เสียงกลไกหินโบราณเคลื่อนที่ดังสนั่นหวั่นไหว ประตูศิลาขนาดใหญ่ที่สลักรูปพยัคฆ์แยกเขี้ยวค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเส้นทางมืดมิดที่แฝงไปด้วยไอสังหารรุนแรง 'เขตอาคมพยัคฆ์กักขัง' สถานที่ที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังไม่กล้าส่องสว่างเข้าไปถึง
มู่หย่งก้าวเข้าไปด้านในอย่างสงบ ทิ้งหลังที่มั่นคงไว้ให้สายตาหลายร้อยคู่มองตามด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน ทันทีที่ร่างของเขาหายลับเข้าไปในความมืด ประตูศิลาก็ปิดฉากลงพร้อมกับนาฬิกาทรายและธูปหนึ่งดอกที่ถูกจุดขึ้นที่หน้าประตู
ณ ลานรับรองหน้าเขตอาคม
บรรยากาศภายนอกดูเหมือนจะสงบ แต่ความจริงกลับร้อนระอุยิ่งกว่าในเตาหลอม หนิงจูเชว่นั่งพิงเก้าอี้ไม้ชิงชันอย่างสบายอารมณ์ นางหยิบถุงน่องไก่ทอดที่อาโกวแอบไป "หยิบ" มาจากครัวใหญ่ของตระกูลมู่ขึ้นมาแทะอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร
"นังเด็กไร้การศึกษา!" ฮูหยินเอกจางลี่ที่นั่งอยู่ไม่ไกล เห็นกิริยาของหนิงจูเชว่แล้วถึงกับเส้นเืที่ขมับปูดโปน "ที่นี่คือจวนตระกูลมู่ ไม่ใช่ตลาดสดต่ำต้อย กิริยาสถุลพรรค์นี้เ้ากล้าทำต่อหน้าท่านประมุขและผู้าุโใหญ่รึ!"
หนิงจูเชว่เหลือบตามองฮูหยินเอก พลางดูดนิ้วที่เปื้อนน้ำมันอย่างเชื่องช้า "อ้าว... ข้าก็นึกว่าพวกท่านเตรียมอาหารไว้รับรองแขกเสียอีก หรือว่าตระกูลมู่ผู้ยิ่งใหญ่ยากจนขนาดที่แขกกินไก่สักน่องต้องมานั่งด่า? มู่หย่งเคยบอกข้าว่าตระกูลเขารวยมาก สงสัยเขาจะหลอกข้าเสียแล้วล่ะมั้ง"
"เ้า!" ฮูหยินเอกตบโต๊ะดังปัง "เ้าเป็ใครมาจากไหนกันแน่ สำนักหงส์เพลิงอะไรนั่น ข้าส่งคนไปตรวจสอบแล้ว ไม่มีอยู่ในทำเนียบสำนักของอาณาจักรชิงซานด้วยซ้ำ เ้ามันก็แค่พวกต้มตุ๋นที่หลอกใช้มู่หย่งเพื่อหาทางเข้าหาตระกูลเรา!"
หนิงจูเชว่หัวเราะเบาๆ "ไม่มีในทำเนียบรึ? แหม... ก็สำนักข้าไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อส่งชื่อไปขอใบอนุญาตจากพวกขยะนี่นา ส่วนเื่หลอกใช้มู่หย่ง... ข้าว่าท่านเข้าใจผิดไปนิดนะ ข้าน่ะ 'ลงทุน' ในตัวเขาต่างหาก ส่วนท่าน... 'ลงทุน' ในตัวมู่เฉิงไปเท่าไหร่แล้วล่ะ? ดูทรงแล้วน่าจะขาดทุนยับเยินนะ แสงเจ็ดฟุตเมื่อกี้... ข้าขำจนเกือบสำลักไก่แน่ะ"
มู่เฉิงที่ยืนอยู่ข้างมารดาหน้าดำเขียว "เ้าอย่าอวดดีนัก! มู่หย่งไม่มีทางรอดออกมาจากเขตอาคมพยัคฆ์กักขังได้แน่ ภายในนั้นมีทั้งสัตว์อสูรพยัคฆ์ศิลาขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นสูง และค่ายกลสังหารที่บรรพชนวางไว้ ป่านนี้มันคงถูกฉีกเป็ชิ้นๆ ไปแล้ว!"
ภายในเขตอาคม: พยัคฆ์ศิลาล่าเหยื่อ
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกับหินดังสนั่น มู่หย่งเอี้ยวตัวหลบกรงเล็บหินขนาดมหึมาที่ตะปบลงมาตรงจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่จนพื้นหินแตกกระจาย เบื้องหน้าของเขาคือ พยัคฆ์ศิลาคลั่ง สัตว์อสูรที่ร่างกายทำจากหินอาคม มีพลังอยู่ใน ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นสูง
มู่หย่งสูดลมหายใจเข้าลึก มือขวาของเขากระชับกระบี่สั้นที่แฝงปราณสีแดงส้ม "ปราณเคลือบอาวุธ!"
วูบ! ปราณสีชาดไหลเวียนไปตามตัวกระบี่จนส่องสว่าง มู่หย่งพุ่งตัวออกไปราวกับลูกศร แทนที่จะเล็งที่ลำตัวซึ่งหนาแน่นด้วยหิน เขาเลือกใช้ปราณไม้ที่แฝงความร้อนแทงเข้าที่ข้อต่อขาของพยัคฆ์ศิลา
ฉัวะ!
ความร้อนที่แฝงอยู่ะเิออกทันทีที่ััเป้าหมาย หินที่แข็งแกร่งกลับแตกร้าวเพราะความร้อนที่พุ่งเข้าไปขยายตัวภายใน พยัคฆ์ศิลาร้องคำรามด้วยความเ็ป แต่มันไม่หยุดเพียงแค่นั้น ปราณพยัคฆ์สีเทาจากค่ายกลรอบด้านพุ่งเข้ามาเสริมพลังให้มัน จนขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว!
มู่หย่งล้วงเอาขวดแก้วใบจิ๋วที่เก็บไว้อย่างดีออกมา ภายในมีหยดโลหิตสีแดงทองที่ส่องประกายวูบวาบ—มันคือเืของหนิงจูเชว่ที่นางแบ่งให้เขาไว้ใช้ในยามคับขัน
เขาสะบัดหยดเืลงบนยันต์กระดาษอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่ายปราณควบคุม "อักขระโลหิต : พลีชีพเพลิงอสูร!" (หนิงจูเชว่สอนยันต์มาบางบท)
ภายนอก: การเดิมพันที่เริ่มสั่นคลอน
"หนึ่งในสี่ของดอกธูปผ่านไปแล้ว" ผู้าุโใหญ่มู่เป่ย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า "ยังไม่มีสัญญาณความเคลื่อนไหวจากภายใน มู่หย่งคงสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว"
"ผู้าุโใหญ่ ท่านนับธูปแม่นจังเลยนะ" หนิงจูเชว่พูดแทรกขึ้นมาพลางสะบัดพัดปัดลมใส่ตัวเอง "ว่างๆ ไปรับจ้างนับธูปตามวัดน่าจะรุ่งกว่ามานั่งเฝ้าหน้าประตูนี่นะ"
"เ้า!" ผู้าุโใหญ่ตวัดสายตาด้วยพลังจิตัั กดข่มใส่หนิงจูเชว่ "นังเด็กสามหาว! หากมู่หย่งตายในนั้น เ้าและคนของเ้าจะต้องถูกฝังไปพร้อมกับมัน!"
พรึ่บ!
ทันใดนั้น เปลวไฟสีชาดอ่อนๆ ปะทุขึ้นรอบตัวหนิงจูเชว่ สลายแรงกดดันของขอบเขตทะเลิญญาไปอย่างง่ายดายราวกับควันไฟถูกลมพัด นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่ขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็อำนาจสะกดข่มที่ทำให้ผู้าุโใหญ่ถึงกับใจสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ
"ฝังข้า? ท่านมีปัญญาหาหลุมที่ใหญ่พอจะฝังความแค้นของข้าได้รึเปล่าเชียว?" หนิงจูเชว่ก้าวเข้าไปหาผู้าุโใหญ่ "ท่านประมุขมู่... ท่านไม่อยากรู้บ้างรึว่าทำไมเมียเอกของท่านถึงร้อนรนนักที่มู่หย่งกลับมา? หรือว่าความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ห้องลับของแม่มู่หย่ง... มันน่ากลัวกว่าพยัคฆ์ในเขตอาคม?"
มู่เทียนไห่ที่นั่งนิ่งมาตลอด ถึงกับดวงตาเบิกกว้าง "เ้าพูดเื่อะไร!"
ฮูหยินเอกหน้าซีดเผือด "อย่าไปฟังมันท่านพี่! มันพูดจาเหลวไหล!"
ภายในเขตอาคม: จุดกำเนิดแห่งความลับ
มู่หย่งฝ่าฟันค่ายกลสังหารจนมาถึงใจกลางของเขตอาคม ที่นั่นมีรูปปั้นสตรีที่ดูงดงามแต่เศร้าสร้อยและที่หน้าอกมี ศิลาบันทึกิญญา สีม่วงเข้มฝังอยู่
ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบศิลา พยัคฆ์ศิลาขนาดั์สามตัวที่มีพลังกึ่งขอบเขตทะเลิญญาก็พุ่งออกมาขวางหน้า
มู่หย่งไม่รอช้า เขาใช้นิ้วแตะโลหิตเทวะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด วาดลงบนฝ่ามือเพื่อใช้เป็สื่อกลางในการะเิปราณทั้งหมด "อักขระโลหิต : ะเิอัคคีสังหาร!"
บึ้มมมมมม!
พลังทำลายล้างจากอักขระที่ใช้เืของจักรพรรดินีหงส์เป็ตัวขับเคลื่อนนั้นรุนแรงเกินกว่าที่พยัคฆ์ศิลาจะทานทน เปลวไฟสีแดงทองพุ่งวาบออกไปแผดเผาอาคมศิลาจนสลายกลายเป็ฝุ่นผงในพริบตา มู่หย่งคว้าศิลาบันทึกิญญามาไว้ในมือ ทันใดนั้น ความทรงจำชุดหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่สมองของเขา
ภาพของแม่ที่ถูกลอบวางยาพิษ... ภาพของฮูหยินเอกที่สั่งการฆ่าปิดปากหญิงรับใช้ที่รู้เห็น... และภาพของประมุขมู่เทียนไห่ที่แสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับตระกูลจาง
"นี่หรือ... ครอบครัวที่ข้าเคยโหยหา" มู่หย่งคำรามด้วยความแค้น
ภายนอก: วินาทีสุดท้ายของดอกธูป
ธูปดอกสุดท้ายเหลือเพียงเิเเดียว ฮูหยินเอกจางลี่เริ่มยิ้มกว้าง "จบสิ้นเสียที! มู่หย่งตายแล้ว! ผู้าุโใหญ่ สั่งคนให้เข้าไปเก็บศพมันออกมา... แล้วลากนังเด็กนี่ไปปะา!"
"ใครจะตายนะ?" เสียงเย็นๆ ของหนิงจูเชว่ดังขึ้น
ตูม!!!
ประตูศิลาพยัคฆ์กักขังะเิกระจุยกระจาย คลื่นความร้อนพุ่งทะลักออกมา ร่างของมู่หย่งก้าวออกมาจากเปลวเพลิง ในมือถือศิลาบันทึกิญญาที่เปล่งแสงสีม่วงนวล
เขามองตรงไปที่ฮูหยินเอกด้วยสายตาที่เ็าจนถึงกระดูก "ฮูหยินเอก... ท่านจำศิลาก้อนนี้ได้ไหม? ศิลาที่ท่านคิดว่าทำลายไปพร้อมกับชีวิตแม่ของข้าแล้ว!"
ความเงียบเข้าปกคลุมจวนตระกูลมู่ทันที ฮูหยินเอกทรุดลงกับพื้นด้วยความใ มู่เทียนไห่ลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นสะท้าน "หย่งเอ๋อ... นั่นมัน..."
หนิงจูเชว่เดินเข้าไปตบไหล่มู่หย่งเบาๆ พลางหันไปมองเหล่าผู้าุโที่ตอนนี้ยืนบื้อเหมือนหิน "เอาล่ะ... ละครฉากแรกจบแล้ว ฉากต่อไป... คือการ 'ทำความสะอาด' บ้านใหม่ของเ้าล่ะนะ ประมุขมู่หย่ง"