ตอนที่ 164
พริบตาที่ เนตรสะกด ถูกใช้งานพันธนาการล่องหนก็ทำการหน่วงแขนขาชนชั้นผู้ฝึกสอนคนนั้นสีหน้าของผู้ฝึกสอนคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปในชั่วครู่ขณะ ตามข่าวที่ได้ยินก็ย่อมเข้าใจดีว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับอาการผีอำยามตื่น
ทว่าด้วยพื้นฐานลมปราณและความแข็งแกร่งที่สูงล้ำ พันธนาการเหล่านี้ทำได้เพียงหน่วงรั้งมิอาจสะกดให้ค้างชะงักงัน หากมีสมาธิแน่วแน่ก็ยังพอประคองร่างมิได้ล้มคว่ำคะมำหงายลงได้แต่ก็ต้องยืนนิ่งรักษาสมดุล ไม่อาจร่ายรำเพลงทวนต่อไปได้อีกแล้ว
“ผีอำยามตื่น งั้นหรือ...” ผู้ฝึกสอนคนนั้น กล่าวออกมาเสียงต่ำ...ทำให้หมู่ศิษย์โดยรอยใบหน้าตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย ทั้งยังเข้าใจได้ทันทีว่าเพราะอะไรผู้ฝึกสอนคนนี้จึงหยุดการร่ายรำอย่างกะทันหัน
ซุน หรี่ตาแคบมอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซุน ใช้พลังสะกดกับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้นซึ่งในทุก ๆ ครั้งยอดฝีมือระดับนี้จะไม่มีอาการล้มคว่ำใด ๆ ปรากฏเพียงแค่ชะงักงันร่างกายหนักหน่วงฝืนเคืองเท่านั้น และสำหรับชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลางก็จะยิ่งมีผลน้อยลงตามลำดับ
ส่วนชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย และชนชั้นลมปราณสีส้มแทบจะไร้ผลใด ๆ จากความแข็งแกร่งของลมปราณ ที่มากพอจะระเบิดพันธนาการได้อย่างหมดจรด...จริงอยู่ที่การเข้าไปในระยะ เนตรสะกด ยิ่งใกล้มากขึ้นเท่าไหร่จะยิ่งเพิ่มอำนาจการสะกดได้ดียิ่งขึ้น ทว่ามันก็เสี่ยงจะถูกจับได้เช่นกัน...
ขณะที่ ซุน กำลังจมจ่อมครุ่นคิดอยู่กับการทดลองและวิเคราะห์ผลลัพธ์รอบ ๆ ยังมีสายตาจำนวนหลายสิบคู่ มองทุกอากัปกิริยาที่เกิดขึ้น... กลุ่มคนเหล่านั้นมองเห็นถึงสายตาที่ซุน ใช้ มองเห็นถึงผลลัพธ์ของชนชั้นผู้ฝึกสอนที่ปรากฏ มองเห็นถึงการเปล่งแสงวาบวับของอัญมณีเนตรมรกต...
ยามนี้ชนชั้นผู้ฝึกสอนที่เป็นหน่วยตรวจสอบหลายคนเริ่มมั่นใจแล้วว่าทั้งหมดคงเป็นฝีมือของ ซุน ดังนั้นเมื่อหัวหน้าหน่วยให้สัญญาณขึ้น จึงกระจายกำลัง10 ทิศ ระเบิดพลังค่ายกลบางอย่างออกมาในชั่วพริบตา...
“ขอบข่ายอาคม ค้นหาปราณอณู!!”
ภายใต้การระเบิดพลังของชนชั้นผู้ฝึกสอน 10 คน ทั้งหมดล้วนเป็นชนชั้นยอดฝีมือลมปราณสีเหลืองผนวกกับวัตถุอาคมเฉพาะบางอย่าง จึงสร้างเป็นโดมแสงขอบค่ายพลังปิดล้อมพื้นที่รัศมี100 จั้งขึ้นในชั่วพริบตา
เหล่าศิษย์บริเวณนี้ทั้งหมด ล้วนเผยแสดงท่าทีตื่นตระหนกไม่เว้นแม้แต่ ซุน เองที่งุนงงกับภาพเหตุการณ์นี้ ยังไม่แน่ชัดในสถานการณ์... ทว่าในตอนนั้นเองที่ ซุน เริ่มมองเห็นอณูลมปราณอ่อน ๆ คลายเป็นควันเจือจางยาวต่อกันเป็นเส้น เชื่อมโยงจากร่างของชนชั้นผู้ฝึกสอนที่ใช้เพลงทวนผู้นั้นตรงมายังอัญมณีเนตรมรกตของ ซุน
ดวงตาของ ซุน เบิกโพรงขึ้นทันที ถึงเวลานี้หากยังคาดเดาไม่ออกก็ไม่ใช่ซุน แล้ว...
“บ้าเอ้ย!! คิดจะมาจับกุมข้าหรือนี่”
อณูลมปราณที่เชื่อมโยงนี้ แม้จะเจือจางแต่ก็ทำให้หลายคนสังเกตเห็น...ร่างกายของผู้ฝึกสอนที่ถูกโอบล้อมด้วยควันเจือจาง ต้นทางของกลุ่มควันยังมาจากตำแหน่งของซุน ทั้งก่อนหน้านี้ผู้ฝึกสอนคนนั้นยังเอ่ยถึง ผีอำยามตื่น ทั้งหมดทั้งมวลที่เชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้ดวงตาของหมู่ศิษย์ที่ไม่โง่เขลาเหล่านั้นเบิกโพรง
“แมวสวรรค์!! ที่แท้ผีอำยามตื่น เป็นฝีมือของแมวสวรรค์!!” ศิษย์ผู้หนึ่งคำรามเสียงขึ้นปลุกเร้าให้ศิษย์คนอื่น ๆ กระจ่างชัด มีหลายคนในนี้เคยถูกเล่นงานด้วยอาการผีอำยามตื่นจนล้มคว่ำคะมำหงายอับอายต่อหน้าคนมาแล้ว
“สารเลวเอ้ย!!นึกอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นฝีมือของเจ้านั่น!!” สายตาของศิษย์เกือบทั้งหมดที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลเขม็งมองตรงไปยัง ซุน ที่กำลังเผยท่าทีกระอักกระอ่วนร้อนรน ใบหน้าของ ซุน ถอดสีทันทีเริ่มรู้สึกแล้วว่า หากตนยังอยู่ที่นี่ก็ไปคงไม่ใช่เรื่องดี
ถึงระเบิดฝีเท้าถอยกรูดเป็นทางยาวในพริบตา...
ขอบข่ายพลัง เป็นขอบข่ายสำหรับตรวจสอบอณูลมปราณที่มองไม่เห็น ให้กระจ่างชัดขึ้นดังนั้นจึงไม่มีอำนาจป้องกันอะไรมากมายนัก... ซุน ต่อยโครมออกไปหนึ่งหมัดก็เปิดเส้นทางหลบหนีอย่างง่ายดาย เฝิงน้อย ก็ราวกับรู้ใจผู้เป็น โฉบถลาบินลงต่ำมารับตัวซุน โบยบินขึ้นฟ้า
เสียงก่นด่าไม่น่าฟัง สาดโครมเป็นระลอกคลื่นมืดทะมึน ซุน ได้แต่ใบหน้าบิดเบี้ยวกระแอมไอแห้ง ๆ พลางประสานมือโค้งตัวจากบนหลังของวิหคพาหนะ... “ขออภัยทุกท่านตัวข้ามีธุระด่วน ดังนั้นคงต้องขอตัวก่อน”
กล่าวจบ เงาร่างของ ซุน และ เฝิงน้อย ก็บินหายไปจากท้องฟ้าตำแหน่งนั้น...ทว่าการเอ่ยวาจาขออภัย กลับยิ่งทำให้ไฟโทสะของทุกคนเดือดดาลมากยิ่งขึ้นชัดเจนว่าเป็นการหลบหนีเพราะไม่มีคำอธิบาย เหตุการณ์ที่ทุกคนหวาดหวั่น และอับอายตลอดสัปดาห์มานี้ย่อมปะทุถึงขีดสุด
เพียงครึ่งวัน ข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนัก…เสียงครหานินทาของ แมวสวรรค์ จากที่ลดฮวบฮาบไปก่อนหน้านี้ กำลังไต่ระดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วทั้งยังมีมากยิ่งกว่าในอดีตอย่างไม่อาจเทียบได้... ซุน แม้อยู่บนท้องฟ้า ยังได้ยินเสียงด่าทอแจ่มชัดนักจึงได้แต่เกาศีรษะอย่างรุนแรง หากมิใช่เพราะตนจมจ่อมอยู่กับการวิเคราะห์หาขอบเขตเนตรสะกด ก็คงไม่พลาดท่าตกม้าตายเช่นนี้
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะร่า... ชัดเจนมากว่า เฒ่าชีเปลือยย่อมรู้การเคลื่อนไหวที่ผิดแผกของเหล่าผู้ฝึกสอนทั้ง 10 คน อยู่ก่อนแล้วทว่าก็ไม่ได้มีความคิดที่จะตักเตือน ซุน แม้แต่น้อย ถูกมองเป็นเรื่องตลกขบขัน ตามประสาของวิญญาณเฒ่าชรา...
นับจากวันนั้น... ทุก ๆ ครั้งที่ ซุน ออกไปด้านนอกจะต้องพบเจอกับสายตาและเสียงครหาทิ่มแทงอยู่ตลอด กิจกรรมของหมู่ศิษย์ทั้งหมดไม่ว่าจะทำอะไรอยู่เมื่อพบเจอเงาร่างของ ซุน เข้ามาใกล้ ทุกกิจกรรมจะถูกหยุดชะงักทันที เพราะทุกคนหวั่นเกรงว่าจะถูกผีอำยามตื่น เล่นงาน
แม้ ซุน จะอธิบายอยู่หลายครั้ง ว่าตนเพียงแค่มาเดินเล่นเท่านั้นก็ไม่มีใครรับฟังทั้งยังมีสายตามาดร้ายถูกส่งมาจากหมู่ศิษย์รอบทิศทาง... แต่ด้วยตำแหน่งและสถานะของซุน ชนชั้นศิษย์สามัญไหนเลยที่จะสามารถทำอะไรได้ มีแต่ส่งเรื่องร้องเรียนที่ยาวเป็นหางว่าวไปยังเบื้องบนเท่านั้น...
เจ้าสำนักอวิ๋น เรียกตัว ซุน ไปดุด่าชุดใหญ่เสียจนหน้าถอดสีทั้งยังถูกลงโทษให้นั่งเข้าฌานในสถานที่ปิดอยู่นานหลายวัน ห้ามออกไปเกเรที่ไหน...ซุน ได้แต่ยิ้มขมขื่นก้มหน้ายอมรับ ไหนเลยที่จะไม่ทราบว่าการลงโทษของเจ้าสำนัก ก็เพื่อให้โทสะของหมู่ศิษย์ลดน้อยลงหากไม่สั่งการลงโทษอะไรเลย ทางเบื้องบนก็อาจถูกครหา และสูญเสียความเชื่อมั่นจากหมู่ศิษย์ได้...
“บ้าเอ้ย!! ออกไปนอกสำนักก็ไม่ได้ อยู่ในสำนักก็ถูกเกลียดชังเห็นได้ชัดว่าไม่มีความยุติธรรมกับข้าเลยสักนิด!!” ซุนได้แต่จนใจ แต่การทดลองวิเคราะห์พลังของ เนตรสะกด ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างชัดเจนมากแล้วเหลือก็แต่หาวิธีการร่นระยะเวลาในการใช้งาน ให้ดึงออกมาใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้นเท่านั้น...
ชนชั้นผู้นำของสำนักถึงกับปวดหัว แม้จะทราบว่าทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนักเป็นเพียงแค่การทดสอบทักษะที่ไม่มีใครได้รับอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บทว่าด้วยชื่อเสียงของ แมวสวรรค์ ก่อนหน้า ก็จึงไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นระลอกคลื่นมวลชนขนาดใหญ่เช่นนี้
อวิ๋นหยางหลิ่ง ถอนหายใจยาวหนักหน่วง ภายในที่ประชุมเหล่าผู้อาวุโส...
“เจ้า ซุน มันก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันอีกทั้งครั้งนี้ไม่ต้องกล่าวถึงหมู่ศิษย์ แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนหลายคนก็เริ่มไม่สบอารมณ์กับการกระทำของเจ้าเด็กคนนี้บ้างให้แล้วหากปล่อยไว้แม้จะไม่มีเรื่องร้ายแรง แต่พวกเราก็คงต้องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
ข้าก็คิดมาสักระยะแล้ว หากจบเรื่องการเข้าไปในหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาวข้าจะพิจารณาเรื่องที่ทาง พรรคมังกรฟ้า ยื่นเสนอธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราวเพื่อให้ศิษย์หลักบางส่วนของเรา มีโอกาสได้เรียนรู้ศึกษากับทาง พรรคมังกรฟ้าเป็นเวลา 2 ปี อีกครั้งหนึ่ง...
หากเป็นที่ พรรคมังกรฟ้า ขุมกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสำนักสายลมประจิมของเราหลายสิบเท่าต่อให้กลุ่มมังกรทองมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็คงไม่มีทางทำอันตราย ซุนได้แน่นอน... ทั้งยังเป็นการเปิดเส้นทางฝึกฝนที่กว้างไกลยิ่งขึ้นจากทรัพยากรของพรรคมังกรฟ้า ที่เหนือล้ำกว่าขุมกำลังใด ๆ อีกด้วย...”
เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ที่ได้ยินเรื่องนี้ ก็ถอนหายใจพร้อม ๆกัน อย่างไรเสียการไปเรียนรู้ศึกษาที่ พรรคมังกรฟ้า ก็นับเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่งเพราะศิษย์หลักที่ถูกส่งไปตามธรรมเนียมนี้จะมีศักดิ์และฐานะเทียบเท่าศิษย์หลักของพรรคมังกรฟ้าในทันทีสามารถเรียนรู้ศึกษาเคล็ดวิชาจากพรรคมังกรฟ้าได้อย่างไร้ขอบเขต ถือเป็นการหยิบยื่นรากฐานสำคัญให้กับขุมกำลังใหญ่ภายในทวีปพยัคฆ์ขาวเพื่อมิให้อ่อนด้อยกว่าอีก 3 ทวีปที่เหลือ…
…………………………………
2 วันต่อมา...
ผู้อาวุโสจาง ผู้อาวุโสสูงสุดแผนกวรยุทธประยุกต์เวลานี้ได้กลับมาจากภารกิจแล้ว หลังจากออกเดินทางไปนานนับเดือนเศษ...ที่สำคัญก็คือการกลับมาครั้งนี้ มิได้กลับมาเพียงลำพัง แต่เดินทางมาพร้อมกับ ขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งซึ่งเป็นชายชราที่มีตำแหน่งไม่ธรรมดาในราชวงศ์ไป๋หู่
อีกทั้งยังเกิดการเรียกประชุมเร่งด่วนขึ้นภายในสำนักผู้อาวุโสทั้งหมดในสำนักราว 20 คน ไม่ว่าจะประจำหอธาตุ หอศาสตรา หรือตำหนักใด ๆต่างก็ถูกเรียกตัวครบถ้วน แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนในระดับแนวหน้าอีก 4-5 คนก็ยังถูกเรียกประชุมด้วย ถือเป็นการระดมยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งทั้งหมดของสำนักสายลมประจิมเข้าร่วมประชุมบ่งบอกถึงสถานการณ์พิเศษบางอย่าง...
ภายในโถงประชุมใหญ่ ตำหนักสายลมเหนือ คับคั่งไปด้วยยอดฝีมือ แต่ละคนล้วนใบหน้าเคร่งเครียดอย่างที่สุดโดยเฉพาะระดับชนชั้นผู้นำของสำนัก... อวิ๋นหยางหลิ่ง ใบหน้ามืดทะมึน เพราะการมาของขุนนางชั้นสูงผู้นี้คือการส่งมอบ ราชโองการ จากองค์จักรพรรดิ แห่งราชวงศ์ไป๋หู่
สำนักสายลมประจิม สำนักบุปผาประจิม และพรรคราชสีห์สวรรค์สามขุมกำลังใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ทั้งยังเป็นขุมกำลังระดับต้น ๆของทวีปพยัคฆ์ขาว การที่สามารถเจิดจรัสได้อย่างในคงนั้น เพราะทั้งสามขุมกำลังนี้ขึ้นตรงกับทางราชวงศ์ไป๋หู่เปรียบเสมือนแขนขาที่คอยให้การปกป้องเมืองหลวงและราชวงศ์ไป๋หู่
ทั้งยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง... นั่นคือการเป็นแนวหน้าหากเกิดสงครามหรือการต่อสู้!!
ทุกครั้งที่มี ราชโองการ มักจะเป็นเรื่องใหญ่เสมอ ในรอบหลายสิบปีอาจจะมีเพียงแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น เพราะราชวงศ์ไป๋หู่ คือหน่วยราชการแผ่นดินหากลงมือด้วยตนเองอาจถูกผู้คนครหาได้ จึงมีสามขุมกำลังนี้คอยจัดการเรื่องบางเรื่องอย่างลับๆ แลกกับความมั่นคงภายในเมืองหลวง และทวีปพยัคฆ์ขาวใต้ร่มบารมีของราชวงศ์ไป๋หู่...
ขุนนางชั้นสูงผู้นั้นเปิดอ่าน ราชโองการ...เนื้อหาเป็นเรื่องของการก่อกบฏ ของขุมกำลังในเงามืดที่ค้นพบหลักฐาน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ผู้อาวุโสจาง ออกเดินได้ไปพร้อมกับ ผู้อาวุโสใหญ่ของพรรคบุปผาประจิมเช่นกัน(ตอนที่ 133)...
และเมื่อ ผู้อาวุโสจาง และผู้อาวุโสใหญ่สำนักบุปผาประจิมได้ค้นหาหลักฐานสำคัญเพื่อมัดตัวในส่วนนี้จนพบที่มา ก็ได้แจ้งนี้กับทางราชวงศ์ไป๋หู่โดยตรงนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ องค์จักรพรรดิ ได้ส่งราชโองการมาในครั้งนี้...
และเนื้อหาที่สรุปได้ก็คือ...
“องค์จักรพรรดิ มีคำสั่ง... สำนักสายลมประจิม สำนักบุปผาประจิมและพรรคราชสีห์สวรรค์ ทั้งสามขุมกำลังใหญ่แห่งเมืองหลวงจะต้องนำกำลังยอดฝีมือส่วนหนึ่ง... ทำภารกิจ สังหารดับทำลาย กวาดล้างตระกูลหนึ่งห้ามให้หลงเหลือผู้รอดชีวิตแม้แค่คนเดียว...
เป้าหมายก็คือ... ตระกูลเกา หนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง...”
..................................................