ร้านอาหารเทียนเฉินตอนห้าโมงเย็น
ซูฮ่าวและคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาในร้านอาหารจากนั้นเขาก็เห็นชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดทางการกำลังนั่งพักอยู่ที่โต๊ะ
“ฮัลโหลพวกเธอมาเร็วมากเลย!” ในมือของรูมเมทผมลอนถือเครื่องดื่มเอาไว้หนึ่งแก้วมืออีกข้างหนึ่งก็โบกไปมา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“เปล่าพวกเราเองก็เพิ่งมาถึง”
“ไม่เจอกันหนึ่งปีเสี่ยวฟังเธอสวยขึ้นอีกแล้วนะ!”
“ให้ตายเถอะยังไม่เอาเครื่องดื่มมาให้ฉันอีก ฉันหิวน้ำจะตายอยู่แล้ว”
………………..
เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทางเป็นกันเอง
“เอ๋? นี่จื่ออี๋ไม่ใช่หรือ?” ทันใดนั้นเพื่อนคนหนึ่งก็สังเกตเห็นเย่จื่ออี๋เขาจึงเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
เมื่อคนอื่นหันมามองก็รู้สึกตกใจมาก
งานเลี้ยงรุ่นตลอดสองปีที่ผ่านมาเย่จื่ออี๋ขาดการติดต่อไปเลยคิดไม่ถึงว่าปีนี้เธอจะมาเข้าร่วมด้วย
เย่จื่ออี๋ไม่ค่อยชินกับการถูกจ้องมองดังนั้นจึงรู้สึกกระอักกระอ่วน หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็พูดขึ้นว่า “ทุกคนไม่ได้เจอกันนานเลยนะสบายดีไหม?”
“ก็ดี!” อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เจอกันมาตั้งสองปีทุกคนจึงเห็นว่าเย่จื่ออี๋เป็นคนแปลกหน้าดังนั้นพวกเขาจึงตอบกลับเพียงแค่หนึ่งประโยค แล้วหันไปพูดคุยกับเสี่ยวฟังรูมเมทผมลอนที่อยู่ด้านข้างอย่างมีความสุข
เพื่อนร่วมชั้นที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเย่จื่ออี๋หลังจากเห็นว่าเธอสวมชุดธรรมดา ไม่ได้มีราคาแพงก็ไม่มีความคิดที่จะเข้ามาพูดคุยกับเธอเลย
สำหรับพวกเขาแล้วที่เย่จื่ออี๋ไม่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่นในปีที่ผ่านมาก็เพราะว่าไม่มีเงินจึงกลัวว่าจะขายหน้าต่อหน้าคนอื่น
ท้ายที่สุดแล้วเย่จื่ออี๋ก็เป็นดาวในมหาวิทยาลัยดังนั้นจึงมีความถือดีและมั่นใจมากกว่าคนอื่น
ส่วนทำไมปีนี้เย่จื่ออี๋ถึงกลับมาเข้าร่วมอาจจะเป็นเพราะว่าฟั่นถ่งเป็นคนเลี้ยง จึงไม่จำเป็นจะต้องออกเงิน
แม้ว่าเพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็เป็นเช่นนี้แต่อย่างน้อยงานเลี้ยงรุ่นที่ผ่านมา พวกเขาก็มาเข้าร่วมตลอดมีเพียงเย่จื่ออี๋คนเดียวเท่านั้นที่ไม่มาเห็นได้ชัดว่าความเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายนั้นชัดเจนมากเกินไปความเสแสร้งจอมปลอมทำให้ทุกคนไม่ชอบ
เสี่ยวฟังรูมเมทผมลอนเห็นว่าเย่จื่ออี๋กับซูฮ่าวยืนอยู่เงียบๆ ในมุมหนึ่งก็รู้ได้ว่าทั้งสองคนนั้นคงจะอึดอัดเล็กน้อยดังนั้นเธอจึงชวนทั้งสองคนคุยเรื่องต่างๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
ในระหว่างนี้ก็มีเพียงแค่เย่จื่ออี๋เป็นคนตอบน้อยครั้งมากที่ซูฮ่าวจะออกเสียง
เขาเป็นเพียงแค่คนนอก จึงไม่เหมาะที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย
เวลาค่อยๆ ผ่านไป เมื่อเพื่อนๆมารวมตัวกันมากขึ้น ภายในล็อบบี้ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบรรยากาศครึกครื้น
ทันใดนั้นตอนที่ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสูทและรองเท้าหนังเดินเข้ามาในล็อบบี้ทุกคนก็เงียบเสียงลงไปในทันที
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเพื่อนๆ!” ฟั่นถ่งถือกระเป๋าเอกสารของอาร์มานี สวมนาฬิกาโรเล็กซ์ผมหน้าม้าปัดข้าง ทั่วทั้งร่างกายมีออร่าที่สูงส่งแผ่กระจายออกมา
เมื่อพวกเขาเห็นฟั่นถ่งทุกคนก็ยิ้มกว้างอย่างกระตือรือร้น
“บอสฟั่น มาแล้วหรือครับ!”
“บอสฟั่นอะไรกันเขาเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการใหญ่ ดังนั้นต้องเรียกว่าผู้จัดการฟั่น!”
“สวัสดีครับผู้จัดการฟั่น!”
………………..
ทุกคนพูดประจบประแจงต่อกันไปมา
ฟั่นถ่งโบกมือให้อย่างถ่อมตัวปากก็บอกว่า ‘ชมเกินไปแล้ว’ แต่ในใจก็รู้สึกพึงพอใจมาก
ภายในกลุ่มของเพื่อนร่วมชั้น เขาเป็นคนเดียวที่มีรายได้หลักล้านต่อปีเขาเพิ่งจะอายุสามสิบแต่ก็มีบ้านหรูรถหรูแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือฐานะเขาล้วนอยู่ห่างจากเพื่อนร่วมชั้นหลายช่วงตัว ดังนั้นการใช้ชีวิตของเขาจึงเหนือกว่ามาก
เพื่อนร่วมห้องชายที่ตาแหลมหันไปมองทางฟั่นถ่งแล้วพูดประจบประแจงว่า “ผู้จัดการฟั่นที่วันนี้คุณมาสายเพราะว่ากำลังเจรจาธุรกิจหลายแสนอยู่ใช่ไหม?”
“ก็ประมาณนั้นแหละ” ฟั่นถ่งพยักหน้าแล้วพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “เมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งได้รับเกียรติจากพี่ฮุยคุยหารือเกี่ยวกับธุรกิจร้านค้าตัวเลขสูงถึงห้าล้าน ดังนั้นจึงเสียเวลาไปเล็กน้อย”
“ให้ตายเถอะมากขนาดนั้นเชียว?” ผู้ชายคนนั้นรู้สึกตกใจมากใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาฟั่นถ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ผู้จัดการฟั่นก็คือผู้จัดการฟั่นแหละนะตอนนี้ก็เจรจาธุรกิจราคาหลายแสนแล้ว ปีหน้าคงจะเป็นรายการธุรกิจระดับล้าน”
“เด็กคนนี้นี่ยังยกยอฉันแบบนี้ตลอดเลย… ” ฟั่นถ่งมีสีหน้าเขินอาย แต่ความจริงแล้วรู้สึกพอใจมาก
“ผู้จัดการฟั่นสุดยอดมากฉันพูดจริงๆ นะ!” ผู้ชายคนนั้นให้ความร่วมมือมาก ก่อนจะกลอกตาแล้วถามว่า “จริงสิ ผู้จัดการฟั่น พี่ฮุยคนนั้นคือใครหรือ?”
เพื่อนคนอื่นๆก็มองมาทางฟั่นถ่งอย่างสงสัย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสนใจเรื่องนี้
ฟั่นถ่งจุดบุหรี่ แล้วสูบไปพูดไป “พวกนายรู้จักหงเซ่อเหนียนหัวหรือเปล่า?”
“หงเซ่อเหนียนหัว?” รูม่านตาของเพื่อนร่วมชั้นบางคนหดเล็กลง ก่อนจะอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ “บาร์ที่หรูที่สุดในฉวนโจวน่ะหรือที่แห่งนั้นรวบรวมคุณหนูคุณชายลูกเศรษฐีรุ่นที่สองเอาไว้อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังมาก คนที่มาชมบรรยากาศก็มีเป็นจำนวนมากดังนั้นแขกจึงเต็มทุกวัน ถ้าไม่อยากถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร้าน ก็จำเป็นจะต้องจองที่นั่งมาก่อนพี่ฮุยที่นายพูดถึง คงไม่ใช่ซุนฮุยเจ้าของร้านหงเซ่อเหนียนหัว?”
“ถูกต้องนายก็มีความรู้อยู่นี่” ฟั่นถ่งพ่นควันออกมาพร้อมกล่าวชื่นชม
“ให้ตายเถอะนายเจรจาธุรกิจกับพี่ฮุยแล้ว สุดยอดไปเลย!” เพื่อนร่วมชั้นท่าทางเซ่อซ่าสูดลมหายใจเย็นๆเข้าปอดอย่างอดไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทางเช่นนั้นทุกคนจึงรู้สึกคันยุบยิบในใจ “นี่ พี่ฮุยคนนั้นเป็นใครกันแน่?”
“หงเซ่อเหนียนหัวตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจของเมืองฉวนโจวถนนสายนั้นมีร้านอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก ค่าเช่าในแต่ละเดือนนั้นแพงมากอย่างน้อยมีราคาหลักล้านจนถึงสิบล้าน แต่พี่ฮุยเป็นเจ้าของถนนหงเซ่อเหนียนหัวในบริเวณนั้นเขามีอำนาจไม่น้อยเลยใครอยากจะเปิดร้านอะไรในบริเวณนั้นก็ต้องไปทักทายพี่ฮุยก่อน” เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นตอบตามความจริง
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็อ้าปากค้าง
หากสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นคนนี้พูดเป็นความจริงถ้าอย่างนั้นซุนฮุยก็จะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก!
ฟั่นถ่งสูบบุหรี่อยู่ด้านข้างแล้วพูดขึ้นมาอย่างเชื่องช้าว่า “นั่นจะนับว่าเป็นอะไรได้สิ่งที่ทำให้พี่ฮุยสุดยอดเพราะเขามีพี่เทียนคอยปกป้อง”
“พี่เทียนคือใครหรือ?” ทุกคนมึนงงไปหมด ไม่รู้อะไรสักอย่าง
“สายตาของพวกนายนั้นไม่กว้างไกลเลย” เพื่อนร่วมชั้นท่าทางเซ่อซ่ากลอกตามองบน “เมืองเป่ยไห่ถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดเขตแต่ละเขตมีบอสใหญ่ที่มีอำนาจคอยควบคุม ส่วนเขตฉวนโจวของพวกเรานั้นก็มีพี่เทียนเป็นบอสชื่อเต็มก็คือ หวางเฉิงเทียน”
“พี่เทียนเป็นคนในตำนานเขาเดินขนาบระหว่างขาวและดำ เบื้องหลังของเขาแข็งแกร่งตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฉวนโจวอย่างตระกูลมู่หรง หรือต่อให้เป็นผู้ว่าเขตฉวนโจวมาอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังต้องไว้หน้าสามส่วน”
“นอกจากนี้ ในด้านธุรกิจพี่เทียนเป็นประธานบริษัทเทียนเฉินกรุ๊ปการลงทุนในฉวนโจวทั้งหมดมีมูลค่ากว่าหมื่นล้าน ธุรกิจครอบคลุมถึงบาร์ ร้านอาหารโรงภาพยนตร์ และอื่นๆ รายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าห้าพันล้าน”
“โอ้!” เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เบิกตากว้างอ้าปากค้าง
รายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าห้าพันล้านแบบนี้มันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า?
คนที่อยู่ด้านข้างเย่จื่ออี๋ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากมีอำนาจ มีอิทธิพล มีเงิน หวางเฉิงเทียนไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในระดับธรรมดาแล้ว
“คิดไม่ถึงว่าเพื่อนของเราจะสามารถได้ร่วมงานกับพี่ฮุยพูดไปแล้วฉันสามารถโม้เรื่องนี้ได้ทั้งชาติเลย” หลังจากเพื่อนชายอีกคนหนึ่งได้ยินดังนั้นเขาก็พูดอะไรไม่ออกแต่สุดท้ายก็รีบพูดประจบประแจงขึ้นมาทันที
“ฉันแค่โชคดีที่บังเอิญได้รับคำชมเชยจากพี่ฮุยหลังจากนี้ทุกคนก็จะได้พบกับโอกาสแบบนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะสุดยอดกว่าฉันก็ได้” ฟั่นถ่งขยี้ก้นบุหรี่ แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง
ทุกคนหัวเราะขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
สังคมในตอนนี้จะมีโอกาสแบบนั้นที่ไหนกัน?
บางคนอาจได้รับโอกาสเพราะขายเรือนร่างแต่บางคนต่อให้ต้องตายก็ยังไม่มีโอกาสเลย
โอกาสที่แท้จริงมอบให้กับคนที่มีเส้นสายพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง พยายามด้วยตัวเองเพียงลำพังแล้วจะไปอยู่ในระดับเดียวกันกับฟั่นถ่งได้อย่างไร?
เหมือนเขารู้ความคิดของทุกคนฟั่นถ่งจึงไม่ได้สนใจจะพูดเรื่องนี้ต่อ และขอให้ทุกคนเตรียมตัวเพื่อจะเลือกห้องส่วนตัวแต่ทันใดนั้นสายตาของเขาก็มองผ่านทุกคนและเห็นเย่จื่ออี๋ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะสวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่ใบหน้าก็ยังคงงดงามสวยสง่า
เขายังจำได้ว่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขาเขียนจดหมายให้เย่จื่ออี๋หลายฉบับมากอีกทั้งเขายังเรียนเต้นเพื่อเย่จื่ออี๋โดยเฉพาะด้วย
น่าเสียดายที่เย่จื่ออี๋ไม่ได้ตอบรับรักเขาและยังปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เรื่องนี้ทำให้เขาที่มีฉายาคาสโนวาต้องขายหน้าต่อผู้คนจำนวนไม่น้อย
สองปีที่ผ่านมานี้เย่จื่ออี๋ไม่ได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่นเขาจึงลืมเธอไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะมางานเลี้ยงรุ่นในปีนี้ด้วยเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เขาถูกเย่จื่ออี๋ปฏิเสธรักฟั่นถ่งจึงตัดสินใจทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย แล้วชี้ไปทางเย่จื่ออี๋ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “คนนั้นใครหรือ? หรือว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของเรา? พวกเรามีเพื่อนที่สวมเสื้อผ้าโทรมๆแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
สิ้นเสียงนั้นคนส่วนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับเย่จื่ออี๋ก็หัวเราะออกเสียงอย่างอดไม่ได้
“ผู้จัดการฟั่นนั่นคือเย่จื่ออี๋ เธอเป็นดาวตอนที่พวกเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยน่ะ ลืมแล้วหรือ?” เพื่อนร่วมรุ่นท่าทางเย่อหยิ่งคนนั้นรู้ว่าฟั่นถ่งเคยถูกเย่จื่ออี๋ปฏิเสธรักอยู่หลายครั้งและเขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการรื้อฟื้นเรื่องราวก่อนหน้านี้ดังนั้นจึงพูดแขวะว่า
“แต่เหมือนชีวิตของดาวมหาลัยนั้นจะไม่ดีนักไม่อย่างนั้นสองปีที่ผ่านมาเธอคงไม่พลาดงานเลี้ยงรุ่นหรอก และคงไม่ต้องพูดถึงว่าที่เธอมาในวันนี้ก็เพราะประธานฟั่นเป็นคนจ่ายเงิน”
ทันทีที่สิ้นเสียงใบหน้าของเย่จื่ออี๋ก็ย่ำแย่เป็นอย่างมาก
เธอแค่อยากมาพบเพื่อนร่วมรุ่นเท่านั้นเดิมทีไม่ได้นึกถึงเรื่องที่ฟั่นถ่งจะเป็นคนจ่ายเงินหรือไม่
“เย่จื่ออี๋?” ฟั่นถ่งตกใจมาก เขาแสร้งทำเป็นประหลาดใจแล้วพูดว่า “ไม่หรอกมั้งฉันจำได้ว่าเย่จื่ออี๋เป็นนักเรียนดีเด่นที่ได้รับทุนการศึกษาไม่ใช่หรือ หรือว่าหลังจากเรียนจบไปเธอจะไม่ได้หางานทำ?”
“โอ้ฉันเคยบอกแล้วไงว่าเอาแต่เรียนอย่างเดียวมันไม่มีประโยชน์ เธอก็ไม่เชื่อฉันเองแล้วยังมาบอกว่าฉันเล่นเกมทั้งวันไม่ทำงานทำการแต่ตอนนี้ฉันมีรายได้หลักล้านต่อปีแล้วนะ แต่เธอกลับกลายมาอยู่ในสภาพนี้ถ้าอย่างนั้นฉันควรจะเชื่อเธอใช่ไหม?”
เย่จื่ออี๋ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยแม้ว่าเธอจะไม่พอใจกับคำพูดของฟั่นถ่ง แต่เนื่องจากตอนนี้มีคนอยู่เป็นจำนวนมากเธอจึงเงียบเสียงและไม่ได้โต้เถียงอะไรกลับไป
แต่เสี่ยวฟังรูมเมทผมลอนที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับเป็นเดือดเป็นร้อนแทนแล้วพูดว่า “ฟั่นถ่งจื่ออี๋ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย เธอก็ต้องใช้เงินไปมากมาย นายอย่าพูดแบบนี้ได้ไหม”
“ที่บ้านมีปัญหา? ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว” ฟั่นถ่งยิ้มออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจพร้อมใช้สายตาเวทนามองไปทางเย่จื่ออี๋ “เย่จื่ออี๋ถ้าเธอขาดเงินละก็ จะมาทำงานกับฉันก็ได้นะ ฉันจะให้สิทธิพิเศษกับเธอก่อนเลย”
“แล้วก็ดูเหมือนว่าเธอจะผอมมาก นั่นเป็นเพราะไม่มีเงินจะกินใช่ไหม ก็เลยไม่ได้กินของดีๆวางใจเถอะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง เธอตามทุกคนมาใช้ชีวิตที่หรูหราเถอะไม่ว่าอย่างไรก็เพิ่มมาแค่คนเดียว กินได้สบายอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสี่ยวฟังรูมเมทผมลอนก็อารมณ์เสีย
เธอรู้ว่าฟั่นถ่งตั้งใจกระแนะกระแหนเย่จื่ออี๋เพราะเรื่องเก่าๆสมัยมหาวิทยาลัย
ในตอนที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เย่จื่ออี๋กลับดึงชายเสื้อของเธอเอาไว้แล้วส่ายหน้าเล็กน้อยบอกว่าเธอไม่ต้องใส่ใจเรื่องเหล่านี้
“แต่หน้าตาอย่างเย่จื่ออี๋ถ้ามาดื่มเหล้าเป็นเพื่อนฉันละก็เดือนหนึ่งฉันให้เงินห้าหกหมื่นก็ไม่มีปัญหานะ เป็นอย่างไร ลองเก็บไปคิดดูไหม?” เหมือนว่าฟั่นถ่งจะไม่ยอมแพ้ เขาจ้องมองไปทางเย่จื่ออี๋ตาเขม็งภายในแววตายังมีประกายเยาะเย้ย
ถ้าพูดให้น่าฟังหน่อยคือดื่มเหล้าเป็นเพื่อนแต่ถ้าพูดให้ไม่น่าฟังก็คือขายตัว
คนอื่นได้ยินดังนั้นก็ต้องกลั้นขำเอาไว้เหมือนว่าพวกเขากำลังเพลิดเพลินกับละครฉากสำคัญ จนไม่มีใครมาขัดขวาง
เย่จื่ออี๋เม้มริมฝีปากตัวเองในแววตามีประกายกรุ่นโกรธแล้ว
เห็นได้ชัดว่าฟั่นถ่งต้องการทำให้เธอลำบากใจและพูดจาดูถูกเธอ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆในตอนที่เธอกำลังจะเถียง เธอก็เห็นซูฮ่าวเดินมาจากด้านหลัง แล้วหยิบกุญแจรถออกมา
“คุณเย่มิน่าล่ะที่เธอบอกว่าหากุญแจรถไม่เจอ ที่แท้กุญแจรถลัมโบร์กินีเรเบนตันอยู่กับฉันเอง!”