“ระบบ... ฉันเลือกข้อสอง เริ่มงานตอนนี้เลย!”
ผมเว้นจังหวะหายใจเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมอีกว่า “อ้อ... แล้วก็จัดการฟื้นฟูร่างกายให้ฉันด้วยล่ะ”
[รับทราบ...]
วินาทีนั้น ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วทั้งตัว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งหมดมลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับมาตึงกระชับ พละกำลังพุ่งพล่านจนผมรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นนอนมาอย่างเต็มอิ่ม
[ดำเนินการชำระค่าฟื้นฟูร่างกาย: 500,000 บาท]
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พร้อมกับข้อมูลงานใหม่ที่ถูกโหลดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ผมกวาดสายตาอ่านรายละเอียดคร่าวๆ แล้วก็ต้องกระตุกยิ้ม เพราะระบบมันจัดการสมัครงานและบรรจุชื่อของผมเข้าสู่ระบบของบริษัทเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่าครั้งนี้งานที่ได้รับกลับดูน่าสนใจกว่าเดิม เมื่อที่ทำงานใหม่ของผมคือ บริษัทรักษาความปลอดภัยระดับแถวหน้า โดยงานที่ผมได้ทำอาจจะต้องรับผิดชอบถึงสองหน้าที่
หนึ่ง คนขับรถ ที่ต้องนำส่งเป้าหมายให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยที่สุด
สอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผมต้องปกป้องดูแลผู้ว่าจ้างให้ปลอดภัยที่สุด
และในบางสถานการณ์... ระบบระบุชัดเจนว่าผมอาจจะต้องควบทั้งสองตำแหน่งไปพร้อมๆ กัน
ส่วนตอนนี้ผมต้องทำหน้าที่ขับรถให้ใครนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำสั่งของบริษัทที่จะส่งตัวผมไป และผมยังรู้อีกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการมักจะเป็นเหล่าแขกวีไอพีระดับแถวหน้า ไม่ก็พวกคนดังที่สปอร์ตไลท์ส่องถึงอยู่ตลอดเวลา
หลังจากกวาดสายตาอ่านข้อมูลคร่าวๆ ดวงตาของผมก็พลันส่องประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
"คนดังงั้นเหรอ..."
ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในใจเริ่มจินตนาการไปไกลว่าเหล่าคนดังที่เลือกใช้บริการบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งนี้จะเป็นใครกันบ้าง จะเป็นใบหน้าที่ผมคุ้นเคยตามหน้าจอทีวี หรือเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ใครต่อใครต่างคลั่งไคล้กัน
พริบตานั้น พิกัดของบริษัทที่ผมสังกัดก็ปรากฏขึ้นบนจอโปร่งแสงเบื้องหน้า
[กรุณาเดินทางไปยังบริษัท เมื่อไปถึงหน้าที่ของคุณจะเริ่มต้นขึ้นทันที]
เสียงเรียบเฉยของระบบดังขึ้นก้องในหัวของผม พร้อมๆ กับที่ชุดยูนิฟอร์มรักษาความปลอดภัยปรากฏขึ้นข้างกายอย่างเงียบเชียบราวกับร่ายมนต์ มันวางอยู่ตรงนั้น... รอคอยให้ผมสวมใส่
ผมหยิบชุดนั้นขึ้นมาพิจารณาดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่ามันคือสูทสีดำสนิทที่ผ่านการสั่งตัดมาอย่างประณีต เนื้อผ้าและทรงของมันดูไร้ที่ติ ผมจัดการสวมใส่มันอย่างใจเย็น ปรับปกเสื้อและเนกไทให้เข้าที่จนดูเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อสำรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็ไม่รอช้าที่จะก้าวเดินออกจากห้องไปพร้อมกับความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา รถกระบะคู่ใจของผมก็ทะยานไปบนถนนสายหลัก ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่สม่ำเสมอ ความทรงจำอันน่าปวดหัวบางอย่างก็ผุดขึ้นมาจนผมต้องเอ่ยถามระบบออกไปอย่างเสียไม่ได้
“ระบบ... ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ” ผมเว้นจังหวะพลางนึกถึงใบหน้าของใครบางคน “ฉันเลือกได้ไหมว่าอยากขับรถให้ผู้หญิงหรือผู้ชาย คือ... ฉันไม่อยากไปเจอคนที่นิสัยเหมือนตาแก่ธนกฤตนั่นอีกแล้วน่ะ แค่คิดก็เพลียแล้ว”
[แน่นอนว่าได้ครับ รบกวนระบุเพศที่คุณต้องการด้วยครับ แล้วผมจะจัดการปรับค่าให้ใหม่]
ผมกระตุกยิ้มออกมาด้วยความพอใจทันทีที่ระบบตามใจ
"ผู้หญิงอยู่แล้วสินาทีนี้"
[ระบบทำการบันทึกเงื่อนไขของคุณเรียบร้อยแล้ว] เสียงตอบรับที่แสนจะเข้าใจงานของระบบทำให้ผมรู้สึกมีความสุขขึ้นมามาก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถกระบะของผมก็เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทในลานจอดรถของบริษัทรักษาความปลอดภัย
ผมก้าวลงจากรถพลางยืนเหยียดเส้นเหยียดสายไล่ความเมื่อยล้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ ที่นี่ดูเรียบง่ายและเงียบเชียบจนแทบไม่มีอะไรโดดเด่น ส่วนเบื้องหน้าของผมคือตัวอาคารสูงราวสิบกว่าชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่
ผมเหลือบมองนาฬิกาบนจอโปร่งแสง อีกไม่กี่นาทีจะตีหนึ่งครึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีคำว่าพักผ่อน แสงไฟนวลตาไหลบ่าออกมาจากห้องกระจกเกือบทุกชั้นของตึกสูงสิบกว่าชั้นตรงหน้า
ราวกับว่าอาคารแห่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยหลับใหลและพร้อมจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ในจังหวะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเดินออกจากรถ รถยนต์อีกคันก็แล่นเข้ามาจอดขนาบข้างรถของผมอย่างพอดี ผมชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปพลางหยุดคิดครู่หนึ่ง ในฐานะพนักงานใหม่ที่เพิ่งมาถึง การทำความรู้จักกับคนในที่แห่งนี้ไว้บ้างคงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ผมจึงตัดสินใจหยุดรอเพื่อจะดูว่าใครกันที่เป็นเพื่อนร่วมงานคนแรกที่ผมจะได้เจอ
ทันทีที่เครื่องยนต์ดับสนิท ประตูรถคันนั้นก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ก้าวลงมา
ผมเตรียมจะอ้าปากเอ่ยทักทายตามมารยาท แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อคนตรงหน้ากลับเป็นฝ่ายชิงยกมือขึ้นไหว้ทักทายผมอย่างนอบน้อมจนน่าประหลาดใจ ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน พลางค้นหาในความทรงจำว่าเคยรู้จักกับคนคนนี้มาก่อนหรือเปล่า แต่คำตอบคือไม่
“สวัสดีครับ” ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เอ่อ... สวัสดีครับ” ผมตอบรับพรางเก็บอาการงุนงงไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“คุณวายุก็เหมือนกันเหรอครับ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง ราวกับเราสนิทสนมกันมานาน
คำถามนั้นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วแน่น ความสงสัยถาโถมเข้ามาในหัวจนตั้งตัวไม่ติด
“เหมือนกัน... เหมือนกันที่ว่านี่มันคืออะไรเหรอครับ?” ผมถามกลับไปตรงๆ พยายามสังเกตปฏิกิริยาของคนตรงหน้าที่รู้ชื่อของผม ทั้งที่เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก
ชายตรงหน้าหลุดขำออกมาเล็กน้อยพลางส่งยิ้มกว้างให้ "ห๊ะ... นี่คุณไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ครับเนี่ย"
เขาหรี่ตามองผมด้วยความเคลือบแคลง "ก็ที่พวกเราถ่อมาที่นี่กันในเวลาแบบนี้ มันก็มีอยู่เหตุผลเดียวไม่ใช่เหรอครับ... ตารางงานเราเหมือนกันเป๊ะเลยไง"
กริ๊งงงง!
ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากไล่ถามเอาความจริง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน เขาทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ก่อนจะรีบคว้ามันขึ้นมารับสายอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมยืนจมอยู่กับกองคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
“ครับ มาถึงแล้ว... กำลังเข้าไปครับ” เสียงของเขาดูจริงจังขึ้นขณะสนทนากับใครบางคนในสาย ทว่าสายตากลับยังคงจับจ้องมาที่ผมราวกับกำลังสำรวจ
เขาเก็บโทรศัพท์ลงแล้วเอ่ยสั้นๆ “ผมไปก่อนนะครับคุณวายุ แล้วเจอกันนะครับ” เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะวิ่งจากไปทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ค่อยๆ ลับตาไปทางหน้าตึก ทิ้งให้ผมยืนมึนงงอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง พร้อมกับคำถามที่ว่า เขาเป็นใครกันแน่ทำไมถึงรู้จักผม
“ระบบมันเรื่องอะไรเนี่ย... ทำไมเขาถึงรู้จักฉัน”
[ต้องขออภัยที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าครับ]
[เนื่องจากข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า คุณไม่มีความกระตือรือร้นในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเพศชาย ระบบจึงทำการปรับค่า ความคุ้นเคย ในความทรงจำของคนในองค์กรให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติกับคุณราวกับเป็นพนักงานที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว วิธีนี้จะช่วยให้คุณเริ่มงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวกับใครให้วุ่นวายครับ]
“เฮ้ย! นี่แกแอบเก็บข้อมูลนิสัยฉันไปถึงไหนแล้วเนี่ย” ผมโวยกลับอย่างไม่จริงจังนัก “แล้วใครบอกว่าฉันไม่คุยกับผู้ชาย ฉันก็คุยนะ แค่...ไม่อยากคุยนานแค่นั้นเอง!”
[เพราะแบบนั้น ระบบจึงดำเนินการปรับสถานะให้คุณตามค่าสถิติ]
[ในเมื่อคุณไม่อยากคุยนาน ระบบเลยทำให้พวกเขาคิดว่ารู้จักคุณอยู่แล้ว จะได้ข้ามขั้นตอนทำความรู้จักที่แสนน่าเบื่อสำหรับคุณไปได้เลย ดีใช่ไหมล่ะครับ?]
ผมยกยิ้มอย่างมีความสุข ที่ได้รับรู้เรื่องแบบนี้ “เอาเถอะแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่แกช่วยแจ้งชื่อของคนรอบข้างในที่ทำงาน ให้ฉันรู้หน่อยด้วยได้ไหม”
[รับทราบครับ]