The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๖๖ เดินทางสู่เกาะลอยฟ้า

            ผู้เล่นที่โดดเด่นของอนันตนาคราชสามร้อยกว่าคนผ่านตากฤษณะและจินมยองไปแล้วคนละสองรอบ

            พวกเขาเจอบางคนที่คลับคล้ายคลับคลาหน้าของอนันต์ในความทรงจำอยู่บ้างแต่ก็ไม่เหมือนสักทีเดียว จึงลงความเห็นว่าให้ตรวจสอบเพิ่มเติมดูส่วนพวกที่เหลือนั้นไม่มีใครเข้าเค้าเลย คงเป็นเพราะอนันตนาคราชและอนันต์เตรียมตัวปกปิดตัวตนตั้งแต่เริ่มแรก

            และด้วยความไม่รู้ของสายลับระดับล่างในสามร้อยกว่าคนนี้ถึงกับส่งชื่อสายลับหน้าใหม่ที่พวกเขามอบหน้าที่ให้เข้าไปในกลุ่มคลื่นใหม่ของอนันตนาคราชมาด้วยคนนึงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาใส่ใจ

            “ถ้านายเป็นอนันต์หลังจากเข้าเกมมา จะทำอะไรเป็นอย่างแรก?” กฤษณะลองถามเพื่อนรักดู

            ไม่ต้องคิดคำตอบก็ออกมาจากปากจินมยองทันที

            อัปเลเวลเก็บทักษะที่เคยมีให้ได้เร็วที่สุด

            สามสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเล่นเกมคือค่าสถานะทักษะ และไอเทม

            ค่าสถานะจะพัฒนาตามเลเวลยิ่งสูง ก็ยิ่งแข็งแกร่ง ส่วนทักษะนั้น จะได้มาจากการทำภารกิจต่างๆ ภายในเกมแน่นอนว่าถ้ามองกันเผินๆ แล้ว ทักษะอาจจะมีความสำคัญมากกว่าสถานะที่ดีแต่อย่าลืมว่าถ้ามัวแต่หาทักษะใส่หัวจนลืมอัปเลเวลแล้วละก็ด้วยระดับที่ต่ำเตี้ยก็จะทำให้พลังเวทมนตร์มีไม่มากพอในการขับเคลื่อนทักษะ เป็นเหมือนรถซูปเปอร์คาร์ที่ไม่มีน้ำมันต่อให้สมรรถนะสูงแค่ไหนก็ได้แต่จอดไว้ในสวนให้หมาฉี่ใส่อีกทั้งพลังโจมตีหรือพลังป้องกันที่ทักษะจะบวกเพิ่มให้ ก็คงน้อยนิดจนน่าสมเพชทั้งสองอย่างจึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจไปพร้อมๆ กัน

            นี่จึงเป็นสองอย่างแรกที่อนันต์ต้องรีบพัฒนาให้เร็วที่สุดอย่างแน่นอน

            ส่วนเรื่องไอเทมน่ะหรอ?มีแบ็คเป็นกิลด์ใหญ่ระดับนั้น ต่อให้มันอยากจะสวมของเกรด A ทั้งชุด ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

            “งั้นทำยังไงถึงจะอัปเลเวลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด?”กฤษณะถามต่อ

            “ไม่ยากก็แค่...” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว ที่หมอนี่ถามเขาก็เพื่อช่วยดึงความคิดออกมาจากหัว เผื่อว่าทั้งสองคนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างออกมาได้

            การอัปเลเวลที่ง่ายที่สุดคือให้คนเลเวลสูงพาไปตีมอนฯ เลเวลสูง แน่นอนว่าถ้าอยากให้ผู้เล่นเลเวล 250 พาไปตีมอนฯ เลเวล 200ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับกิลด์ใหญ่ๆ อย่างพวกเขาแต่ที่มันไม่มีใครทำก็เพราะระบบจะหั่นค่าประสบการณ์ทิ้งจนไม่เหลือซาก

            สำหรับผู้เล่นในช่วงเลเวล1-99 ระบบจะจำกัดการตีมอนข้ามเลเวลเอาไว้ที่ไม่เกิน 20ระดับจากเลเวลปัจจุบันของผู้เล่น ถ้าหากตีมอนฯ ข้ามเลเวลเกิน 20 ระดับขึ้นไปค่าประสบการณ์ที่ได้ก็จะทำกับตีมอนฯ ที่เลเวลเกินตัวเอง 20 เท่านั้น ส่วนที่เกินจะถูกระบบริบคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

            ดังนั้นต่อให้อนันต์เข้าเกมมาที่เลเวล 1 แล้วให้ผู้เล่นระดับสูงหิ้วไปตีมอนฯ เลเวล 200ค่าประสบการณ์ที่ได้จะเทียบเท่าเขาตีเลเวล 21 แถมยังต้องหารสอง หารสิบกับคนในปาร์ตี้อีกต่างหากเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ

            ดังนั้นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการอัปเลเวล คือให้คนพาไปตีมอนฯที่ระดับมากกว่าตัวเอง 20 ระดับพอดีไปเรื่อยๆ

            แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่งานง่ายอยู่ดี การต้องทำเรื่องอย่างนี้วนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อให้มีเงินจ้าง ก็ใช่ว่าจะมีคนตกลง แถมก็ไม่ได้เร็วไปกว่าการอัปเลเวลด้วยตัวเองตรงๆสักเท่าไหร่

            และถ้ามองหาเรื่องการอัปเลเวลด้วยตัวเองแล้ววิธีที่ทั้งได้ผลและไม่วุ่นวายเกินไปคือหาปาร์ตี้เพื่อนที่มีเลเวลใกล้เคียงกันมาช่วยกันตีมอนฯ

            แม้ว่าการตั้งปาร์ตี้ระบบจะไม่ได้ช่วยบวกค่าประสบการณ์เพิ่มให้ แต่อย่างน้อยก็เบาแรงกว่ากันเยอะ ถึงสัตว์อสูรช่วงเลเวลแรกๆผู้เล่นจะสามารถตัวตัวได้ แต่พอเลเวลทะลุร้อยขึ้นไป การใส่เดี่ยวกับมอนฯจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนตอนแรกแล้ว

            เพราะตอนนั้นสัตว์อสูรจะมีทักษะเฉพาะทางมากขึ้น มีความเชี่ยวชาญในการใช้ทักษะบางสายมากกว่าเดิมทำให้ผู้เล่นบางสายเสียเปรียบในการดวลเดี่ยว แม้ว่าเลเวลจะเท่ากัน

            อย่างเช่นผู้เล่นสายดาราเวทที่มีเวทมนตร์หมู่เหมาะกับการควบคุมสนามและสนับสนุนผู้เล่นจำนวนมากถ้าเกิดคิดจะไปตัวตัวกับสัตว์อสูรสายมายาเวทหรือยุทธเวทที่มีความเร็วสูงเน้นพลิกแพลง เร่งจังหวะการต่อสู้ต่อให้เลเวลมากกว่ากันสามสี่สิบขั้นก็ยังพูดยากว่าจะชนะหรือเปล่า

            ไปๆมาๆ การตั้งปาร์ตี้รวมกับเพื่อนเพื่อเพิ่มความสมดุลทางทักษะ จะช่วยให้ฆ่ามอนฯได้ง่ายกว่ากันมากแม้ว่าระบบจะไม่ได้เอื้อเฟื้อว่าจับปาร์ตี้หรือตั้งกลุ่มแล้วจะบวกค่าประสบการณ์พิเศษให้แต่ยังไงมีปาร์ตี้ช่วยกันเก็บเลเวลก็เบาแรงกว่ากันหลายเท่าตัว

            ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้เล่นทุกคนในเกมต่างก็รู้

            “ถ้างั้นมันก็จะต้องหาผู้เล่นสักห้าคนสิบคน สแตนด์บายเอาไว้เตรียมจับกลุ่มกับอนันต์เพื่อสร้างปาร์ตี้ถาวร”กฤษณะมองเกมขาด

            หาปาร์ตี้เล่นเกมด้วยกันว่ายากแล้วแต่ที่ยากกว่าคือต้องมีความสามารถใกล้เคียงกัน ออนไลน์พร้อมกัน และไว้ใจได้ สามเงื่อนไขนี้นับว่าหาตัวจับได้ยากมากแต่นั่นก็ทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น เพราพวกเขาสามารถบีบวงให้แคบลงได้

            “งั้นต่อให้เราหาตัวอนันต์ไม่เจอยังไงก็ต้องจับตาดูยอดฝีมือหน้าใหม่กลุ่มนี้เอาไว้ ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อนันตนาคราชอาจจะหยิบใครบางคนในนี้ไปตั้งปาร์ตี้ถาวรกับอนันต์ก็ได้”จินมยองเริ่มร่างแผนการ

            ผู้เล่นกว่าสามร้อยคนไม่มีคนไหนที่ทำให้เขาฟันธงได้ว่าเป็นอนันต์ แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลทั้งหมดที่สายลับส่งมาน่าจะไม่มีอนันต์อยู่ในนั้นจริงๆ พวกเขาจึงต้องเลือกเดินทางอ้อม แทนที่จะทุ่มเทเสียเวลาหาตัวอนันต์ที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนไม่สู้วางตัวสายลับไว้รอบๆ ยอดฝีมือกลุ่มนี้ เผื่อว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรพวกเขาจะได้รับรู้ได้ทันที

            หัวหน้ากิลด์ดาร์คฮอไรซอนเห็นด้วย ทั้งสองจึงตรวจสอบแผนการเพิ่มเติมคำสั่งอย่างระมัดระวังอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการลงไป

             

            ....................

             

            “เริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะ”ฮาลอสยิ้มกริ่ม หลังจากได้รับรายงานเรื่องความเคลื่อนไหวแปลกๆมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เมื่อสิบวันก่อน

            เป็นหัวหน้ากิลด์ใหญ่ระดับหนึ่งในสี่ของเกมที่มีผู้เล่นหลักสิบล้านคนได้ชุดความคิดของคนคนนี้ต้องไม่ใช่ธรรมดา และยิ่งเป็นเรื่องของวิฬาร์ที่เตรียมตัวกันมาก่อนมันเข้าเกมเป็นเดือนๆแล้ว แผนการตามหลังก็แทบจะไร้ช่องโหว่พวกเขาเตรียมการรับมือข่าวการเข้าเกมของวิฬาร์ที่อาจจะรั่วไหลออกไปตั้งนานแล้ว

            วิฬาร์ไม่ใช่คนว่างงานที่คิดจะเข้าเกมก็เข้าได้ก่อนเข้า เขาต้องจัดการวางมือจากการบริหารบริษัทในโลกความจริงที่สนับสนุนด้านการเงินและทุนหมุนเวียนของอนันตนาคราชจึงมีกำหนดการแน่นอนระดับหนึ่ง อีกทั้งเวลาในโลกเกมหมุนเร็วกว่าห้าเท่า ก็ทำให้ฮาลอสที่อยู่ในเกมมีเวลาเตรียมตัวกว่าครึ่งปี

            ดังนั้นเมื่อเขาเห็นการเคลื่อนไหวแปลกๆ จากดาร์ค ฮอไรซอน ก็จับทางได้ในทันทีว่าจะต้องเกี่ยวกับวิฬาร์แม้จะยังไม่แน่ใจนักว่าทางนั้นรู้เรื่องวิฬาร์ได้ยังไง แต่ทฤษฎีหนึ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือสกิลของพิเภกเพราะหลายๆ ครั้งที่พวกเขาเสียท่าดาร์ค ฮอไรซอนก็พอสืบได้ว่าเป็นเพราะทักษะเกี่ยวกับการทำนายของพิเภกเป็นต้นเหตุถึงเขาจะไม่รู้เงื่อนไขและผลลัพธ์ของสกิลนี้ แต่เมื่อดูจากร่างอวตารของพาราฟินทรินิตี้ และกิระ ที่มีทักษะบางอันคล้ายกับในตำนานรามเกียรติ์แล้วฮาลอสก็เชื่อมั่นว่า พิเภกน่าจะมีสกิลสายทำนายติดตัวอยู่สักอย่างแน่นอน

            และเรื่องแรกที่เขาจัดการเอาไว้ก็คือสมาชิกที่เตรียมจะตั้งปาร์ตี้ถาวรเพื่อช่วยอัปเลวลให้กับวิฬาร์

            สมาชิกที่เตรียมเอาไว้นั้นเขาเลือกแล้วเลือกอีกเรียกได้ว่าจับตาดูตั้งแต่เริ่มล็อกอินเข้าเกมครั้งแรกก็ไม่เกินไป

            การที่สายลับจากกิลด์อื่นมานั่งจับตาดูยอดฝีมือหน้าใหม่จึงเหมือนการจ่ายยาผิดคนไม่ได้ผลกับพวกเขาที่เตรียมตัวรอท่าเอาไว้อย่าว่าแต่พวกเขาเตรียมจูงจมูกใครก็ตามที่กล้าลูบคมอนันตนาคราชรอท่าไว้แล้วด้วย

            ส่วนเด็กหน้าใหม่ที่พอมีศักยภาพนั้นพวกเขาเตรียมใส่เข้าไปในทัพทัณฑฆาตไว้ก่อนแล้ว ไม่ทิ้งขว้างไว้ข้างนอกให้เสียของหรอก

            ทัพทัณฑฆาตเป็นคมหอกที่กล้าแข็งที่สุดของอนันตนาคราชมาตั้งแต่ช่วงเบต้าเทสต์จนกลายเป็นโรลโมเดลของกิลด์อื่นๆในภายหลัง เท่าที่ฮาลอสสืบทราบมาก็พบว่าทั้งสามกิลด์ใหญ่ในเกมต่างก็ปลุกปั้นสมาชิกหัวกะทิจำนวนหนึ่งขึ้นมาเช่นกัน

            ในตอนนั้นวิฬาร์รู้ว่าในวันใดวันหนึ่ง เบต้าเทสต์ต้องสิ้นสุดลงและสงครามที่แท้จริงจะเริ่มต้นหลังจากเกมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เขาจึงปูเส้นทางเดินอันยาวนานของทัพทัณฑฆาตไว้ตั้งแต่แรกไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการฝึกฝน อำนาจหน้าที่ สวัสดิการอะไรพวกนี้ก็พร้อมสรรพแม้ว่าภายหลัง เขาจะไม่ได้เข้าเกมมาควบคุมดูแลด้วยตัวเองตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่เด็กๆ ที่ติดตามเขามาตั้งแต่ตอนนั้นก็ทำแทนได้เกือบทั้งหมดแถมยิ่งมีฮาลอสกับไซออนเข้ามาเสริม เรื่องทั้งหมดก็วางใจได้

            ทัพทัณฑฆาตหรือทัพดำบัดนี้จึงมีสมาชิกเต็มแน่นถึงหนึ่งหมื่นคน

            แม้ว่าเทียบกับจำนวนสมาชิกทั้งหมดของอนันตนาคราชแล้วจะเป็นตัวเลขน้อยนิดแต่พึงรู้ไว้ว่า การจะถูกเลือกเข้ามาเข้าสังกัดทัพนี้จะต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นราวกับสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องมีทั้งความสามารถและความโดดเด่น แถมยังต้องไว้ใจได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเทพจุติลงมา ถ้าที่มาที่ไปคลุมเครือ ประตูสวรรค์บานนี้ก็ผ่านเข้าไปไม่ได้

            ตัวเลขหนึ่งหมื่นนี้จึงเป็นสุดปลายยอดของพีระมิดแทบทั้งสิ้น

            สรุปแล้วผู้เล่นหน้าใหม่ที่เลเวลใกล้เคียงกับวิฬาร์ พวกเขาเตรียมเอาไว้ถึงสามสิบกว่าคนแถมถ้าเกิดวิฬาร์อัปเลเวลเร็วจนกระฉูดไปไกล หรือชักช้าเฉื่อยแฉะ ก็มีผู้เล่นสำรองคอยท่าอยู่แล้วหลับตาจิ้มมั่วซั่วมาชุดหนึ่ง ไม่มีปัญหา

            ส่วนเรื่องที่สายลับจากฝั่งโน้นเตรียมสืบหาเรื่องอนันตกาลวนอ้อมผ่านยอดฝีมือหน้าใหม่น่ะหรอ?เดี๋ยวเขาจะพาไปวิ่งรอบโลกเอง

            ฮาลอสลับมีดรออยู่ในใจ

             

            ....................

             

            หลังจากได้รับบทเรียนแล้วว่าการออกเดินทางไปนอกเมืองจะพา ‘เรื่อง’ ซับซ้อนมาหาเขา แม้ว่าจะไม่ตั้งใจไปหาเรื่องเองก็ตามหลังจากวิเคราะห์ภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์เสร็จ วันนั้นทั้งวันวิฬาร์จึงไม่กล้าออกนอกกำแพงเมืองไตรเหมันต์ เอาแต่เดินท่อมๆดูตลาดร้านค้าอย่างเอื่อยเฉื่อย แม้ว่าในใจอยากจะออกไปหาอะไรทำข้างนอกก็ตาม

            และวันนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจซะเหลือเกินวิฬาร์ไม่เจอเรื่องวุ่นวายอะไรเลยตลอดจนค่ำ สุดท้ายจึงผ่านวันนั้นไปอย่างปลอดภัย

             

            ………………..

             

            พอเช้าตรู่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะฉายแสง วิฬาร์กับมะปรางก็มาเจอกันที่ประตูเมืองทิศเหนือของเมืองแล้ว

            “ปะ”มะปรางในชุดคลุมสีขาวราวหิมะดึงฮูดขึ้นมาคลุมผมสีดำสั้นระบ่าแล้วออกเดิน

            วิฬาร์เองก็ไม่พูดมากเพราะรู้ใจกันดีอยู่แล้วเขากดเอ็มเด็กซ์ที่ข้างหู ปรับเปลี่ยนให้มันเป็นแว่นกรองแสงคาดทับไว้ที่ตาทั้งสองข้างป้องกันตัวเองจากอาการตาบอดหิมะแล้วเดินตามไป

            “เร่งความเร็วเลยฉันตามทัน” ชายหนุ่มตะโกนบอก

            มะปรางหันมามองอย่างแปลกใจก่อนจะลองเร่งฝีเท้าดู

            วิฬาร์เองก็ใช้ท่าก้าวสามภพออกมาทันที

            ช่วงแรกเขาทำความเร็วได้ค่อนข้างดี เพราะหิมะยังไม่หนาเท่าไหร่นักแต่หลังจากนั้นชั่วโมงกว่า หิมะก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆทำให้การก้าวเท้าเป็นไปอย่างยากลำบาก

            ในตอนแรกที่ออกเดินทางทางเดินเบื้องหน้ายังพอมีหินภูเขาให้วางเท้าได้มากมาย แต่พอยิ่งขึ้นสูงมาเรื่อยๆเส้นทางก็เริ่มถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด ทำให้บางครั้งถ้าเหยียบลงไปไม่ดีก็มีวืดเอาได้ง่าย

            แต่วิฬาร์ไม่ได้มีแค่ก้าวสามภพเท่านั้นเขาใช้เวทลมผนึกลงไปที่เท้าทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มความคล่องตัวสองเท้าขยับอย่างคล่องแคล่วกว่าเดิม จึงทำความเร็วตามมะปรางที่อยู่ข้างหน้าได้ทันแม้ว่าเธอจะยังไม่ได้ใช้ความเร็วเต็มเหนี่ยวของเธอออกมาก็ตาม

            ยิ่งเดินมาไกลมะปรางก็ยิ่งเหลือบมองคนด้านหลังอย่างฉงนสงสัย ประกอบกับเห็นท่าทางพิลึกๆก็ทำเอาหลุดขำคิกออกมา

            “นี่มันท่าอะไรของนายเนี่ยน่าเกลียดเป็นบ้า”

            วิฬาร์ที่อยู่ด้านหลังกำลังใช้สมาธิอย่างหนักเพราะวิชานี้เขาเพิ่งจะฝึกได้ไม่กี่วัน จึงยังไม่ชินนักประกอบกับทางเดินขึ้นเขานี่ยากลำบากมาก ไปๆ มาๆไอ้ท่าก้าวเดินพร้อมถ่ายกำลังเพื่อเพิ่มความเร็วเลยออกมาแบบลูกผีลูกคนส่งผลให้ร่างส่ายไปมาเหมือนคนเพิ่งลงจากเตียงกายภาพบำบัด น่าเกลียดมาก

            “เอาน่าใช้ได้ก็พอ” วิฬาร์บุ้ยปากให้นำทางต่อ

            ทั้งสองคนฝ่าหิมะขึ้นไปสูงเรื่อยๆแต่ด้วยร่างกายของคนเลเวลต่ำอย่างวิฬาร์ ก็ทำให้ต้องพักอยู่เป็นระยะ

            ไม่นานทั้งสองก็มาถึงหน้าผาหนึ่งเมื่อมะปรางเห็นว่าทั้งคู่เดินทางออกมาไกลจากไตรเหมันต์มากแล้วก็หยิบไอเทมเรดาห์ขึ้นมาตรวจดูรัศมีโดยรอบเพื่อประเมินความปลอดภัย

            และหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยเธอก็ส่งไอเทมหน้าตาเหมือนกระเป๋าแบคแพคใบเขื่องให้วิฬาร์