ตอนที่ 173 เสียงตบมือมันน่ากลัว
เพชฌฆาตสูดลมหายใจเข้าลึก มุมปากของเขากระตุกเป็นช่วง ๆ ซากของสัตว์อสูรตัวนี้ทำให้เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดนิทานจึงตบมือมาตลอดทาง
การตบมือของนิทานคือการควบรวมพลังสำหรับใช้ท่าที่เขาคิดขึ้นขึ้นมาไม่นานมานี้ เป็นท่าที่มุ่งเน้นการโจมตีและจับกุม และเขาพึ่งจะช่วยนิทานฝึกท่านี้เมื่อไม่นานมานี้
ประสานหัตถ์
ยามนิทานใช้ท่านี้เมื่อตอนนั้น นิทานจะตั้งท่าสองมือเหนืออกเสมอ ราวกับเป็นท่าเพื่อเพิ่มสมาธิให้กำหนดพลังได้ง่ายขึ้น ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายให้คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าตอนนั้นนิทานยังมีท่าทีค่อย ๆ ประสานมือช้า ๆ อยู่
ตอนนี้ใช้เป็นตบมือ? หมายความว่าเขาควบคุมพลังได้คล่องขึ้นมากจนไม่ต้องค่อย ๆ ประสานมือแล้วเหรอ ใช้พลังบีบเป้าหมายในรวดเดียวตามการตบได้เลย? เพชฌฆาตรู้สึกขนลุก ชายตรงหน้าเขาคนนี้พึ่งคิดขึ้นท่านี้ขึ้นมาได้ไม่นาน หากยามนี้เขาสามารถใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญถึงขนาดนี้แล้ว
แล้วก่อนหน้านี้ยังต้องเห็นเป้าหมายอยู่เลย ระยะก็ดูจะไม่ไกลมากด้วย แต่ตอนนี้เขาไล่จัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทที่อยู่รอบ ๆ พวกเรามาตลอดทางเลยเหรอ
จัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทจากระยะไกลได้ด้วยการตบมือครั้งเดียว… เพชฌฆาตเป่าปาก เขารู้สึกว่าตนโชคดีเหลือเกินที่นิทานอยู่ฝั่งเดียวกันกับตน หากเป็นตอนนี้เขาไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าตนจะต่อต้านท่าประสานหัตถ์ที่พัฒนาทั้งความแม่นยำ ความเร็ว ระยะ และพลังขึ้นมาถึงขั้นนี้ได้
เมื่อเห็นว่าเพชฌฆาตไม่คิดจะพูดอะไร นิทานจึงต้องเป็นคนที่เรียกสมาชิกกลุ่มให้คลายการระวังตัวลง
“ฝีมือผมเองครับ ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอกก่อน พอดีต้องใช้สมาธิจัดการกับแต่ละตัวน่ะครับเลยไม่ค่อยได้ฟังพวกคุณคุยกันนัก” นิทานยิ้มแหย ๆ กล่าวขอโทษ เขารู้ตัวว่าครั้งนี้ตนทำผิดจริง ๆ เขามัวแต่ตั้งสมาธิใช้ท่าประสานหัตถ์จัดการกับสัตว์อสูรที่ดูเป็นภัยจากไกล ๆ ก่อนที่พวกมันจะเข้ามาใกล้จนไม่ได้บอกกล่าวอะไรแก่สมาชิกเลย พวกเขาจะกังวลก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว
“ครับ?” โฮโจส่งเสียงถามขึ้น พวกเขาทั้งหมดยังคงอยู่ในท่าทีพร้อมต่อสู้เสมอ อิซึมิจับหอกมั่น สายตาและระยะทำการครอบคลุมทางแยกสามทางทางด้านหน้า โฮโจและเลโอทางด้านหลังต่างกุมอาวุธของตนไว้แน่น
“ผมหมายถึง ไม่มีอะไรอันตรายแถวนี้หรอกครับ ผมนี่แหละครับคนจัดการสัตว์อสูรตัวนี้” นิทานชี้นิ้วมาที่ตนเองพลางกระดกโอสถฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณอีกขวดหนึ่ง
นิทานให้คีตารับหน้าที่ตรวจจับรอบ ๆ เมื่อมันเจอสัตว์อสูรที่อาจเป็นภัยมันก็จับจ้องเป้าหมายและส่งภาพและตำแหน่งไปให้นิทาน หลังจากนั้นมันจะใช้จางหายกับร่างตัวเองเพื่อบดบังรัศมีพลังป้องกันการที่สัตว์อสูรเหล่านั้นอาจตรวจจับได้ แล้วจึงเลือกไล่ตามสักเป้าหมายหนึ่งเพื่อเสริมพลัง หลังจากนั้นจึงส่งพลังไปให้นิทาน
หน้าที่ของเขามีเพียงตั้งสมาธิเพื่อจับจ้องเป้าหมายและใช้ประสานหัตถ์ก็เท่านั้น ครั้งแรก ๆ ออกจะไม่ชินอยู่บ้างเพราะระยะที่ห่างและสัตว์อสูรเหล่านั้นก็ไม่อ่อนแอเลย แต่หลัง ๆ มานี้เขาก็เริ่มคล่องขึ้นเรื่อย ๆ
ระยะทางสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย จะใกล้จะไกลเขาก็เป็นศูนย์กลางอยู่ดี ไม่จำเป็นว่าต้องใกล้จึงจะดูดหรือผลักแรงเสียหน่อย เขาต้องการเพียงพลังจิตวิญญาณที่มากกว่าปกติเท่านั้น การประสานหัตถ์ระยะไกลเป็นการฝึกที่ดีสำหรับนิทาน ทั้งต้องควบคุมพลังจิตวิญญาณให้แม่นยำ กะระดับพลังให้เหมาะสม แถมยังฝึกสมาธิได้ดีมาก หลายชั่วโมงมานี้เขาจึงมุ่งแต่กับการใช้ประสานหัตถ์ระยะไกลไล่จัดการสัตว์อสูรรอบ ๆ เกิดเป็นการที่เขาอยู่ ๆ ก็ตบมือระหว่างเดินทาง และเพราะการกินพลังจิตวิญญาณที่มาก เขาจึงต้องคอยดื่มโอสถเพื่อเติมพลังจิตวิญญาณเช่นนี้
“คะ?” คราวนี้เป็นเลโอที่ไม่เข้าใจ เธอยังมีท่าทีงง ๆ แม้ว่านิทานจะบอกแล้วว่าเป็นฝีมือเขาเอง มือของเธอยังคงเรืองแสงพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา
อิซึมิและฟาง หมิงที่ตั้งท่าพร้อมเหลือบหันมามองน้อย ๆ อย่างมึนงง
“เดียวผมสาธิตให้ดูดีกว่าครับ” นิทานพูดขึ้น พร้อมกับกวักมือเรียกสมาชิกให้เดินตามมา
“ออกนอกเส้นทางนิดหน่อยนะครับ ทางขวาจะมีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทอยู่” นิทานก้าวเดินนำ พาสมาชิกทั้งหมดเดินออกนอกเส้นทางมาทางขวาเล็กน้อยจากที่ตามข้อมูลคือต้องเดินตรงไป
“รูปแบบของเขาวงกตที่นี่ค่อนข้างแปลกตาทีเดียวครับ เรียกว่าไงดี เหมือนสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีหลายทางออกแทนที่จะเป็นทางออกเดียว ถ้าไม่ได้มีอุปสรรคอะไรเดินวน ๆ ไปยังไงก็ออกได้ครับ” นิทานพูดขึ้น เขาสังเกตลักษณะของเขาวงกตมาตลอดทาง ความผิดแปลกนี้ดูไม่เหมาะสมกับหน้าที่ของเขาวงกตที่สมควรเป็นการขวางผู้บุกรุกเลย
“ทางออกแต่ละแห่งอาจจะเชื่อมกับห้องต่าง ๆ ก็ได้ครับ ไม่ใช่เชื่อมถึงกันหมด” มีเพียงเพชฌฆาตที่ตอบนิทาน นอกเหนือจากนั้นทุกคนดูยังพยายามทำความเข้าใจคำพูดของนิทานอยู่
เพชฌฆาตไม่โทษพวกเขา ขนาดเขาเองที่รู้ว่านิทานใช้ท่าประสานหัตถ์ได้ยังตกตะลึงกับความเร็วในการพัฒนาของนิทาน
ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรกันมากนัก มีเพียงสายตาที่มองกันไปมาอย่างเลิ่กลั่กน้อย ๆ พวกเขากำลังสงสัยว่าชายหนุ่มอายุ 21ปีคนนี้ก่อนหน้านี้พูดอะไร เขากำลังบอกว่าที่สัตว์อสูรระดับนักสลักโทไม่ปรากฏมาให้เห็นเลยเพราะเขาจัดการพวกมันทั้งหมดตั้งแต่ไกล ๆ ก่อนพวกมันจะเข้ามาในระยะที่พวกเขารู้สึกได้?
นอกจากเพชฌฆาตแล้ว ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมาราวกับคิดว่าจริง ๆ แล้วนิทานเป็นสายของกลุ่มอื่นที่จะพาพวกเขาไปเจอกับดักหรือไม่
อิซึมิกะระยะทางที่เดินมา เขาคิดว่าพวกตนเดินทางจากจุดเก่าได้เกือบกิโลเมตรแล้ว ไกลเกินระยะสัมผัสของนักสลักเอกทั่ว ๆ ไปไม่รู้เท่าใด เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง นิทานก็หยุดลงในที่สุด
“ข้างหน้านั่นมีตัวที่ดูเหมือนตะขาบแต่มีงวงช้างอยู่ เห็นมั้ยครับ บนเพดาน” นิทานชี้ไปยังความมืดด้านหน้า ตลอดทางมานี้แสงในเขาวงกตนี้น้อยนิดเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาอาศัยใช้สมบัติเพื่อให้ความสว่างโดยไม่กังวลเรื่องล่อศัตรูเท่าใด
ทุกคนพยายามเพ่งสายตามองดู แต่ด้วยระยะราว 300เมตรและความมืดของเขาวงกตพวกเขาจึงไม่อาจเห็นได้ชัดนัก เลโอชูคทาของตนขึ้น สร้างลูกกลมแสงสว่างบริสุทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วจึงส่งมันลอยไปข้างหน้า
พวกเขาจึงได้เห็นสัตว์อสูรตัวที่นิทานว่า มันมีขนาดตัวกว่าสามเมตร ตัวไม่ยาวดั่งตะขาบทั่วไป หากกล้ามเนื้อของมันนั้นหนาและมีเกราะที่แข็งแกร่ง บริเวณส่วนหัวปรากฏงวงช้างที่ดูแปลกตา กลางลำตัวมีอักษรโบราณสองคำที่สามารถเห็นได้จาง ๆ
เมื่อลูกกลมแสงลอยมาทางมัน มันจึงหันหน้ามามองอย่างรวดเร็ว อิซึมิตั้งหอกของตนมั่น สัตว์อสูรตัวนั้นเห็นพวกเขาแล้ว มันต้องบุกจู่โจมเข้ามาแน่ ระยะ 300เมตรนี้สำหรับสัตว์อสูรระดับนักสลักโท ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็ประชิดตัวได้แล้ว
แปะ
เสียงตบมืออันแสนคุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขาไม่หันไปมองด้วยซ้ำว่าเป็นนิทานหรือไม่ที่เป็นคนตบมือเพราะภาพตรงหน้าพวกเขายามนี้ทำให้พวกเขาสมองหยุดทำงานไปชั่วครู่หนึ่ง
ตะขาบตัวนั้นถูกบางสิ่งบดขยี้จากทั้งสองด้าน กลายเป็นเศษเนื้อแหลกเหลวในพริบตาเดียว สภาพส่วนที่ยุ่ยก็กลายเป็นแผ่นน่าขยะแขยง แบบเดียวกันกับซากของสัตว์อสูรก่อนหน้าไม่มีผิดเพี้ยน
เปลือกแข็งและกล้ามเนื้อแกร่งของมันไม่อาจช่วยอะไรได้เลย ร่างของมันแตกกระจายออกก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามาด้วยซ้ำไป
“ก็ประมาณนี้ครับ” นิทานพูดขึ้น เรียกสายตาอึ้ง ๆ ทั้ง 4คู่ให้หันมามอง ส่วนเพชฌฆาตนั่นทำใจได้แล้ว
พวกเขาไม่รู้จะกล่าวอะไรดี ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นน่าเหลือเชื่อเกินไป สัตว์อสูรระดับนักสลักโทที่แข็งแกร่งนั้นเสียชีวิตลงง่ายดายเช่นนี้ แม้พวกเขาในนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้แต่ย่อมไม่ง่ายดายเช่นนี้ และแน่นอนว่าไม่ใช่จากระยะที่พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงนั้น
“งั้นที่ไม่มีตัวไหนโผล่มาเจอเราเลยก็..” โฮโจพูดเสียงสั่น ๆ
“ครับ ตายเรียบ” นิทานพยักหน้า คีตาทางด้านข้างเอียงคอมองสมาชิกอย่างมึนงง มันไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้ตกอกตกใจอะไรกัน ไม่มีศัตรูมาให้รำคาญก็ดีแล้วมิใช่หรือ
“เอ่อ..ขอบคุณค่ะ” ฟาง หมิงพูดขอบคุณออกไปโดยไม่รู้ตัว เธอคิดว่าอย่างน้อย ๆ เธอก็ควรขอบคุณที่นิทานช่วยจัดการสัตว์อสูรเหล่านั้นให้
“ยินดีครับ จริงด้วย ไหน ๆ ก็ออกนอกเส้นทางมาแล้ว ทางด้านหน้าไม่ไกลนักผมเห็นมีห้องที่เป็นเหมือนห้องสมุดอยู่ด้วยครับ แวะไปดูกันหน่อยมั้ยครับ” นิทานยิ้มรับแล้วจึงเสนอทางเดินต่อ ตอนที่เขาเดินมาทางนี้ได้สักพักคีตาก็บอกเขาว่ามีห้องห้องหนึ่งที่มีหนังสือจำนวนมากอยู่
ไม่มีใครปฏิเสธ พวกเขาทั้งหมดมุ่งหน้าติดตามแผ่นหลังของหนึ่งคนหนึ่งหมาทางด้านหน้า กระบวนทัพที่จัดไว้เป็นแนวหน้า แนวกลาง แนวหลังถูกเลิกใช้งานอย่างว่องไว
แนวทัพย่อมไม่มีความสำคัญอีกหากศัตรูทั้งหมดตายตั้งแต่พวกเขายังไม่รู้ตัวว่าพวกมันมีตัวตนอยู่ แต่ด้วยความไม่ประมาทเกินไป พวกเขาก็ยังคงอยู่ในระยะที่สนับสนุนกันได้คล่องตัว
ทั้งหมดเหม่อมองแผ่นหลังของหนึ่งคนหนึ่งหมา แล้วจึงหันไปมองใบหน้าของเพชฌฆาตที่ดูจะตกใจน้อยที่สุด เมื่อเพชฌฆาตเห็นว่าทุกคนมองมาทางตนเขาก็ยิ้มแหย ๆ ได้แต่ยักไหล่พร้อมกับพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“เดินทางสะดวกดีนะครับ” เขาหัวเราะฝืน ๆ พยายามสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กลับมาสู่กลุ่มขุดค้น หากคำพูดของเขาจะยิ่งไปตอกย้ำเรื่องที่ว่าชายหนุ่มตรงหน้าน่ากลัวเพียงใด
หลังจากที่นิทานประชันหน้ากับซอเด็ตคราวนั้นรวมถึงพลังกดดันที่แผ่ใส่พวกเขาหลังจากนั้น พวกเขาก็รับรู้แล้วว่านิทานแข็งแกร่งเพียงใด เขาแข็งแกร่งที่สุดในที่นี้อย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังเทียบเคียงได้กับซอเด็ต เอเทล
แต่ส่วนหนึ่งในใจของพวกเขาก็ยังคงมีความสงสัยอยู่เล็กน้อย เป็นเรื่องจริงที่พวกเขาโดนแรงกดดันของทั้งสองข่มจนหงอ แต่ในการต่อสู้จริงมันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องนำมาคิดเป็นปัจจัย แพ้ชนะไม่ได้วัดกันด้วยระดับพลังเพียงอย่างเดียว
พวกเขาทั้งหมดย่อมเป็นผู้ที่โดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ขีดเขียนชะตาในยุคเดียวกัน จะมากจะน้อยก็มีความทะนงในความสามารถของตนอยู่บ้าง ลึก ๆ พวกเขายังมีความคิดเล็ก ๆ ที่ว่า หากตนได้มีโอกาสเตรียมตัว เอาจริงเต็มที่ หรือวางแผนมาก่อน ตนก็สามารถเอาชนะอัจฉริยะที่อายุไม่ถึง 25 ทั้งสองคนนี้ได้ อายุเพียงเท่านั้นจะมีประสบการณ์และเล่ห์เหลี่ยมเท่าใดเชียว
แปะ
คราวนี้ทุกคนสะดุ้งโหยง นัยน์ตาทั้งหมดหันไปจับจ้องนิทานที่ตบมือหนึ่งครั้ง เขาหันมาโบกมือให้ทั้งกลุ่มพร้อมรอยยิ้มบางเมื่อเห็นว่าทุกคนหันมามอง ทุกคนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เสียงตบมือนั้นเป็นเหมือนระฆังเรียกสติ ความคิดเล็ก ๆ ในหัวที่ว่าอาจจะชนะได้หายไปโดยสมบูรณ์
“เก็บไปฝันแหง ๆ เลยค่ะ” เลโอกล่าวอย่างหวาด ๆ ไม่มีใครตอบเธอหากการพยักหน้าน้อย ๆ ของแต่ละคนเป็นการยืนยันในตัวเองอยู่แล้วว่าหลังจากนี้พวกเขาคงจะหลอนเสียงตบมือไปอีกนาน ทุกครั้งที่ได้ยินพวกเขาคงคิดไปเองว่ามีอีกหนึ่งชีวิตได้ดับสูญลงโดยที่ร่างกายถูกขยี้จนแหลกเละ
“เจอซอเด็ต เอเทลอาจจะดีกว่าก็ได้นะครับ” โฮโจหัวเราะฝืน ๆ ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง โดยไม่รู้ตัว นิทานทำให้สมาชิกกลุ่มขุดค้นใกล้ชิดกันมากกว่าที่เคยเพราะทุกคนได้เกิดความคิดร่วมกันขึ้นมาอย่างหนึ่ง
เสียงตบมือมันน่ากลัว