้านนำมารับรองก็นับว่าเอาเปรียบแล้วหรือ? นี่มิใช่มารยาทที่ดีของแขกหรืออย่างไรกัน?” หลงเจิ้งยังไม่ยอมจำนน และสีหน้าท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขาก็ทำให้สองพี่น้องแซ่หลี่เริ่มเป็กังวล แน่นอนว่าหลงเจิ้งย่อมสังเกตเห็นและรีบฉวยโอกาสนี้จู่โจมต่อไป “หากข้าปฏิเสธชาของเ้าบ้าน มิใช่ว่านั่นเป็การทำร้ายจิตใจของท่านเหล่าหรอกหรือ?” ย้ำข้อโต้แย้งก่อนหน้าไปอีกครั้งหนึ่ง “แต่ข้อกังวลของพวกเ้าข้าก็เข้าใจดี” ต่อด้วยการแสดงความเข้าอกเข้าใจ “เช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะเอาชาดีฝากท่านเหล่าบ้างก็แล้วกัน แต่ชาใดในหล้าคงจะดีสู้ชาของท่านเหล่าไม่ได้เช่นนั้นข้าจะนำชาแปลกๆ จากต่างถิ่นมาให้ท่านได้ลิ้มลองก็แล้วกันนะขอรับ” แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงออกถึงความจริงใจพร้อมกับดึงตัวคนที่ถูกกล่าวถึงเข้ามาร่วมด้วย เพียงเท่านี้แฝดหงส์ัก็อับจนคำพูด ฝ่ายเหล่าอันที่ตะลึงไปกับการโต้เถียงของเด็กน้อยทั้งสามก็เพิ่งได้สติกลับคืนมา ชายหนุ่มกระแอมไอครั้งหนึ่ง ก่อนตอบว่า “คุณชายหลงไม่ต้องลำบากไปหรอก ได้ท่านมาเป็เพื่อนคุยทุกวันเช่นนี้ก็นับว่าดียิ่งแล้ว” จากนั้นเขาก็หันไปหาหลานทั้งสองคนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักหลังจากพ่ายแพ้ในาคารม กล่าวว่า “อาซาน หลานหลาน พวกเ้าก็อย่าได้คิดกังวลให้มากนักเลย ชานี้หากเก็บไว้ก็มีแต่จะเสียรสชาติ น้านำออกมารับรองแขกย่อมเป็เื่ที่สมควรแล้ว”
หล่อลี้ซานกับหลี่อวี้หลานยังยากทุ่มเถียงอีกหลายคำแต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งผู้เป็น้า พอดีกับที่เซียงหลันและองครักษ์ของฝาแฝดยกกับข้าวส่วนที่เหลือมาถึงพอดีเด็กๆ จึงเปลี่ยนมาทำาแย่งชิงกับข้าวกันแทน
“อ๊ะ! แตงดองผัดหมูสามชั้นของโปรดพี่ซานนี่นา” หลี่อวี้หลานรีบพูดขึ้นทันทีที่เห็นปลายตะเกียบของหลงเจิ้งยื่นไปทางอาหารจานนั้น แล้วตะเกียบของเด็กหญิงก็ฉกเอาแตงกับหมูสามชั้นไปอย่างรวดเร็ว หลงเจิ้งโดนตัดหน้าแบบนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่อาหารจานอื่นแทน แต่ก็เหมือนกันกับครั้งแรก หลี่อวี้ซานรีบชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
‘เหมือนสองรุมหนึ่งเลยนะ’ หลงเจิ้งคิดพลางวางตะเกียบแล้วเอื้อมมือไปหมายจะหยิบช้อนกลางสำหรับตักน้ำแกงหมูตุ๋น แต่แล้วมือขาวผ่องของเซียงหลันก็คว้าช้อนคันนั้นไปเสียก่อน เด็กสาวตักน้ำแกงพร้อมด้วยหมูและผักกาดดองใส่ถ้วยแบ่งใบเล็กแล้วส่งให้เหล่าอันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางว่า “ท่านพี่กินเยอะๆ นะเ้าคะ”
‘อา...ดูเหมือนจะเป็สามรุมหนึ่งเสียแล้วสิ’ เด็กชายคิดแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ ก่อนจะส่งสายตาตัดพ้อไปให้คนที่นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของหลานและน้องสาว
แน่นอนว่ามันใช้ได้ผล และเมื่อเหล่าอันลงมือคีบอาหารให้หลงเจิ้งด้วยตัวเอง บุตรชายคนโตของแม่ทัพหลงก็ได้รับสายตาอาฆาตสามคู่เป็สิ่งตอบแทน
๐๐๐