บทที่ หนึ่งร้อยเจ็ด
หลังจากนางกำนัลทั้งสี่ที่เคยคุมเข้มนางถูกเนรเทศจากตำหนักฟู่ตงไปแล้วนางกำนัลตำแหน่งผู้ดูแลใหม่ของเหอผินจึงถูกส่งเข้ามาแทนที่แม้สองสาวมาใหม่จะไม่อวดเบ่งบงการเยี่ยงคนก่อนหน้าทว่ากฎเกณฑ์กลับยังคงแน่นหนาไม่ต่างความอิสระที่เสี่ยวเฟินเฝ้าหวังจึงยังเป็นเพียงหมอกบางที่ลอยอยู่ไกลสุดขอบฟ้า
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้านางเริ่มรู้สึกคล้ายตัวเองเป็นแค่ดอกหญ้าที่ปักไว้ในแจกันประดับตำหนักแม้จะสดชื่นเพียงใดก็ไม่มีสิทธิ์โน้มกิ่งไปทางไหน
สุดท้ายความอดทนขาดสะบั้นเสี่ยวเฟินเดินวนรอบห้องอย่างหงุดหงิด เส้นผมหลุดจากมวยด้านหลัง ริมฝีปากเม้มแน่น “หากพวกเจ้าไม่ยอมนำถ้อยคำข้าไปแจ้งให้ฮ่องเต้รู้เช่นนั้นข้าจะหาทางหนีออกไปเองอีก!”
เสียงเอ่ยขู่ดุราวสายน้ำเดือดพลางย่อตัวลงวางแผนใหม่อยู่ริมพรมลวดลายเมฆคลื่นนางกำนัลสองคนที่รับใช้ไม่กล้าทำให้สนมที่ไทเฮาทรงตั้งใจเลือกมาไม่พอพระทัยจึงยอมนำถ้อยคำนั้นไปกราบทูลขันทีฝ่ายในให้รายงานต่อ
วันถัดมาขันทีผู้ใกล้ชิดพระองค์ก็เข้าถวายรายงานเบื้องหน้าห้องทรงอักษร“เหอผินกล่าวว่า หากไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมานอกตำหนักนางจะหาทางหลบหนีออกมาเองอีกพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินดังนั้นพระเนตรของกวงเหิงฮ่องเต้ก็ขมวดแน่นทันควันทรงวางพู่กันลงบนจานหมึก ดวงหน้าเรียบนิ่งเจือรำคาญชัดเจน “นางชักจะเหิมเกริมมากขึ้นทุกวันๆแล้ว” พระสุรเสียงเรียบแต่กดต่ำราวพายุเงียบจากนั้นไม่รีรอพระองค์ทรงเอ่ยต่อ “ไปแจ้งเสด็จแม่บอกว่าท่านทรงพานางเข้ามา ก็โปรดดูแลนางด้วย อย่าให้ก่อความวุ่นวายในวัง”
ขันทีก้มศีรษะลาลับไปอย่างรวดเร็วยังไม่ทันข้ามโมงยาม ไทเฮาก็เสด็จมาถึงตำหนักเฉียนชิง
ฉลองพระองค์ของนางสีม่วงครามเข้มขลิบทองก้าวเดินเข้ามา“เรื่องที่เจ้าลงโทษนางกำนัลทั้งสี่ของแม่ดพราะเหอผินก็แล้วกันไปเถิด” ไทเฮาเอ่ยขึ้นทันทีที่นั่งลงไม่แม้แต่จะวกอ้อม“ถึงแม่ไม่เห็นว่าพวกนางทำเกินไปจริงๆอย่างไรครานี้เหอผินก็มีฐานะเป็นสนมแล้ว ถึงนางไม่ควรวางอำนาจบาทใหญ่ แต่นางก็เป็นสนมแล้วเจ้าไม่ลองไปพบนางบ้างนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด ยังเหอผินช่วยเจ้าต่อชะตาอีกด้วย..”
กวงเหิงฮ่องเต้เพียงทอดพระเนตรมารดาที่กล่าวจนจบแล้วไม่เอ่ยสิ่งใดครู่ใหญ่ทว่าแววตานั้นปิดไม่มิดว่าไม่อยากรับฟัง “เสด็จแม่..” พระองค์เอ่ยเตือนเสียงหนัก “เรื่องต่อชะตาอะไรนั่นมีที่ไหนกันเล่านักพรตผู้นั้นก็เพียงหวังเงินทองลาภยศ ไม่แน่อาจมีแผนร้ายแอบแฝงก็เป็นได้” เขาควรจะปรามมารดาไว้บ้างอย่าหลงเชื่อน้ำคำหลอกลวงพวกนักพรตปาหี่
ไทเฮาส่ายหน้าเบาๆสีหน้ายังสงบไม่เปลี่ยน “เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ถึงเวลาก็จะประจักษ์เอง”นางเอ่ยเสียงราบเรียบ “เวลานี้เจ้าก็ทำเพื่อให้แม่สบายใจก็แล้วกันถือว่ามารดาคนนี้ขออีกไม่ถึงสามร้อยวันแล้วจะไม่กวนใจเจ้าอีกเลย..”
ถ้อยคำนั้นเหมือนปิดตายปากโอรสไปโดยปริยาย
ยามค่ำคืนวันเดียวกันแสงจันทร์ถูกเมฆบางบดบังทำให้เงาของกิ่งหลิวในสวนทอดเป็นเส้นพร่าอยู่บนกำแพงหินตำหนักฟู่ตง
กวงเหิงฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เองหลังได้คำขอจากมารดาเมื่อมาถึงก็มิให้ขันทีคนใดประกาศ ทรงสั่งทหารเฝ้ายามให้เงียบไว้แล้วเสด็จเข้าด้านในอย่างเงียบเชียบ
เมื่อถึงเรือนพักส่วนในขณะที่กำลังจะผลักประตูที่มีแสงลอดออกมาบอกว่าคนด้านในยังไม่เข้านิทราก็มีเสียงพูดเบาๆ ดังลอดออกมาจากประตูบานหน้า “เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่พรุ่งนี้ต้องบินไปที่ยอดหลังคาตรงนั้นนะ แล้วส่งเสียงสองครั้ง ไม่ใช่หนนึ่ง!” เสียงหวานเอ่ยเบาๆแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
จากนั้นก็มีเสียงนกแทรกขึ้นมาเป็นช่วงๆคละเคล้ากันสามสี่ชนิด กวงเหิงฮ่องเต้ขมวดพระขนงด้วยความสงสัยก้าวเข้าใกล้บานประตูแล้วผลักเปิดเข้าไปทันทีโดยไม่ส่งเสียง
เพียงพริบตาเสียงพูดและเสียงนกร้องก็เงียบกริบลงทันทีเสี่ยวเฟินที่นั่งอยู่บนเสื่อข้างโต๊ะเตี้ยตาเบิกกว้างร่างในชุดนอนสีเทาอ่อนยังไม่ทันลุกดี นกน้อยใหญ่นับสิบที่เกาะตามขื่อ เพดาน หน้าต่างและพื้นก็พากันมองไปที่บุรุษหน้าประตูชั่วอึดใจนกน้อยใหญ่ทั้งหมดก็พากันกรูกระพือปีกบินออกหน้าต่างพรึ่บเดียวจนวังเวง
หญิงสาวรีบพุ่งไปที่หน้าต่างเรียกเสียงหลง “อย่าพึ่งไปสิ! เรายังคุยกันไม่จบเลย!” เสียงนั้นมีทั้งเสียดายและน้อยใจแต่นกเหล่านั้นไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เสี่ยวเฟินถอนหายใจไหล่ตกอย่างหมดหวัง ก่อนจะหันกลับมามองคนผู้ทำให้นกของนางหนีหมดด้วยสายตาตัดพ้อ “ข้ารอท่านทั้งวัน ท่านไม่มาเสียทีแต่พอข้ามีเพื่อนคุย ท่านก็ทำให้พวกเขาขวัญกระเจิงหนีไปหมด..”
พระองค์ไม่เอ่ยรับหรือปฏิเสธเพียงก้าวเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอ่ยตรงไปตรงมา ไม่คิดจะพูดเรื่องที่พื่งปรากฏตรงหน้าแม้จะรู้สึกอัศจรรย์ใจบ้างแต่ก็ไม่อยากยกเรื่องเหนือธรรมชาติมาสนทนา “เจ้ามีเรื่องใดถึงอยากพบเรา?”
ร่างบางก้าวเดินกลับมากลางห้องแล้วมานั่งร่วมโต๊ะแววตาสดใส มุมปากยกขึ้นนิดๆ ไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัวหรือเคร่งครัดแบบสนมนางในทั่วไปแม้แต่น้อย
“ข้าอยากพบท่านก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?” เสียงของนางอ่อนโยนแต่แฝงความซุกซน “ทำไมต้องมีอะไรพิเศษด้วยล่ะ? ข้าฝึกตั้งสามร้อยปีเพื่อจะได้คุยกับท่านเลยนะ!” กล่าวจบก็เอนกายไปข้างหนึ่งพิงแขนบนโต๊ะแล้วมองบุรุษที่ตนชื่นชมด้วยดวงตาใสแจ๋ว “อา อีกเรื่องหนึ่ง..ข้าเรียกท่านว่าคุณชายใหญ่ได้ไหม?”
คิ้วของกวงเหิงฮ่องเต้กระตุกทันใดราวกับมีลมตีขึ้นกลางหน้าผาก พระองค์ยกมือกดระหว่างคิ้วหวังคลายความรู้สึกปวดพลางกล่าวคำพูดราบเรียบแต่กดต่ำ “ไม่ได้เราไม่ใช่คุณชายใหญ่ของเจ้า..หยุดคำพูดไร้สาระเสียที”
นางถอนหายใจเบาๆก่อนตอบกลับ “อืม..นั่นสิ ท่านไม่ใช่คุณชายใหญ่อีกแล้ว” นางหยุดครู่หนึ่งก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เช่นนั้นท่านชื่ออะไรล่ะข้าจะเรียกชื่อท่านก็ได้?”
พระองค์ทอดพระเนตรนางอย่างเงียบงันไปครู่หนึ่ง“เราเป็นฮ่องเต้ เรียกตามฐานะไปเถอะจะได้ไม่ผิดกฎ”
“แล้ว..ท่านชื่ออะไรเล่า?” นางรุกเร้า ดวงตาเปล่งประกาย
ขณะมองก็คิดว่าสตรีตรงหน้านั้นไม่ถือขนบอย่างคนในวังมีท่าทางเปิดเผยไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่รู้ว่าทั้งปีจะสอนอยู่ในกฎได้หรือไม่เขาก็คร้านจะถือสาต่อ แต่จะให้เรียกคุณชายใหญ่ก็ยิ่งไม่ได้หลังตัดสินใจได้จึงกล่าวเสียงแผ่ว “โม่หยงเฉิง” พระองค์ตอบอย่างไม่อยากพูดซ้ำ
เพียงได้ยินนางก็ฉีกยิ้มกว้างเหมือนพบสิ่งล้ำค่า“โม่หยงเฉิง..หยงเฉิง..อาเฉิง..”
“พอ!” พระองค์ยกมือห้ามทันทีสีหน้าเริ่มแสดงความระอา “อย่าให้มากไปเราชื่ออะไรก็เรียกตามนั้น”
เสี่ยวเฟินหัวเราะเบาๆดวงตาพราวยิ่งกว่าแสงดาว “ก็ได้หยงเฉิงก็หยงเฉิง ได้ใช่ไหม..”
บุรุษผู้ครองบัลลังก์มังกรสบตาที่สะท้อนเพียงแสงจากโคมแต่กลับสดใสกว่าดาวกลางนภายามราตรีแล้วก็เกิดพยักหน้ายอมรับอย่างเผลอตัว
...
ตำหนักคุนหนิงอันเป็นตำหนักของฮองเฮาภายในห้องเครื่องหอมอวลแสงตะวันอ่อนปลายเงาลอดผ่านลายแกะฉลุของหน้าต่างไม้จันทน์สีทอง
ฮองเฮาในอาภรณ์สีรัตติกาลประดับไข่มุกสว่างนั่งอยู่หน้าโต๊ะกลมมือเรียวยาววางอยู่เหนือผ้ารองลายวิจิตรฟังแม่นมหวังเอ่ยรายงานอย่างใจเย็นจนจบ
“ว่าอย่างไรนะ?” ฮองเฮาหรี่ตา เอ่ยเสียงแผ่วทว่าเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่อัดแน่น
“เหอผิน..เป็นหญิงชาวบ้านแท้ๆ? แล้วไทเฮาเป็นคนส่งเข้าวัง?”
“เพคะ” แม่นมหวังตอบพลางก้มหน้า “ได้ยินว่าไม่ได้ผ่านพิธีอบรมอย่างเป็นทางการใดๆแม้แต่เรื่องพื้นฐานของวังหลวงก็ไม่รู้เลยสักข้อ”
ฮองเฮาหัวเราะหึในลำคออย่างเย้ยหยันดวงตาคมกริบหลุบต่ำ มือเรียวที่ประดับแหวนหยกแก้วบีบผ้ารองตักจนผ้ายับย่น “แต่ไหนแต่ไรมาไทเฮาไม่โปรดสตรีชั้นล่างแต่นี่คืออะไร แล้วฮ่องเต้ที่ไม่เคยโปรดวังหลังมาก่อนข้าเคยคิดว่าเขาจะตายด้านไปแล้วเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะมีหญิงสาวที่ทำให้เขายอมเสด็จตำหนักฟู่ตงถึงสองครั้ง”
แม่นมหวังถลึงตารีบกระซิบเตือนเสียงร้อนรน “ฮองเฮาเพคะระวังคำพูดหน่อยเถิด จะเอ่ยถึงฝ่าบาทเช่นนั้น แม้ไม่มีผู้อื่นแต่เรื่องนี้ควรระวังไว้บ้าง”
หญิงสูงศักดิ์แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์“ทำไมจะพูดไม่ได้เขาไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา ไม่ว่าจะก่อนครองบัลลังก์หรือแม้แต่ตอนนี้”
นางเงยหน้าขึ้นสีหน้าซ่อนแรงสะเทือนใจไว้ไม่มิด “เขายอมแต่งกับสกุลจี้ก็เพียงเพื่อให้ได้แรงหนุนเพื่อขึ้นครองราชย์หลังสวมมงกุฎก็ยิ่งหักหาญน้ำใจ ยกอนุขึ้นเป็นสนม ให้กำเนิดธิดาก่อนใครกับซูผินทั้งต่อมาก็ให้ชายารองอย่างเหลียงเฟยให้กำเนิดโอรสอีกคน” กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงฮองเฮาสั่นเล็กน้อยดวงตาคู่งามเริ่มรื้นน้ำตา “ข้าที่อดทนมาถึงวันนี้เพราะเขาไม่เคยมีหัวใจไม่มีความรู้สึก ไม่มีความรัก หรือแม้แต่อ้อมแขนอันอบอุ่นอย่างสามีภรรยา ข้าก็ไม่เคยได้รับ”
แม่นมหวังรีบเข้ามาซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี“ฮองเฮาเพคะอย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นกังวลจนกระทบพระวรกาย ทรงยังมีตำแหน่งเป็นที่เคารพหม่อมฉันเชื่อว่าเหอผินก็แค่เรื่องแปลกใหม่เท่านั้น”
จี้ฮองเฮาส่ายหน้าเบาๆพลางปัดมือแม่นมที่ช่วยซับน้ำตาออกอย่างแผ่วเบา แต่เต็มด้วยความเหนื่อยหน่าย “แต่เขาไม่เคยโปรดปรานใคร ไม่เคยมีครั้งที่สองตอนเขาอยากมีทายาทเขาก็ใช้โอสถนั่น..” เสียงนางแผ่วลงราวลมลูบผิวบัว “ยาบุปผชีพ”
ยาที่นางเอ่ยนั้นแฝงพลังอำนาจเหนือชีวิตเป็นโอสถลับที่หากใครได้รับเพียงเม็ดเดียวแล้วร่วมสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็สามารถตั้งครรภ์ได้
“เขาใช้ยานั้นกับซูผิน..แต่ได้ธิดาจึงต้องใช้กับเหลียงเฟยกับเต๋อเฟยอีกครั้ง เต๋อเฟย..ครรภ์อ่อนแอไม่อาจตั้งครรภ์จนสุดท้ายเหลียงเฟยจึงให้กำเนิดองค์ชายแต่กลับไม่เคยคิดแม้จะมอบโอกาสให้ข้าสักครั้ง” นางส่ายศีรษะเบาๆดวงตาว่างเปล่าจนน่ากลัว
“บางทีเพราะเขาไม่โปรดปรานใครเลยแบบนี้ทำให้ข้าไม่เจ็บจนตายไปก่อนหรือเพราะแบบนี้ข้าจึงไม่ได้รับความอ่อนโยนจากคนใจหินเช่นกัน” ฮองเฮาเหม่อลอยมองมวลผกาด้านนอก “ข้าอยากรู้เสียจริง..ว่าเหอผินจะเป็นอย่างไร?”
ค่ำวันเดียวกันที่ตำหนักเฉียนชิงแสงโคมไฟสาดส่องเบาบนผ้าทอภาพมังกรที่แขวนอยู่ผนังตะวันตก กลิ่นหมึกจางลอยในอากาศเมื่อบานประตูไม้ฉลุลายถูกผลักเปิดอย่างนุ่มนวล จี้ฮองเฮาเข้ามาอย่างเงียบงันทว่าไม่อ้อมค้อมหลังได้รับอนุญาตให้เข้ามา
กวงเหิงฮ่องเต้ที่กำลังเขียนตอบฎีกาอยู่พู่กันในมือยังคงจุ่มหมึก สัมผัสจังหวะบนกระดาษหยาบอย่างเชื่องช้า “มีเหตุอันใด?” พระสุรเสียงเยือกเย็นเอ่ยโดยไม่เงยพระพักตร์ขึ้น
“หม่อมฉันเป็นฮองเฮานะเพคะ” นางตอบกลับเสียงเรียบ “จะมาพบฝ่าบาทก็ไม่ได้เสียแล้วหรือ? หรือว่าบัดนี้..ตำหนักเฉียนชิงจะมีที่ให้แค่เหอผิน?”
พู่กันในมือพระองค์หยุดชะงักก่อนจะวางลงเงียบๆ ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ สีหน้าเรียบเฉยดั่งภูผา “หากจะมาเอ่ยคำประชดประชันเช่นนี้กลับตำหนักเสียเถอะ เรามีราชกิจมาก”
หากแต่จี้ฮองเฮาไม่ขยับไปไหนสายตาทอดยาวไปที่ชายผู้เป็นเป้าหมายแห่งความหลงใหลทั้งใจของนาง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมีเพียงความเฉยชาและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี
เมื่อพระองค์เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นสายตานั้นของสตรีกลับเบือนพระเนตรลงอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกว่าครั้งก่อน “ก่อนพิธีสมรสเราบอกเจ้าชัดเจนแล้วมิใช่หรือ ว่าเรามีให้เจ้าเพียงตำแหน่ง และเจ้าก็ตกลง”
เสียงนั้นราวคมมีดกรีดซ้ำลงตรงกลางหัวใจที่สั่นไหวร่างบางเอนเอียงไปเล็กน้อย นางจำได้ดี..ว่าตอนนั้นนางพยักหน้าและรับปากเองแต่ลึกในใจก็หวังลมๆ แล้งๆ ว่าวันหนึ่งจะเปลี่ยนเขาได้แม้แต่แม่นมหวังยังไม่รู้ความลับนี้..ว่าเขาไม่เคยแตะต้องนางเลยสักคราแม้คืนเข้าหอนางเป็นเพียงใบไม้ที่อยู่ในช่อดอกเพื่อให้สวยพอที่จะวางบนแท่นบัลลังก์
สุดท้ายนางก็เอ่ยเสียงสะบั้นสะอื้น“ท่านช่างไร้หัวใจ..แต่ก็ดีไปอย่างเพราะเช่นนั้นจะได้ไม่มีใครครอบครองหัวใจท่านได้ ไม่ว่าจะซูผิน เหลียงเฟยหรือเต๋อเฟย ต่างก็เป็นเพียงบันไดให้ท่านเหยียบไปสู่ยอดบัลลังก์มังกร”
“และขอให้เหอผิน..ได้เป็นบันไดอีกขั้นของท่านหากแต่สุดท้ายจะถูกเหยียบให้เจ็บกว่าผู้อื่น” สิ้นคำนางใบหน้าเชิดขึ้นฟ้าแล้วหมุนตัวจากไปแม้ใบหน้างามจะไม่หลั่งน้ำตา แต่แผ่นหลังนั้นกลับต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่สั่นไหว
กวงเหิงฮ่องเต้มองสตรีที่ลับตาไปครู่เดียวไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียว หากแต่ในความคิดกลับสะท้อนวาจานางวนซ้ำไปมา “ท่านไร้หัวใจ..”
บางทีเขาอาจจะไม่มีหัวใจจริงๆเพราะตั้งแต่จำความได้ เขาไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองรักผู้ใดเลยสักครั้ง
กลางดึกอุทยานหลวงใต้เงาจันทร์บางรัตติกาลคลี่คลุมรั้ววังหลวงราวผืนแพรสีเทาลานอุทยานเบื้องหลังตำหนักเฉียนชิงเงียบสงัดมีเพียงเสียงแมลงยามดึกที่เจื้อยแจ้วเป็นจังหวะกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จออกจากตำหนักหลังสะสางราชกิจเสด็จอย่างเงียบเชียบตามเส้นทางที่พระองค์เคยคุ้น แม้นไม่มีประกาศเสด็จแต่ขันทีคนสนิทก็ตามติดอยู่ไม่ห่าง
พระองค์ก้าวเท้าช้าๆผ่านพุ่มไม้และแนวทางเดินหินกรวด ก่อนมาหยุดลงใต้ต้นอู๋ถงต้นหนึ่งเพราะนึกถึงเรื่องที่เกิดตรงนี้ เพราะนี่เป็นต้นเดียวกับที่พระองค์เคยเห็นเหอผินหยุดพูดคุยกับนกเมื่อหลายวันก่อนร่างสูงทอดสายตามองขึ้นสู่กิ่งก้าน ลมเบาๆ พัดไหวใบไม้ลู่เบียดกันน้อยๆแต่ในรังบนกิ่งนั้น..ว่างเปล่า ไม่มีนก ไม่มีเสียงไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตใด ๆ
พระองค์ขมวดคิ้ว“ดึกปานนี้แล้วนกพวกนี้ควรกลับรังไม่ใช่หรือ?” ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจคล้ายคลื่นใต้น้ำแล้วจู่ๆ พระองค์จึงเปลี่ยนทิศทางเสด็จมุ่งตรงไปยังตำหนักฟู่ตงเพราะคิดบางอย่างขึ้นมาได้
ตำหนักฟู่ตงยามค่ำคืนเงียบสงบมีเพียงแสงจากตะเกียงสองสามดวงที่ปลายระเบียงทอดเงาไหวบนพื้นกระเบื้อง
ครั้นถึงหน้าห้องของเหอผินครานี้กวงเหิงฮ่องเต้มิได้ผลักประตูอย่างกะทันหันเหมือนครั้งก่อน หากแต่ยกมือขึ้นค่อยๆดันบานประตูอย่างเบามือที่สุด ข้ารับใช้ด้านหลังมองอย่างสงสัยทว่ามิกล่าวคำใด
ประตูเปิดออกทีละน้อยจนกว้างพอให้คนหนึ่งลอดเข้าไปได้ร่างสูงสง่าสะบัดชายเสื้อคลุมยาวสีนิลเข้าด้านใน และออกคำสั่งเบาๆ “เจ้าเฝ้าอยู่ด้านนอกอย่าให้ใครเข้ามา”
เสียงปิดประตูดังเพียงแผ่วภายในห้องถูกแต่งอย่างเรียบง่าย โคมสามดวงให้แสงอบอุ่นอยู่มุมด้านหน้าทุกอย่างนิ่งสงบจนแทบไร้ลมหายใจ พระองค์ก้าวอย่างแผ่วเบาเข้าไปยังส่วนด้านใน แสงไฟสลัสส่องผ่านม่านบางของเตียงนอนเผยให้เห็นเงาคนหนึ่งบนฟูก
พระหัตถ์หนาแยกม่านเบาๆมองผ่านช่องที่พอให้เห็นด้านใน ภาพเบื้องหน้าทำให้พระเนตรสั่นไหวเล็กน้อยหญิงสาวผู้นั้นนอนขดตัวอยู่ริมสุดของขอบเตียงเหมือนแมวตัวหนึ่งในวันหนาวจัดร่างเล็กถูกผ้าห่มเพียงชั้นบางๆ คลุมไว้หลวม
แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตามิใช่นางหากแต่เป็นเหล่านกหลากชนิดที่นอนซุกตัวอยู่รอบตัวนาง นกกระจิบสีส้มอมน้ำตาลนกแซงแซว นกกระเรียนขาวตัวเล็ก นกกางเขนและแม้แต่นกคัดคู๋จากป่าหลวงต่างนอนหลับอยู่โดยไร้ซึ่งความตื่นตระหนกพวกมันบางตัวซุกอยู่ใต้แขนนาง บ้างแนบซุกเข้าผมนุ่มสลวยบางตัวเกาะบนผ้าม้วนที่กลิ้งอยู่กลางเตียง
“นางไปเอานกพวกนี้มาจากไหนกัน?” เสียงในใจดังขึ้นอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดค่อยๆ แทรกซึมในอกแล้วคำของเสด็จแม่ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด “นางเป็นปีศาจ..”
หากนี่คือความสามารถของปีศาจก็ดูจะไม่ได้น่าสะพรึงกลัวดั่งที่ถูกกล่าวขาน ชายหนุ่มค่อยๆ วางชายม่านลงแล้วหันหลังออกจากห้องราวกับไม่เคยย่างกายเข้ามา
เช้าวันถัดมาภายในตำหนักฟู่ตงเสี่ยวเฟินในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวฟ้ากำลังนั่งอยู่กลางลานตรงหน้าเต็มไปด้วยเมล็ดข้าวและผลไม้ที่ตัดไว้สำหรับเหล่านกทั้งหลาย
“นั่นน่ะอย่าแย่งกันเจ้าได้เม็ดใหญ่แล้ว อีกตัวรอหน่อย ฮื้อ ห้ามจิกกัน!” เสียงพูดกับนกของนางดังไปทั่วลาน
ครู่หนึ่งขันทีฝ่ายในก็เข้ามาแจ้งข่าว“เหอผินรับราชโองการ ฝ่าบาททรงมีพระกรุณาโปรดประทานของให้พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงนั้นทำให้หญิงสาวเบิกตาโตหันมาทางขันทีด้วยความประหลาดใจ “ของหรือ? อะไรหรือ?”
จากนั้นขันทีก็ผายมือให้นางเดินตามไปดูในห้องด้านในปรากฏเตียงไม้หอมขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกจัดวางใหม่แพรผ้าทอด้วยไหมลายดอกบัวประดับลูกปัดหยก กระบะผ้านวมผืนใหม่อีกสามพับพร้อมด้วยเครื่องใช้ที่จัดเต็มถาด
เสี่ยวเฟินยืนมองอย่างแปลกใจก่อนที่ริมฝีปากจะค่อยๆ คลี่ยิ้มจนเต็มใบหน้า นางหันไปมองกลุ่มนกที่เกาะอยู่บนขอบไม้ตรงริมหน้าต่างแล้วโบกมือเรียกอย่างตื่นเต้น “มาดูเร็วๆ! ที่นอนใหม่ขนาดใหญ่มากเลย!”
“คืนนี้พวกเจ้ามานอนกับข้าอีกได้นะพาเพื่อนมาด้วยก็ได้ ขยับหน่อยคงพออยู่กันหมด” แววตานางเปล่งประกายจนแม้แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างยังสู้ไม่ได้