มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 150 ดัชนีกายสิทธิ์

    เวลาผ่านไป 1ชั่วยาม ราเชนก็ป้อนความสุข จนเฟิ่งเหยาถึงกับต้องร้องครางออกมาเสียงดังลั่น แต่โชคดีที่ราเชนนั้นรู้อยู่ก่อนแล้ว จึงสร้างไอเย็นกลายเป็นลูกแก้วครอบทั้งคู่เอาไว้ เพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกไป

    “ ต้องขอบคุณ เฟยหลง ที่ทำให้เหยาเอ๋อ รู้จักสัมผัสความสุขของบุรุษและสตรีเช่นนี้ แต่นับจากนี้ไป ท่านไม่ต้องมาหาเหยาเอ๋ออีก”

    เฟิ่งเหยา กอดแนบอกของราเชน แล้วใช้มือลูบไล้ใบหน้าบากของเขา

    “ เจ้ารังเกียจข้าแล้วรึ?”

    “ เปล่าเลย ข้ารู้สึกชื่นชอบท่านมากกว่าเดิมเสียอีก แต่ว่า ท่านจะไม่ปลอดภัย เพราะเหยาเอ๋อ เป็นเทพธิดาพิณหงส์ไฟ หากผู้คนรู้ว่า เจ้าของเหยาเอ๋อคือใคร คนผู้นั้นจะกลายเป็นศัตรูของคนที่ชื่นชอบเหยาเอ๋อ” 

    ที่แท้กลัวแฟนคลับของนางจะเกลียดเขานี่เอง ราเชนถึงกับหัวเราะออกมา

    “ ข้ามีศัตรูมากมายอยู่แล้ว เพิ่มอีกหลายคน ก็คงจะไม่เป็นอะไร”

    “ อย่าพูดอย่างนั้น เหยาเอ๋อ ไม่อยากทำให้ท่านมีศัตรูเพิ่มแม้แต่คนเดียว”

    “ เหยาเอ๋อ ว่ายังไงข้าก็ว่าอย่างนั้น”

    ราเชนจูบปาก แล้วเค้นเต้าที่ชูช่ออร่ามตาม จนไม่อาจทนได้ เฟิ่งเหยาถึงกับร้องครางออกมาแล้วบอกว่า

    “ ไม่ได้ พอแค่นี้ก่อน      เหยาเอ๋อยังต้องแสดงที่เมืองหลวงอีกสามวัน อย่าให้เหยาเอ๋อต้องเสียงานเลยนะ”

    ราเชนถึงกับหยุดมือ

    “ งั้นพวกเราออกไปพร้อมกันดีไหม”

    “ ท่านทำให้เหยาเอ๋อตกอยู่ในสภาพแบบนี้ วันนี้เหยาเอ๋อไม่อาจแสดงต่ออีกได้แล้ว บอกผู้จัดการข่วงที ว่าเหยาเอ๋อไม่สบาย ไม่อาจแสดงต่อได้”

    ราเชนสัญญาว่า ภายในสามวันนี้จะมาหาเฟิ่งเหยาทุกวัน แต่เฟิ่งเหยาจะไปหาราเชนที่พัก แต่ว่าที่พักของเขาดันอยู่ในจวนแม่ทัพใหญ่ จึงทำให้เฟิ่งเหยาต้องบอกว่าจะรอเขาอยู่ที่หอคอยชมฟ้าแห่งนี้แทน

    พอราเชนออกจากห้องไป เฟิ่งเหยาก็ถึงกับพูดออกมาเบาๆว่า

    “ ข้าเพียงคิดหลอกให้เขาเปิดเผยโฉมหน้าเท่านั้น ทำไมข้ากลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ หรือนี่เป็นลิขิตฟ้าจริงๆ”

    ราเชนออกมาจากห้องรับรองของ เฟิ่งเหยา ก็แสดงออกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    เอ่ยกับผู้จัดการข่วงว่า

    “ แม่นางเฟิ่งเหยาป่วยแล้ว วันนี้ของดการแสดงทั้งหมด”

    สาวใช้รีบเข้าไปหาเฟิ่งเหยา คนอื่นๆ ทำท่าจะเข้าไป แต่ผู้จัดการข่วงก็สั่งให้ลูกน้องมาขัดขวางเอาไว้ แล้วประกาศออกไป ตามที่ราเชนบอก

    ทุกๆ คนต่างไม่พอใจ ส่งเสียงโวยวายออกมา

    ไป๋เซียง เดินเข้ามาหา ถลึงตาใส่เขา

    “ เจ้าทำอะไรแม่นางเฟิ่งเหยา”

    “ เปล่า” ราเชนเอ่ยเสียงสูง

    “  พวกเรารีบไปกันดีกว่า”  ไป๋เซียงรู้สึกว่า สายตาของคนในชั้นนี้ เริ่มมองมาที่ราเชนแปลกๆ

    “ คุณชายโฮว่อี้ ได้โปรดหยุดก่อน”

    เป็นเสียงของ คุณชายหยางจ้ง แห่งสำนักเก้าดาบบูรพา 

    “ เราเคยรู้จักกันรึ?”

    “ ไม่เคย ข้าหยางจ้งแห่งสำนักเก้าดาบบูรพา แค่อยากถามคำถามอะไรสักข้อ”

    “ ว่ามา”

    “ ท่านคุยอะไรกับ แม่นางเฟิ่งเหยา เนิ่นนานขนาดนั้น” หยางจ้งเอ่ยพร้อมส่งสายตาจ้องมาที่ราเชน มีคลื่นพลังจิตพุ่งเข้าใส่ในหัวของเขา

    ราเชนถึงกับยิ้มขึ้นมา นึกในใจว่า  ไอ้บ้านี่ คิดจะสะกดจิตถามข้าอย่างนั้นรึ?

    ทั้งๆ ที่พลังจิตของหยางจ้งมีแค่ พลังปราณจิตระดับ ราชันระดังสูงเท่านั้น   ราเชนจึงปล่อยพลังปราณจิตออกไปบ้าง หยางจ้งถึงกับ ลงไปคุกเข่ากับพื้น โขกคำนับราเชน จนหัวแตกเลือดอาบ  หยางจิ้ง ดาบที่เจ็ด  เห็นเหตุการณ์ ก็รีบเข้ามาจี้สะกัดจุดเอาไว้

    แล้วมองหน้าราเชน พยายามจะใช้พลังปราณจิตของเขา บังคับให้ราเชนคุกเข่า

    แต่ว่า พลังปราณจิตเซียนของหยางจิ้ง อยู่แค่ขั้นเซียนระดับต้น เลยถูกราเชนซัดพลังปรานจิตเซียนขั้นกลาง กระแทกกลับไป ทำให้หยางจิ้งถึงกับทรุดตัวไปคุกเข่ากับพื้นแทน ส่วนหยางจ้ง พอถูกจี้สะกัดจุด ก็นิ่งค้างอยู่อย่างนั้น คนของสำนักเก้าดาบบูรพา ก็รีบเข้ามาอุ้มคนทั้งสองออกไปในทันที ท่ามกลางความตื่นตะลึงของ ทุกๆ คน

    “ เจ้าทำได้อย่างไรนี่?” ไป๋เซียงถึงกับงงไม่รู้ราเชนทำได้ยังไง

    ราเชนได้แต่นำเขี้ยวศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้ ไป๋เซียงดูแทนคำตอบ เพราะเขาไม่อยากให้รู้ว่าเขามีพลังปราณจิตขั้นเซียน ระดับกลาง

    “ ที่แท้ก็มีเครื่องรางนี่เองที่ช่วย” ไป๋เซียงสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างในเขี้ยวศักดิ์สิทธิ์ของราเชน

    “ นึกไม่ถึง ว่าสหายของท่านแม่ทัพใหญ่ จะร้ายกาจถึงขั้นนี้ ไม่ทราบว่า ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักไหน?” รัชทายาทจางอี้ เอ่ยออกมา ในใจคิดจะชวนให้ ราเชนไปเป็นพวก

    “ ข้าบอกแล้ว ข้าเป็นเพียงคนป่าคนดอย วิชาที่เล่าเรียน ก็เป็นเพียงงูๆ ปลาๆ เท่านั้น ไม่มีค่าให้ใครสนใจ”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โฮว่เฟย ข้าชักชอบเจ้าแล้วซิ อีกสามวันเป็นงานเลี้ยงฉลองพระราชทานสมรสของข้า  ไป๋เซียง เจ้าก็พาเขาไปร่วมงานด้วยนะ”

    “ เพคะ” ไป๋เซียงรับปาก รัชทายาทจางอี้ ก็เดินจากไป พร้อมกับ องค์ชายสี่หลี่หมิง โดยมีเชียนเชียน กับ เสี่ยวอี้ มองราเชนอย่างสงสัย

    “ ถามข้าสักคำไหม ว่าอยากไปหรือเปล่า” ราเชนเอ่ยกับ ไป๋เซียง

    “ เมื่อสักครู่ตอนที่รัชทายาทเชิญ ทำไมไม่ปฏิเสธไป มาพูดอะไรตอนนี้”

    “ นั่นเรียกว่าเชิญเหรอ?”

    “ เจ้านี่..กลับได้แล้ว” ไป๋เซียงไม่รู้จะเอ่ยกับราเชนอย่างไรดี จึงเดินนำหน้าเพื่อจะกลับไปจวนแม่ทัพ แต่ทว่ามีคนจากสำนักทะเลใต้ เดินเข้ามาขวางเอาไว้

    “ คุณชายชิง ไม่ทราบว่ามีธุระอันใด” ไป๋เซียงเอ่ยอย่างสงสัย

    “ ข้าอยากท้าประลองกับ คุณชายโฮว่เฟย ไม่ทราบว่าท่านกล้าหรือไม่”

    ไป๋เซียงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ราเชนกลับยิ้มให้ แล้วกล่าวว่า

    “ คิดประลองกับข้าจริงๆ หรือว่าต้องการอะไรกันแน่”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า บอกตามตรง ข้าเป็นคนที่ชอบสะสมเครื่องราง หากว่าข้าชนะข้าต้องการเครื่องรางที่คอของเจ้า” ชิงอ้ายเทียนเอ่ยไปตามตรง

    “ หากข้าไม่ประลองล่ะ” ราเชนเอ่ยยิ้มๆ

    “ หากชนะข้าได้ ข้าจะมอบ ครีบปลากระเบนให้ มันเป็นเครื่องรางที่ช่วยให้สามารถเคลื่อนไหว และหายใจในน้ำได้เหมือนกับปลาเลยนะ”

    ชิงอ้ายเทียน นำครีบปลากระเบนที่ห้อยอยู่ระหว่างเอวออกมาให้ราเชนดูใกล้ๆ

    “ ของจริงหรือเปล่า” ราเชนสงสัย

    “ ข้าชิงอ้ายเทียน ทายาทของแม่ทัพใหญ่ชิงเหลียนแห่งอาณาจักรทักษิน แม่นางไป๋ย่อมรู้จักข้าดี ไม่มีทางที่ข้าจะเอาของปลอมมาใช้อย่างแน่นอน”

    “ ตกลง ว่าแต่ประลองอะไรดี ข้าให้ท่านต่อยข้า หนึ่งหมัด หากว่าข้าถอยหลังไปเพียงก้าวเดียว ข้าจะมอบเครื่องรางเขี้ยวศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ท่านทันที ดีไหม”

    ชิงอ้ายเทียน ตอนนี้บรรลุพลังขั้นปราณเซียนแล้ว รู้สึกว่ามั่นใจเป็นอย่างยิ่ง จะตอบตกลงทันที แต่ว่า ชิงซาน กับ ชิงเอ้อหลิง กลับไม่เห็นด้วย กลัวว่าจะเป็นแผนหลอกล่อให้ลงมือก่อน บางทีโฮว่เฟย อาจมีเล่ห์กลบางอย่าง ถึงได้กล้าท้าให้ชก ภายในหนึ่งหมัดเช่นนี้

    จึงเสนอการประลอง โดย ถอดเครื่องรางออกมาไว้ข้างนอก แล้วให้โฮว่เฟยชกชิงอ้ายเทียนหนึ่งหมัด โดยใช้พลังเกราะเต่าสะท้านฟ้าขั้นเซียน ป้องกันเอาไว้ พลังของโฮว่เฟย อยู่แค่ขั้นปรมาจารย์ไม่มีทางทำให้เขาล้มไปกองกับพื้นได้อย่างแน่นอน โดยทั้งหมดคิดว่า การที่ราเชนสยบหยางจิ้งได้ ต้องใช้เครื่องรางเขี้ยวศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน หากไม่มีราเชนก็แค่เด็กหนุ่มธรรมดาที่ใจร้อนทั่วไปเท่านั้น

    ชิงอ้ายเทียน เลยเป็นผู้เอ่ยออกมาเองว่า

    “ ไม่ได้ คุณชายโฮว่มีพลังปราณน้อยกว่าข้า หากข้าลงมือรุนแรงไป  ท่านอาจจะได้รับบาดเจ็บได้ เอาอย่างนี้ ท่านเป็นฝ่ายชกข้าหนึ่งหมัด หากข้าล้มลงหรือถอยไปเพียงก้าวเดียว ถือว่าข้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท่านเอาเครื่องรางของข้าไปได้เลย”

    ชิงอ้ายเทียน นำเครื่องรางครีบปลากระเบน ออกมายื่นให้กับไป๋เซียงถือไว้

    ไป๋เซียงพยายามส่งสัญญาณว่า อย่าสู้ แต่ราเชนหาได้ฟังไม่ กลับพูดต่อว่า

    “ ข้าใช้แค่นิ้วเดียวก็พอ” ราเชนเอ่ยจบ ก็ถอดเขี้ยวเงินศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้ไป๋เซียงถือเอาไว้

    “ เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง ใช้นิ้วเดียวกับ ผู้ที่มีพลังปราณยุทธ์ขั้นเซียนเนี่ยนะ” 

    ไป๋เซียงกระซิบเตือนราเชน

    “ ข้ารู้” ราเชนเอ่ยยิ้มๆ

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างมั่นใจเหลือเกิน มา เข้ามาเลย” ชิงอ้ายเทียนยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ ปล่อยพลังปราณขั้นเซียนออกมา ทุกๆ คนในชั้น ต่างมุงดู สองคนนี้ประลองกันอย่างสนใจ บางคนถึงกับตั้งตนเป็นเจ้ามือ รับพนันกันต่อหน้าเลย

    “ พลังเกราะเต่าสะท้านฟ้า” ชิงอ้ายเทียนร้องออกมา มีเงาเต่าสีดำตัวใหญ่คล้ายกับม่านพลังครอบร่างของชิงอ้ายเทียนเอาไว้ทั่วร่างกาย

    ราเชนชี้นิ้วมาแต่ไกล แล้วก็พุ่งตัวเข้าหาชิงอ้ายเทียนแบบภาพสโลโมชั่น

    นิ้วชี้ของราเชนเจาะทะลุม่านพลัง แล้วจิ้มเข้าไปที่หน้าผากของ ชิงอ้ายเทียน

    ร่างของชิงอ้ายเทียน ก็หงายท้องกระเด็นลอยขึ้น หลับไหลกลางอากาศ ลงมากระแทกับพื้นสลบไสลไปในทันที

    “ ขอบคุณที่ออมมือ”

    ราเชนประสานมือคารวะ ชิงอ้ายเทียนที่สลบไปกับพื้น แล้วเดินมาหยิบเครื่องรางสองชิ้นจากไป๋เซียงทันที

    “ ไปกันได้แล้ว”

    ราเชนเอ่ยจบก็เดินนำหน้าไป๋เซียง ที่ยังคงมึนงง ไม่รู้ว่า ราเชนทำได้ยังไงที่ฝ่าม่านพลังเซียนไปได้ และที่หน้าสงสัย ทำไมแค่นิ้วเดียว จี้ที่หน้าผาก ร่างของชิงอ้ายเทียน ถึงกับกระเด็นไปไกล สลบกลางอากาสแบบนั้น

    ชิงเอ้อหลิง กับ ชิงซาน รีบเข้ามาดูอาการของ ชิงอ้ายเทียน พอใช้นิ้วกดไปที่ร่องจมูก ชิงอ้ายเทียนก็รู้สึกตัวทันที

    “ เกิดอะไรขึ้น โฮว่เฟยเล่า”

    “ ท่านแพ้แล้ว มันใช้นิ้วเดียว จี้ที่หน้าผากของท่านจนกระเด็นสลบกลางอากาศ มานอนอยู่ตรงนี้”

    “ อะไรนะ ทำไมข้าไม่รู้สึกตัวอะไรเลย รู้สึกแค่อยู่ดีๆ สติข้าก็ดับวูบลง แล้วก็ตื่นมานี่ไง”

    “ คุณชายไม่มีอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย หน้าผากของท่านก็ไม่มีร่องรอยของกระแทกเลย ทำไมท่านถึงได้สลบไป”

    ชิงซานเอ่ยอย่างสงสัย

    “ หรือว่ามันอาจจะมีเครื่องรางอีกชิ้น แต่ว่า แล้วมันผ่านม่านพลังขั้นเซียนมาได้ยังไง”

    ทั้งสามคนสงสัยกันอย่างยิ่งว่าราเชนทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ ต้องกลับไปถาม นักพรตชิงเต่า บางทีอาจจะล่วงรู้คำตอบ

    ความจริงแล้ว ราเชนใช้พลังปราณจิตเซียนขั้นกลางที่เหนือกว่าของชิงอ้ายเทียน

    จี้จุดสลบ แล้ว ผลักร่างของชิงอ้ายเทียนให้เหมือนถูกกระแทกด้วยนิ้วชี้เพียงข้างเดียวเท่านั้น

    “ บอกมาเดี๋ยวนี้ เจ้าทำได้อย่างไร พลังปราณยุทธ์อ่อนด้อยอย่างเจ้าไม่มีทางทำเชนนี้ได้ เครื่องรางอะไรก็ไม่มี”

    “ นี่เป็นวิชาเร้นลับของตระกูลของข้า เรียกว่า ดัชนีกายสิทธิ์”

    “ ดัชนีกายสิทธิ์ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อเลย” ไป๋เซียงสงสัย

    “ หากเคยได้ยิน จะเรียกว่าวิชาเร้นลับเหรอ?”

    ราเชนได้แต่ยิ้ม แล้วลงจากลิฟท์ อย่างสบายใจ ที่ได้เครื่องรางครีบปลากระเบนมาอีกหนึ่งชิ้น

    พอทั้งสองลงมาถึงพื้น ก็มีสาวงามนางหนึ่ง กำลังยืนอยู่กับ ผู้จัดการข่วง และลูกน้องอีกหลายคน

    “ ไป๋เซียง”

    “ ฟางหรูอี้”

    หญิงสาวโผเข้ากอดกัน เหมือนกับไม่ได้เจอกันมานาน ราเชนได้แต่ยืนมองฟางหรูอี้ ตัวเป็นๆ นี่หรือ คนที่สร้างหอคอยชมฟ้านี้ขึ้นมา หน้าตาสวยไม่แพ้ไป๋เซียงเลย 

    “ ปกติเจ้ามักจะอยู่ที่หอสักการะฟ้าไม่ใช่เหรอ วันนี้มาที่นี่ทำไม?”

    “ ท่านพ่อออกจากกรรมฐานแล้ว ให้ข้ามาพาคนๆ หนึ่งไปพบท่าน”

    “ หือ ใครกัน ตามปกติแล้ว ท่านราชครูฟ้า ไม่พบปะผู้ใดง่ายๆ” ไป๋เซียงสงสัย

    ฟางหรูอี้ไม่ตอบ แต่มองไปที่ราเชนที่ยืนยิ้มให้อยู่

    “ เป็นเขา?” ไป๋เซียงเอ่ยอย่างตื่นเต้น ตกใจ ฟางหรูอี้ยิ้มแล้วบอกว่า

    “ หากเขา เป็นชายที่เดินทางมากับเจ้า เอาชนะยอดฝีมือจากอาณาจักรบูรพาและอาณาจักรทักษินได้ เขาก็คือคนๆ นั้น”........