บทที่68 เพียงก้าวย่างสู่ร้อยลี้
กลางธารน้ำที่กว้างใหญ่แลเชี่ยวกรากเช่นนี้ฮุ่ยจวินมิอาจทำสิ่งใดได้นอกจากการขมวดคิ้วสงสัย มันรอดูว่าพ้นจากกระแสน้ำอันไหลแรงนี้แล้วเรือค่อยจะวกกลับหรือไม่แต่ผ่านไปจุดแล้วจุดเล่า ตัวเรือแล่นผ่านกินระยะเวลาเนิ่นนานก็ไม่มีทีท่าว่าจะถูกบังคับหันกลับแม้เพียงกระผีก
เรือต้องการที่จะมุ่งลงใต้จริงๆ!
ฮุ่ยจวินครุ่นคิด
“หรือเจ็ดพรรคใหญ่จะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องคัมภีร์ในตำนานพวกมันรวบรวมเหล่าผู้กล้าและออกเรือเช่นนี้ก็เพื่อต้องการค้นหาปริศนาเฉยๆ"
นิ่งคิดครู่ใหญ่ ย้อนนึกถึงเรื่องราวของเจ็ดพรรคใหญ่ที่เกี่ยวพันกับนิกายเทวะวจนะชายหนุ่มค่อยคิดต่อ
“เป็นไปไม่ได้ เจ็ดพรรคใหญ่ดูไปแล้วยังสร้างผลประโยชน์ให้แก่นิกายเทวะวจนะได้อีกอักโขมีประโยชน์มากกว่าพรรคเอกยาจก เช่นนั้นแผนที่เกี่ยวกับคัมภีร์ลมปราณโบราณจักต้องถูกส่งไปในมือของเจ็ดพรรคใหญ่ด้วย”
ยิ่งได้คิดฮุ่ยจวินยิ่งรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ถูกต้องคนจากเจ็ดพรรคใหญ่จะดูแผนที่ไม่เป็นจริงๆ หรือ จะถึงขนาดเดินทางผิดพลาดเช่นนี้จริงหรือ
ฮุ่ยจวินกำลังตรึงเครียดกับเส้นทางที่เรือลำใหญ่เลือกเดินเพราะหากเรือยังคงมุ่งลงใต้เช่นนี้มันมิอาจไปถึงบึงลี้ลับแน่ แต่สำหรับเหล่าผู้กล้ามากมายกลับกำลังตรึงเครียดที่ตนได้มาอยู่ท่ามกลางสถานที่อันเป็นปริศนาแล้วเพียงเหยียบย่างสู่แม่น้ำ ความเชี่ยวกรากของกระแสธารก็นับว่ารุนแรงจนน่ากลัวเกินกว่ากระแสน้ำทั่วไปการไหลเชี่ยวของแม่น้ำสายนี้ราวกับว่ามันได้ร่วงตกลงมาจากหน้าผาสูงก็ปาน ซึ่งไม่เพียงแต่ความเชี่ยวกรากที่น่ากลัวเท่านั้นธารน้ำเบื้องหน้าของพวกมันยังมีแท่งหินจำนวนมากโผล่พ้นผิวน้ำตั้งตระหง่านเป็นอุปสรรคกีดขวางเบื้องหน้าอยู่!
เพียงร่องเรือสู่แม่น้ำร้อยลี้สองชั่วยามอุปสรรคและความอันตรายนานัปการก็ได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว!
เหล่าผู้กล้าบางผู้ได้แต่ครุ่นคิดในจิตใจว่าตนนั้นใช่จะแสดงความกล้าที่ผิดไปหรือไม่เพราะรู้ทั้งรู้ว่าแม่น้ำร้อยลี้เต็มไปด้วยอันตรายและปริศนา พวกมันก็ยังเลือกที่จะมาหากภายใต้ปริศนานี้มีเพียงแต่อันตรายไม่มีของวิเศษดั่งใจหวัง พวกมันก็นับว่าได้เอาชีวิตมาเสี่ยงอย่างเปล่าประโยชน์
เห็นความแตกตื่นแลนิ่งเงียบของเหล่าผู้กล้าคนของเจ็ดพรรคใหญ่ที่กำลังบังคับเรืออยู่ก็ตะโกนก้อง
“หรือยังจะรอให้หินเหล่านั้นจมเรือ!”
คำกล่าวเมื่อครู่ของคนจากเจ็ดพรรคใหญ่ดูจะเหน็บแนมเหล่าผู้กล้าอยู่ไม่น้อยขึ้นชื่อว่าผู้กล้า ทว่าพอประสบกับเหตุการณ์คับขันพวกมันกลับตะลึงลานทำอะไรไม่ถูกไม่แต่น้อย
พอได้สติจากเสียงคำรามดังกล่าว ก็เริ่มที่จะมีเหล่าผู้กล้าแสดงวิทยายุทธ์ของตนเคล็ดวิชาที่กอปรรวมขึ้นจากลมปราณสามัญหลากหลายแขนงถูกปลดปล่อย บ้างธนู บ้างดาบ บ้างหอกจรดทำลายโขดหินที่ขัดขวางตัวเรือเป็นการใหญ่เสียงระเบิดสะท้อนกลางผิวน้ำพร้อมกับเศษหินที่กระจัดกระจาย เสียงกึกก้องนี้แผ่สยายตามผิวน้ำไปไกลแต่ไม่รู้เป็นเพราะปรากฏการณ์หรือหลักการเคลื่อนที่ใด เสียงสะท้อนเมื่อครู่จึงได้สะท้อนวกคืนกลับมาด้วยระดับเสียงที่ราวกับระฆังร้อยลูกระดมตีแก้วหูของเหล่าจอมยุทธ์พเนจรจึงแทบแตก บางผู้เสียสมาธิจนโคจรลมปราณติดขัดก็มี!
“นี่มันเป็นธรรมชาติอันใดกันถึงได้แปลกพิสดารแลร้ายกาจถึงเพียงนี้"
เห็นความลี้ลับร้ายกาจเพียงเศษเสี้ยวของแม่น้ำร้อยลี้จอมยุทธ์หลายผู้ก็ถึงกับใจเสีย ตัวเรือที่ถูกกระแทกด้วยหินซึ่งมิอาจทำลายได้หมดก็สั่นคลอนแทบพลิกคว่ำรอยรั่วหลายรอยปรากฏ น้ำเริ่มไหลซึมผุดเข้ามา คนของเจ็ดพรรคใหญ่และเหล่าผู้กล้าส่วนหนึ่งจึงแบ่งหน้าที่มาซ่อมรอยรั่วของเรือทันใด
แต่คลื่นระลอกเก่ายังมิทันจางหาย คลื่นระลอกใหม่ก็มาจ่ออย่างต่อเนื่องภายใต้กระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ที่ด้านหลังโขดหินแลแท่งหินมากมาย กลับมีวังน้ำวนขนาดใหญ่ซึ่งพร้อมจะสูบกลืนทุกสรรพสิ่งที่เคลื่อนเข้าหามัน!
พอได้มาเห็นแม่น้ำร้อยลี้กับตาของตนเองทุกผู้ก็ต่างรู้สึกว่ามิแปลกเลยที่ตำนานเล่าขานถึงแม่น้ำร้อยลี้จึงคงอยู่ชั่วนิรันดร์สถานที่ที่เข้าได้แต่ออกมิได้ มิใช่เพียงประโยคที่แต่งเติมขึ้นมาหลอกเด็กแม้แต่น้อย!
เรือลำใหญ่คล้ายถูกเตรียมพร้อมมาเพื่อรับมืออยู่บ้างพอคนตั้งหลักได้ก็มีกระสอบป่านที่บรรจุด้วยวัตถุอันยืดหยุ่นห้อยตกลงมาจากกราบเรือเพื่อป้องกันการกระแทกส่วนโขดหินอีกบางส่วนก็ถูกเหล่าผู้กล้าร่วมมือกันทำลาย แต่ถึงแม้จะรับมือกับแท่งหินตามลำน้ำได้แล้วทว่าวังวนน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้ายากที่เรือจะหลุดพ้นได้!
เห็นการลงมือที่สะเปะสะปะไร้แบบแผนของเหล่าผู้กล้าและคนของเจ็ดพรรคใหญ่ฮุ่ยจวินก็ต้องรีบออกโรง หากยังเป็นเช่นนี้เรือได้จมใต้ห้วงวังวนแห่งมหานทีอันคลุ้มคลั่งแน่แท้ชายหนุ่มมองไปที่ทิศทางของกระแสน้ำที่หมุนวน เห็นว่าเรือใหญ่กำลังหันหัวเข้าหาวังน้ำวนในทิศสวนกระแสน้ำเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่กี่ลมหายใจเรือจักต้องคว่ำทันทีแน่ มันจึงถ่ายทอดเสียงโดยกอปรรวมจากพลังลมปราณที่ลึกล้ำก่อเกิดกระแสเสียงที่สามารถสะกดข่มความวุ่นวายที่เกิดบนเรือได้
“หันหัวเรือสู่ทิศเหนือของวังวน"
เป็นเพราะอานุภาพแห่งพลังลมปราณที่สะกดข่ม ส่งให้ผู้ที่ได้ฟังน้ำเสียงคำรามนี้ต้องสั่นสะท้านอย่างลืมตัวเฉกเช่นผู้ที่กำลังบังคับเรืออยู่ก็ราวกับถูกคำกล่าวเมื่อครู่ชักนำจิตใจโดยพลัน มันจึงหมุนคันบังคับเปลี่ยนทิศทางของหางเสือ นำพาหัวเรือเกยคลื่นกระแสของน้ำวนทางทิศเหนือ ส่งให้ทิศทางที่เรือแล่นสอดคล้องกับวังน้ำวนอันเชี่ยวกรากได้ทันท่วงที
ก่อนที่ฮุ่ยจวินจะกระโดดขึ้นไปยืนบนหัวเรือมองโขดหินที่อยู่เบื้องหน้า แล้วถ่ายทอดกระแสเสียงอันแกร่งกร้าวต่อ
“รวบรวมพลังลมปราณ โจมตีแท่งหินเฉพาะที่ขวางหน้าเรือ"
เคล็ดวิชาท่องไพศาล กระบวนท่าที่หกหมัดทะลวงนภาถูกปลดปล่อยหากเป็นปกติหนึ่งหมัดนี้ของชายหนุ่มจะสามารถทำลายแท่งหินหนึ่งแท่ง ทว่านับแต่ฝึกปรือพลังลมปราณวิถีใหม่ที่บิดาบุญธรรมถ่ายทอดให้มันก็พบว่าพลังความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะหนึ่งหมัดทะลวงนภานี้สามารถทำลายแท่งหินหรือโขดหินได้ถึงสี่!
เห็นพลังฝีมือของบุรุษหนุ่มตรงหน้า เหล่าผู้กล้ามากมายก็นึกเลื่อมใสจากนั้นพวกมันก็ได้ลงมือเสริมประสานทำลายแท่งหินตามทางที่เรือต้องเคลื่อนไป เรือจึงไม่ถูกโขดหินหรือแท่งหินกระแทกทำลายเช่นเดียวกับทิศทางที่ฮุ่ยจวินบอกให้เรือแล่นก็สามารถพยุงเรือมิให้จมลงสู่ใต้วังวนได้
ความคลายใจของคนบนเรือเริ่มมีมากขึ้น แต่ถึงแม้พวกมันจะประครองเรือมิให้จมไปใต้วันวนอันเชี่ยวกรากได้ทว่าพวกมันก็ยังมิอาจพาเรือออกจากวังวนแห่งนี้ได้เสียที ยังทำให้เพียงเคลื่อนเรือตามกระแสเท่านั้น
เวลาล่วงเลยผ่านถึงค่อนคืน ความเมื่อยล้าเริ่มเกาะกุมจิตใจของผู้คนก็ยิ่งหนักอึ้ง หลายผู้รับมือกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ช่วยกันคุมทิศทางของเรือให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยจนใกล้จะสิ้นเรี่ยวแรงเต็มทีหากหลุดออกจากกระแสวังวนมิได้ ชีวิตของผู้ที่อยู่บนเรือย่อมมิอาจหลงเหลือ
ความหวังของผู้คนทั้งหมดจึงอยู่ที่บุรุษหนุ่มไร้นามที่นั่งอยู่บนหัวเรือผู้นั้นนับตั้งแต่ที่มันถ่ายทอดกระแสเสียงอย่างเฉียบขาดจนทำให้เรือสามารถรอดผลจากอันตรายแรกได้จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่กล่าวสิ่งใดอีก
หลายผู้ล้วนออกปากกล่าวถามกับมันว่าควรจะเอาเช่นไรต่อแต่นอกจากสายตาที่นิ่งค้างเหม่อลอยของชายหนุ่มแล้ว ไม่มีเสียงใดที่จะหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มทั้งสิ้น
“หรือว่ามันจะหมดปัญญาแล้ว"
นี่ก็คือความคิดของเหล่าผู้กล้าที่เริ่มจะถูกความขี้ขลาดเข้าครอบงำเมื่อเป็นเช่นนี้ความวุ่นวายจึงเริ่มที่จะก่อตัว ยิ่งแรงการพยุงเรือของเหล่าคนจากเจ็ดพรรคใหญ่เริ่มตกลงหัวเรือที่เกยอยู่บนเส้นกระแสน้ำก็เริ่มหันเหเข้าสู่วังวนจนรู้สึกได้ ความวุ่นวายก็ยิ่งปะทุขึ้นมาทันใด
แต่ยังมิทันที่บนเรือจะวุ่นวายมากกว่านี้กระแสเสียงอันกังวานของฮุ่ยจวินก็ดังขึ้นอีกครา
“หันหัวเรือสู่กระแสวังวนทับซ้อน"
เสียงฮุ่ยจวินเปรียบเสมือนเสียงที่หลายผู้เฝ้ารอแต่การที่มันบอกให้หันหัวเรือเข้าสู่วังน้ำวนที่ทับซ้อนกันอยู่ก็นับเป็นความชั่งใจที่ยากลำบากแก่ผู้บังคับเรือมิน้อยเพราะลำพังเพียงวังวนน้ำวังวนเดียวก็ยากที่จะคุมเรือแล้ว นี่ยังต้องพาเรือให้เข้าสู่บริเวณที่ขอบของวังน้ำวนสองแห่งบรรจบกันความรุนแรงแลเชี่ยวกรากของวังวนก็จะยิ่งมากมายกว่า ทว่าถึงแม้จะคิดเช่นนั้น แต่พวกมันก็ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นกอปรกับคำชี้แนะของบุรุษหนุ่มก็ช่วยให้สถานการณ์ของพวกมันดีขึ้นมาแล้วคราหนึ่ง เช่นนั้นพวกมันจึงได้แต่กัดฟันฝืนทำตาม
พลังลมปราณทั้งหมดที่มีถูกเร่งเร้ามาที่แขนสองข้างผู้คุมเรือออกแรงเฮือกสุดท้ายหักหัวเรือฝ่ากระแสน้ำเข้าสู่ขอบเขตวังน้ำวนที่ทับซ้อนฮุ่ยจวินสังเกตุเกลียวคลื่นอย่างใจจดใจจ่อ พอเห็นร่องของกระแสน้ำที่เกิดการทับซ้อนกวาดม้วนขึ้นมันก็ตะเบ็งเสียงทันใด
“เร่งความเร็วไปที่สันคลื่น"
ผู้คุมเรือจนถึงตอนนี้ค่อยได้เข้าใจในเจตนาของฮุ่ยจวินและก็ได้คิดทันทีว่าช่วงที่ชายหนุ่มนั่งเหม่อลอยอยู่คงเป็นเพราะมองจังหวะเวลาและหาความเป็นไปได้ในหนทางต่างๆยิ่งได้เห็นสติปัญญาและความนิ่งต่อการรับมือในสถานการณ์เป็นตายของชายหนุ่ม คนของเจ็ดพรรคใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการตัวมันมาอยู่ในพรรคของตนทั้งสิ้น
เมื่อฮุ่ยจวินออกเสียงชี้นำทาง เรือก็ถูกบังคับออกไปบนสันคลื่นที่กำลังก่อตัวทันใดพอกระแสน้ำวนซ้อนทับกันแลหมุนวนเร็วขึ้น กระแสน้ำสองสายก็ดันสันคลื่นให้เกิดเป็นเกลียวกวาดม้วนออกทางด้านข้างเรือลำใหญ่ที่ประคองลำอยู่บนสันคลื่นอยู่แล้วจึงถูกนำพาให้ออกไปตามคลื่นที่กวาดซัดเคลื่อนไป
เรืออยู่บนคลื่นย่อมไม่ถูกคลื่น หลักการทางธรรมชาติที่ฮุ่ยจวินวิเคราะห์ออกมานี้ช่วยให้มันพาเรือลำใหญ่หลุดพ้นจากอาณาเขตวังน้ำวนของแม่น้ำร้อยลี้ได้
“เฮ"
เสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าผู้กล้าดังอึงอนเมื่อรอดพ้นจากวังวนอันเชี่ยวกรากมีหลายผู้ที่คิดเข้าไปกล่าวชื่นชมฮุ่ยจวิน ทว่าฮุ่ยจวินกลับมิได้สนใจจะเอาหน้ากับคนเหล่านี้มันเพียงกำลังครุ่นคิดไปถึงเหล่าประมุขทั้งสามของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตก ตลอดที่บังเกิดความวุ่นวายและเหตุการณ์คับขันไฉนพวกมันถึงยังไม่แสดงตัวออกมา พวกมันจะเก็บตัวเงียบภายในเรือตลอดไปอย่างนั้นหรือ
ฮุ่ยจวินขมวดคิ้วแลพึมพรำออกมา
“เก็บตัวเงียบ?”
กล่าวถึงคำนี้ มันก็เริ่มเอะใจถึงเรื่องการเดินเรือมุ่งลงใต้ในขณะที่ผู้อื่นกำลังกอกคอดีใจกันอยู่ มันก็ได้ลอบพริ้วกายลงสู่ท้องเรือซึ่งเป็นที่พำนักของสามประมุขทันใดแม้จะมีเหล่าคนจากเจ็ดพรรคใหญ่จับตาอยู่โดยรอบบริเวณ แต่ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาของชายหนุ่มก็ทำให้เหล่าคนจากเจ็ดพรรคใหญ่มิอาจมองตามได้ทันรู้สึกเหมือนมีลมเย็นหอบหนึ่ง พวกมันก็ไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว
ฮุ่ยจวินบรรลุถึงห้องของสามประมุข อันตรายเมื่อครู่เป็นไปมิได้ที่คนทั้งคนจะยังพักผ่อนสบายใจอยู่ได้และก็เป็นอย่างที่มันคิด เพียงผลักประตูเปิดออก ในห้องนอกจากความว่างเปล่าก็ไม่ปรากฏบุคคลใดดำรงอยู่
หัวคิ้วของฮุ่ยจวินยิ่งขมวดแน่นเป็นปม
“พวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่"
จังหวะที่ครุ่นคิด เรือก็คล้ายชนเข้ากับอะไรซักอย่างจนชะงักไปอากาศโดยรอบก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่มากกว่าปกติ บึงน้ำแผ่กำจายไอร้อน อากาศแฝงความเย็นเยือกเมื่อร้อนและเย็นเคลื่อนปะทะกัน หมอกอันขาวโพลนหนาแน่นก็เริ่มปกคลุม สถานการณ์ที่พึ่งผ่อนคลายก็กลับมาตรึงเครียดเสียงเอะอะโวยวายด้านบนเรือเริ่มดังมา ฮุ่ยจวินจึงออกจากห้องพักของประมุขทั้งสามในทันที
“กลางแม่น้ำขนาดใหญ่เช่นนี้มีป่าใหญ่ได้อย่างไร"
“ไม่ใช่แค่ป่า แต่นั่นคือแผ่นดินที่ลอยบนผิวน้ำ!”
“สถานที่แห่งนี้มันยังไงกันแน่"
“หมอกหนาเช่นนี้ ทั้งยังมีแผ่นดินกลางน้ำขวางกั้นมากมายพวกเราจะเดินทางเช่นไรต่อ"
เสียงเอะอะบนเรือมิได้ดึงความสนใจของฮุ่ยจวินแม้แต่น้อยพอชายหนุ่มขึ้นมาอยู่บนหัวเรืออีกครั้ง มันก็พลันรู้สึกได้ว่าธรรมชาติในที่แห่งนี้กำลังสั่นคลอนเป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มสัมผัสถึงพลังธรรมชาติได้อย่างไม่รู้ตัว และพลังธรรมชาติสายนี้ก็คล้ายย้ำเตือนมันว่ามีการเคลื่อนไหวของบางอย่างซึ่งการเคลื่อนไหวนี้กำลังมุ่งมายังเรือของพวกมันอย่างรวดเร็ว!
.
.
.
บนเรือเล็กลำหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตาอันใดหลังจากรอให้เรือลำใหญ่ของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกเคลื่อนออกไปเป็นเวลานานพอสมควรมันค่อยแล่นออกจากท่าสู่แม่น้ำร้อยลี้ แต่ทิศทางที่มันมุ่งไปกลับมิใช่ทิศทางเดียวกับเรือลำใหญ่พอเรือลำนี้เคลื่อนออกจากท่าน้ำซุนเฮียงได้ มันก็มุ่งขึ้นทางตอนเหนือของแม่น้ำร้อยลี้ทันที
ภายในเรือมีสามบุรุษนั่งสนทนา และมีหนึ่งบุรุษหนุ่มที่สาหัสนอนหลบซ่อนอย่างแนบเนียนราวกับว่ามันเป็นเพียงแมลงตัวหนึ่งสามบุรุษพอเคลื่อนเรือออกจากท่าน้ำซุนเฮียงได้ก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
“นับว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี"
“เท่านี้เส้นทางของพวกเราก็ลุล่วง"
“แค่ไปสมทบกับอีกสี่ประมุขเรื่องราวก็จะสมบูรณ์แบบแล้ว"
“แต่ยังมีพรรคเอกยาจกที่เคลื่อนนำหน้าออกไปแล้ว"
“เพียงกลุ่มขอทานพรรคเดียวจะนับเป็นอะไรได้ปล่อยให้พวกมันนำหน้าไปก่อน เผชิญอันตรายไปก่อน พวกเราค่อยตลบหลังก็ไม่เสียหาย"
“ฮ่าฮ่าฮ่า นับเป็นความคิดที่ประเสริฐ"
บุรุษหนุ่มที่นอนแน่นิ่งหลบซ่อนภายในเรือลำนี้มาเนิ่นนานก็คือปู้ชิงเถามันได้สังเกตุเห็นมาโดยตลอดว่าเรือลำใหญ่ของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกมุ่งลงใต้ แต่เหตุไฉนหัวเรือของพวกมันอย่างสามประมุขจึงเดินเรือตรงกันข้ามเช่นนี้
“พวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่?"