นี้นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่ยูชิกได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ ในครั้งแรกของเขานั้นเกิดขึ้นที่สุสานดาบ มันเกิดขึ้นในตอนที่เขาต่อสู้กับลาซ์ส
‘ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในโลกความจริง ฉันคิดว่ามันคือสิ่งที่ Path of God จำลองและสมมุติมันขึ้นมาซะอีก แต่มันกลับมีอยู่จริงๆในโลกเนี้ยนะ’
ไม่นานบรรยากาศภายในโรงฝึกก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งแม้สิ่งที่ปรมาจารย์โจปลดปล่อยออกมาอาจจะไม่เท่ากับสิ่งที่ลาซ์สได้ทำในตอนนั้น แต่แค่นี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้ยูชิกไม่กล้าก้าวขาไปไหน เพราะในโลกใบนี้มันไม่มีเลเวลไม่สเตตัสมันเป็นโลกที่เขามีเพียงชีวิตเดียวและหากให้เทียบกับภายในเกมแล้วละก็ ในโลกแห่งนี้ตัวเขานั้นอ่อนแอ
ในตอนนี้ยูชิกนั้นอยู่ในสภาพที่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่ เหงื่อไคลไหลชโลมกายพร้อมกับลมหายใจที่ติดขัดอย่างไม่เป็นจังหวะราวกับเขาพึ่งจะวิ่งมาเป็นสิบๆกิโล ปรมาจารย์โจที่สังเกตเห็นอาการของยูชิกก็ยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นเพื่อเรียกสติของยูชิกกลับมาพร้อมๆกับแซวเขาเล่นเล็กน้อย
“ใจเย็นๆ นายควรจะควบคุมลมหายใจให้ดีกว่านี้นะ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่นายใช้เวลาฝึกมาเป็นปีๆเชียวนะ ฮะๆๆ”
“ก็อย่างที่นายเห็นว่ากระบวนท่าที่2ระหว่างของนายและของฉันมันแทบไม่ได้ต่างกันมากเท่าไรนัก”
‘ไม่ต่างงั้นหรือ?’
ลูชเริ่มสับสนอีกครั้งหลังจากที่ปรมาจารย์โจพูดขึ้นมาว่ากระบวนท่าที่2ของพวกเขานั้นแทบไม่ต่างกัน
‘แต่ไไม่ว่าจะดูยังไงมันก็โคตรจะต่างกันสุดๆไปเลยไม่ใช้หรือไงกัน’
ปรมาจารย์โจมองมาที่ยูชิกแล้วก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขายิ้มออกมาก่อนจะแนะนำยูชิกอีกครั้ง
“นายจะต้องแยกให้ออกนะระหว่างประสิทธิภาพกับรูปแบบของกระบวนท่า ถ้าจะให้ฉันอธิบายง่ายๆก็คือรูปแบบของกระบวนท่าที่ถูกใช้ออกมาของพวกเรานั้นแถบไม่ได้ต่างกันแล้ว แต่ในด้านประสิทธิภาพทางฉันยังคงเหนือกว่าอยู่มาก โดยที่ความต่างที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ที่ประสบการณ์ของฉันซะมากกว่า เพราะงั้นก็อย่างที่ชั้นบอกนายควรจะเริ่มฝึกกระบวนท่าถัดไปได้แล้วนะเพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรจะสอนอะไรให้นายเพิ่มเติมสำหรับกระบวนท่าที่2 เพราะส่วนใหญ่เหล่าศิษย์ที่เรียนไปก็มักจะนำมันไปฝึกฝนด้วยตัวเองหรือปรับแต่งให้เหมาะสมกับตัวเองซะมากกว่า”
“และมันคงจะดีกับนายมากกว่านะ หากนายจะนำกระบวนท่าที่2ไปฝึกฝนด้วยตัวเอง”
“ยกตัวอย่างเช่นกระบวนท่าที่1 มันเป็นกระบวนท่าง่ายๆที่เกิดจากการฟาดดาบไปข้างหน้าซึ่งเป็นพื้นฐานแรกของการใช้ดาบเลย และฉันเองก็ต้องขอยอมรับเลยว่าภายในสำนักเต่าดำแห่งนี้ไม่มีใครที่ใช้กระบวนท่าที่1ได้ดีเท่ากับนายอีกแล้ว”
“จงดู”
“เคล็ดวิชาดาบสำนักเต่าดำ กระบวนท่าที่1 เต่าคะนอง”
บรรยากาศรอบข้างเริ่มกดดันขึ้นอีกครั้ง ปรมาจารย์โจกำลังยืนอยู่ในท่าพื้นฐานของการฝึกฟาดดาบและทันใดนั้น
ฝุบ~ ฝุบฝุบฝุบ
‘เป็นแบบนี้นี่เอง’
คมดาบภายในมือของเขาก็ถูกแยกออกมาเป็นเจ็ดสายพร้อมกับฟาดลงไปข้างหน้าอย่างดุดัน แต่ในคราวนี้มันกลับเริ่มทำให้ยูชิกเข้าใจอย่างเด็นชัดในสิ่งที่ปรมาจารย์โจต้องการจะสื่อกับเขา
“นายได้เห็นแล้วใช้ไหม นี้คือจำนวนคมดาบสูงที่สุดที่ฉันสามารถแยกออกมาได้ และหากให้แทบกันที่ประสิทธิภาพอีกครั้งฉันก็ยังคิดว่ากระบวนท่าที่1ของฉันยังคงเหนือกว่าของนายอยู่มาก แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือรูปแบบที่พวกเราใช้ออกมา จากครั้งที่แล้วที่นายได้ใช้กระบวนท่าที่1ให้ฉันได้ดูนายสามารถแยกคมดาบออกมาได้ถึง8สายด้วยกัน เพราะชะนั้นฉันกล้ารับประกันได้เลยว่าไม่มีใครในโรงฝึกนี้ที่ใช้กระบวนท่าที่1ได้ดีไปกว่านายอีกแล้ว และในส่วนของกระบวนท่าอื่นนายก็ควรจะนำมันไปฝึกฝนด้วยตัวเองและค่อยๆปรับให้มันเหมาะกับตัวเองให้มากที่สุดซะ”
ยูชิกเริ่มเข้าใจในหลักบางอย่างเกี่ยวกับการฝึกใช้เคล็ดวิชาดาบบางแล้ว เขาเริ่มตั้งใจฟังในสิ่งที่ปรมาจารย์โจกำลังอธิบายและก็เริ่มกวัดแกว่งดาบและฝึกกระบวนท่าที่2ไปพลางๆและไม่นานก่อนที่ยูชิกจะขอให้ปรมาจารย์โจช่วยสอนเคล็ดวิชาดาบถัดไป ประตูของโรงฝึกก็เปิดออกมาพร้อมกับสาวงามผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
“ปรามาจารย์โจ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะค่ะสวัสดีค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะค่ะที่หนูแถบไม่ได้มาที่โรงฝึกเลย พักหลังๆมานี้งานของหนูยุ่งมากเลยค่ะ”
หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน ราวกับจะทำให้คนที่ได้พบเห็นรอยยิ้มนี้ต้องได้กลิ่นของไอศครีม วานิลลา มันชั่งเป็นรอยยิ้มที่หวานซะไม่มี
“โอ้วว! นี้ฉันไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าเธอจะมาที่นี้ยูเฮ จะกินน้ำอะไรหน่อยมั้ยล่ะเดี่ยวฉันไปหยิบมาให้”
“ไม่รบกวนหรอกค่ะอาจารย์ หนูแค่แวะมาเยี่ยมและฝึกดาบเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”
“รบกวนอะไรกันล่ะ ฉันได้ยินมาจากลูกศิษย์ของเราที่เธอรับเขากิลด์มาแล้วนะ ว่าที่สำนักงานของเธอมีอุปกรณ์สำหรับการฝึกที่ครบครันกว่าที่นี้ซะอีก ฉันต่างหากที่ว่าจะขอไปรบกวนเธอลองใช้โรงฝึกนั้นดูซักครั้ง อีกอย่างโรงฝึกที่นี้ก็อยู่ใกล้ๆกับบริษัทของเธออยู่แล้วด้วยท่ามีเวลาฉันก็ว่าจะแวะไปเยี่ยมชมดูสักหน่อยเหมือนกัน”
“แน่นอนค่ะ หนูยินดีต้อนรับอาจารย์เสมอค่ะ อาจารย์สามารถแวะชมที่บริษัทได้ทุกเมื่ออยู่แล้วเพราะยังไงหนูก็ยังคงต้องรบกวนเด็กๆและศิษย์พี่ในสำนักอยู่บ่อยๆด้วย”
ลูชยืนฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่ห่างๆด้วยใบหน้าที่เริ่มคล้ายกับปลาตาย ความรู้สึกจืดจางเริ่มแทรกเข้ามาทีละนิด
‘นี้ทั้งสองคนคงไม่ได้ลืมเราไปแล้วหรอกนะ’
“รบกวนอะไรกันไอพวกนั้นมันก็ได้ค่าตอบแทนอยู่ไม่ใช้หรือไง ฮ่าฮ่าๆ! ฉันล่ะต้องขอบคุณแทนไอพวกนั้นมันจริงๆที่เธอยอมรับไอพวกไม่ได้ความแบบนั้นเข้าทำงานแถมยังช่วยในการโปรโมทโรงฝึกให้อีกด้วย ฮ่าๆๆ!!”
“เอาล่ะๆ เราก็คุยมาสักพักแล้วฉันไม่กวนแล้ว เชิญตามสบายเลยนะ แต่ถ้าอยากได้น้ำอะไรก็บอกได้นะเดี่ยวฉันจะให้ยูชิกไปหยิบมาให้”
“น้ำส้มค่ะ”
‘เฮ้ๆ!!! นี้เธอไม่เปลี่ยนใจเร็วไปหน่อยรึไงฟ่ะ แล้วไอท่าทีที่ตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดนั้นมันอะไรกัน’
แสยะ
ยูเฮยิ้มออกมาที่มุมปากอย่างมีความสุข เพราะอย่างน้อยๆหนึ่งในความสุขของเธอก็คือการได้แกล้งยูชิกเล่นเป็นบางครั้งบางครา
‘บ้าเอ้ย!! นี้ตูไม่ได้อยู่ที่บ้านนะเฟ้ย แล้วไงตูจะต้องมาคอยดูแลคนอื่นด้วยฟะ’
ยูชิกทำได้เพียงคิดอยู่ในใจเท่านั้น เขาแถบจะไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธเลยด้วยซ้ำไป ก่อนที่เขาจะเดินไปหยิบน้ำส้มออกมาให้ยูเฮอย่างว่าง่าย
‘เฮอ~ อย่างน้อยๆพวกเขาทั้งสองก็ยังไม่ได้ลืมเรื่องของเราละนะ’
“โอ้วจริงด้วยสิยูชิก นายอยากเรียนกระบวนท่าที่2อยู่ใช้มั้ยทำไมไม่ให้ยูเฮเป็นคนสาธิตให้ดูเลยละ ถึงเห็นอย่างนี้แต่ยูเฮก็เชียวชาญในกระบวนท่าที่2พอสมควรเลยนะ”
“ให้เธอเป็นคนสาธิตให้ดูงั้นหรือ?”
ยูชิกเริ่มหันไปมองทางด้านยูเฮอย่างลังเล ถึงเขาจะไม่ค่อยชอบเวลาเธอแกล้งเขาก็เถอะ แต่ก็ปฏิเศษไม่ได้ว่าเขาเองก็ต้องการเรียนรู้กระบวนท่าที่2มากกว่านี้อีกสักหน่อย
อึก~
ยูชิกเริ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเอ่ยปากขอให้ยูเฮเป็นคนช่วยสาธิตกระบวนท่าที่2ให้เขาได้เห็น
ยูเฮเองก็มองไปทางด้านของยูชิกเช่นกันเธอยังคงยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับพูดแซวขึ้นมาเล็กน้อย
“อะไรนายไม่อยากเรียนรู้จากฉันงั้นหรือ?”
“....”
“ไม่อย่างสินะ”
“ดะ-เดี่ยวก่อน!!”
ยูชิกรวบรวมความกล้าพร้อมกับพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“หืม?”
“ชะ-ช่วยสาธิตให้ดูหน่อย”
“อะไรน่ะฉันไม่คอยได้ยินเลย พอดีฉันมักจะหูไม่ค่อยดูเวลามีคนพูดกับฉันแบบห่วนๆน่ะ”
‘ยัยนี่!!’
“ชะ-ช่วยสาธิตกระบวนท่าที่2ให้ฉันดูหน่อย”
“ไม่มีหางเสียงเลยนะ ฮิฮิ~”
“ช่วยสาธิตกระบวนท่าที่2ให้ผมดูหน่อยนะ ครับ!!”
“ฮะๆ ก็ได้ๆ เดียวฉันจะสาธิตให้นายดูเอง แต่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นน่ะ”
“ตกลง”
“ตกลงอะไรของนาย จังหวะนี้มันต้องพูดว่าขอบคุณครับไม่ใช้หรือไง”
กรอด~
“ขอบคุณครับ”
ยูชิกต้องยอมอดทนและกัดฟันพูดออกมาทั้งน้ำตา ส่วนทางด้านของยูเฮที่เห็นยูชิกยอมศิโรราบแต่โดยดีจึงเดินไปหยิบดาบฝึกขึ้นมาก่อนที่เธอจะเริ่มแสดงเคล็ดวิชาที่2ออกมา ทวงท่าในการใช้งานของเธอนั้นค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากปรมาจารย์โจกับยูชิกอยู่มาก
“เคล็ดวิชาดาบสำนักเต่าดำ กระบวนท่าที่2 คลื่นทมิฬ”
ด้วยท่วงท่าอันงดงามดาบของเธอนั้นถูกเหวี่ยงไปจากฝั่งซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็วและงดงาม เธอทำการเหวี่ยงดาบออกมาเป็นมุม 350 องศา โดยที่ไม่มีการบิดลำตัวเลยแม้แต่น้อย ในทันทีที่ดาบถูกเวี่ยงออกไปพลันปรากฏรัศมีดาบอันงดงามขึ้นถึงสี่เส้นกระจัดกระจายออกไปเป็นรูปวงกลม มันงดงามราวกับดาวเคราะห์ในอวกาศเลยก็ว่าได้ ชั่งแตกต่างจากสิ่งที่ปรมาจารย์โจได้แสดงออกมาก่อนนี้อย่างสิ้นเชิง คมดาบของปรมาจารย์โจนั้นบ่งบอกถึงอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในทางกลับกันดาบของยูเฮนั้นไม่ใช้ มันคล้ายกับกลุ่มดาวที่คอยเรียกให้เขาวิ่งเข้าไปหาซะมากกว่าจะต้องหลบหนี
ไม่นานหลังเสร็จจากการสาธิตดาบในมือของยูเฮก็พลันเกิดเสียงแปลกๆขึ้นมา
แปล็ก~ ปริก~
ดาบฝึกในมือของงยูเฮเริ่มเกิดรอยร้าวและปริแตกออกมาเลื่อยๆ และไม่นานเกินรอดาบในมือของเธอก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ไม่ต่างจากคำพูดในอดีตที่กล่าวไว้ว่าความงามมักมาคู่กับความอันตรายอย่างแท้จริง
ยูชิกทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ก่อนที่เขาจะเรียกสติกลับมาและเริ่มฝึกอีกครั้งโดยไม่พูดคุยกับใครเลยตลอดการฝึก
***
หลังจากช่วงเช้าอันวุ่นวาย ชายหนุ่มก็กลับมาที่บ้านอีกครั้งด้วยสภาพเหนือยหอบ เขาเองก็ต้องการพักผ่อนสักระยะเหมือนกันแต่เวลาสำหรับค่าประสบการณ์2เท่าก็มีอย่างจำกัดเช่นกัน และภายในโลกนั้นเวลาก็ยังต่างกันถึง3เท่าเขาจึงไม่อาจจะปล่อยให้เวลาหมดลงไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้อีก
“เอาล่ะมาลองกันสักตั้ง ล็อกอิน”
************************************************************
[จากนักเขียน] Path of god เส้นทางของพระเจ้า
สามารถติดตามผลงานได้
ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 20.00น.