ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 47-1 (เล่ม 3): ชายหลงยุคในคืนมืดมิด

            ท้องฟ้าค่ำคืนนี้ปกคลุมด้วยความมืดมิดมีเพียงแสงไฟนีออนสีนวลจากเสาไฟริมถนนที่สาดส่องเป็นระยะผมย่างก้าวไปตามฟุตพาทอันกว้างขวางอย่างโดดเดี่ยวผู้คนสองข้างทางบางตาจนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองไม่รู้ว่าแบกเป้อันหนักอึ้งใบนี้เดินมาไกลแค่ไหนแล้ว รู้แค่ว่าผ่านมาสองชั่วโมงกว่าตอนนี้ผมเป็นชายหลงยุคคนหนึ่งที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยแววตาเหม่อลอยไร้จุดหมายยิ่งเวลาผ่านไปเมืองที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาประดับด้วยรถราหลากชนิดที่แล่นบนถนนก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงตึกสูงตระหง่านทยอยดับไฟที่ประดับโดยรอบและปิดป้ายโฆษณาฮอโลแกรมของตนเอง ผมแหงนหน้าดูเมฆที่ตั้งเค้าตั้งแต่ตอนเย็นซึ่งบดบังแสงจันทร์มิดเตรียมพร้อมเปลี่ยนเป็นสายฝนโปรยปรายลงมาได้ทุกเมื่อทว่ามัวแต่ลังเลไม่ยอมตกลงมาสักที

            “แน่จริงตกลงมาเลยสิ”ผมเย้ยฟ้าท้าดิน ไหน ๆ ชีวิตตนเองก็ย่ำแย่ถึงขนาดนี้แล้วทำไมชะตากรรมไม่ซ้ำเติมให้สุด ๆ ไปเลยเล่า เริ่มตั้งแต่อกหัก แฟนทิ้งเจ้านายให้พักงาน เพื่อนโกรธ โดนคู่ปรับข่มขู่ไปจนถึงทางรอดเพียงหนึ่งเดียวซึ่งเป็นเหมือนเทียนเล่มสุดท้ายก็เพิ่งดับวูบไปต่อหน้าต่อตาเวลาแห่งอิสระเสรีหดสั้นลงทุกขณะอีกสองเดือนผมอาจต้องย้ายไปอยู่ในคุกหรือโรงพยาบาลคนโรคจิตคงไม่มีโอกาสตะลอนเที่ยวเตร็ดเตร่ไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียวอีก ตอนนี้ผมไม่มีทั้งอดีตและปัจจุบันเหลือเพียงความไม่แน่นอนในอนาคตที่รออยู่เบื้องหน้า

            ผมออกจากศูนย์กลางเมืองที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกตเข้าสู่พื้นที่โล่งกว่าสองข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นไร่นา สวน และป่าซึ่งในเวลานี้มืดทึบจนไม่กล้าย่างกรายเฉียดเข้าใกล้ เสาไฟตั้งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ลมกระโชกแรงเป็นครั้งคราวทำให้เงากิ่งก้านต้นไม้ที่ยืดยาวสั่นไหวโบกไปมาอย่างน่าสยดสยองเหมือนผีเปรตกำลังเชื้อเชิญให้เข้าไปหา อากาศเย็นทำให้ผิวหนังผมขนลุกชันประสาทสัมผัสตื่นตัว ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆแต่ทว่าผมมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับสู่แสงสว่างของเมืองแล้วผมพาร่างกายที่สั่นเทาของตัวเองมุ่งหน้าต่อไป เหลียวมองรอบข้างเป็นระยะ ถ้ามีโจรหรือผีสางนางไม้โผล่มาจะได้เห็นแต่เนิ่นๆ

            โชคดีที่ได้ยินเสียงหึ่งๆ เมื่อเหลียวไปทางซ้ายก็พบโดรนตำรวจสองตัวบินลาดตระเวนเหนือพื้นที่ป่าเห็นแบบนี้ค่อยรู้สึกปลอดภัยขึ้นหน่อยธรณีเคยเล่าว่านอกจากหุ่นยนต์เหล่านี้แล้วก็ยังมีเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวกับกล้องอินฟราเรดสอดแทรกซุกซ่อนอยู่ในแมกไม้แน่นอนว่าใช้ระบบเอไอแยกระหว่างคนกับสัตว์ได้จึงถือว่าปลอดภัยกว่าที่คิดถึงกระนั้นผมก็ไม่กล้าเข้าไปคนเดียวอยู่ดี

            ขณะที่เท้าก้าวไปข้างหน้าความคิดในหัวสมองกลับโลดแล่นไปอีกทางผมย้อนทบทวนถึงหายนะที่เกิดขึ้นกับผมในไม่กี่วันที่ผ่านมาพอได้วิเคราะห์ความผิดพลาดก็พบว่าหลาย ๆ เรื่องที่ธรณีพูดว่าผมรนหาที่เป็นความจริง

            “แล้วไง จะทำแบบนี้มีปัญหาอะไรรึเปล่า”ผมอยากโต้ตอบเขาไปเช่นนี้ จะให้หมกมุ่นอยู่กับงานอยู่คนเดียวอย่างเงียบเชียบไร้เพื่อนฝูงแบบที่ตัวเองเป็นผมทำไม่ได้หรอก แม้รู้ตัวดีว่าไม่ค่อยถนัดพูดคุยสุงสิงกับเพื่อนเกลอคนไหน แต่ผมก็อยากมีครอบครัวอยากมีสังคม อยากมีลูก อยากส่งต่อความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นสู่คนรุ่นต่อไปการงานที่ดี ชื่อเสียง หรือรวยล้นฟ้าไม่เคยเป็นเป้าหมายในชีวิตผมเลย

            รถแล่นผ่านถนนขวามือผมไปนานๆ ครั้งน่าแปลกที่ไม่มีใครมีน้ำใจจอดรถไต่ถามจุดมุ่งหมายนักเดินทางผู้เปล่าเปลี่ยวหรือยื่นข้อเสนอติดรถไปส่งเลยสักครั้งแม้แต่รถตำรวจที่เปิดไซเรนดังก้องยังขับผ่านไปโดยไม่เหลียวแลเชื่อแล้วว่าคนยุคนี้ยึดถือความเป็นปัจเจกนิยมสูงจริง ๆแม้ดูภายนอกจะยิ้มแย้มทักทายกันอย่างมีความสุขเพียงใด

            ชั่วครู่ใหญ่ๆ ผมก็มาหยุดยืนที่หน้าบ้านสองชั้นซึ่งทันสมัยกว่าหลังอื่นโดยรอบมองผ่านประตูรั้วเข้าไปยังผนังบ้านสีส้มซึ่งกลายเป็นน้ำตาลดำเพราะความมืดมิดเช่นเดียวกับสวนต้นไม้รอบศาลาที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มไม่มีแสงสว่างใดเล็ดลอดจากหน้าต่างหรือช่องประตู ผมเหลียวหลังพลางแหงนหน้าดูแสงหนึ่งเดียวจากเสาไฟที่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่บนยอดแม้จะเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว แต่ก็คุ้นเคยกับภาพมุมนี้เป็นอย่างดีเดือนก่อนยังแอบส่องเธอจากกล้องตัวนี้บ่อย ๆ

            ปกติแม้ช่วงกลางคืนบ้านหลังนี้ก็จะไม่ดับไฟจนหมดอย่างน้อยก็ต้องเหลือหลอดไฟตัวใต้ชายคาเหนือประตูทางเข้า ทว่าเวลานี้ต่างออกไปไม่มีเหตุผลที่ครอบครัวนี้จะย้ายบ้านมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่พวกเขาจะไม่อยู่

            “ประชามึงลืมไปได้ไงวะ” ผมด่าตัวเองเพิ่งนึกได้ว่าอิสราเคยบอกว่าจะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับครอบครัวช่วงต้นปีไม่คิดว่าจะเร็วเพียงนี้ ทำไงได้ ผมไม่มีบัญชีเอ็นทีเอฟคอยอัปเดตข่าวสารอีกทั้งข้อความในแอปเดย์แชตเธอก็ไม่เคยตอบนี่เท่ากับว่าผมเสียเวลากว่าสามชั่วโมงครึ่งเพื่อเดินทางไกลเกือบยี่สิบกิโลเมตรอย่างไร้ประโยชน์

            ตอนที่ทะเลาะกับธรณีแล้วโดนขับไล่ออกจากคอนโดแสงเทียนเล่มสุดท้ายที่ผมนึกถึงก็คืออิสรา ทีแรกไม่ได้กะจะมาไกลถึงที่นี่แค่คิดว่าร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่ครุ่นคิดหาทางออกแต่จิตใต้สำนึกกลับสั่งให้ขาสองข้างย้อนมาทิศทางเดียวกับที่เคยนั่งรถไฟฟ้ากลับจากบ้านของเธอรู้ตัวอีกทีก็ไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับเลยต้องทำภารกิจให้ลุล่วงจะใช้แอปเนวีเรียกรถมารับก็เปลืองเงิน ถ้าเป็นแท็กซี่สี่ล้อก็ต้องตรวจใบขับขี่อีกอีกอย่างต้องถนอมแบตเตอรี่สมาร์ตโฟนไว้ใช้ยามจำเป็นผมจึงใช้เวลาตลอดทางสรรหาคำขอโทษที่สุภาพที่สุด หาคำอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากแฟนเก่าให้เธอเห็นใจ

            แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว

            “เชี่ยเอ้ย”ผมตะโกนสบถพลางใช้เท้าเตะพื้น ทำเศษดินพุ่งกระจายเป็นฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลมีเสียงสุนัขเห่ามาจากที่ไกล ๆ จึงรู้ตัวว่าเผลอทำเสียงดังผมรีบหมุนตัวกลับแล้วซอยเท้าจากไปให้เร็วที่สุด ขืนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆอยู่นานกว่านี้ อาจมีคนสงสัยว่าเป็นโจรแล้วแจ้งความเรียกโดรนตำรวจมาได้พอพ้นมาไกลระยะหนึ่งผมก็ชะลอความเร็วจนหยุด

            นี่กูกำลังจะไปไหน

            ผมแปลกใจที่ตนเองสะเพร่าถึงเพียงนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงวางแผนอย่างรอบคอบ มีตัวเลือกสำรองไว้ในใจเสมอแต่นี่กลับเดินมาตั้งไกลเพื่ออะไรราวกับสมองของผมหลุดออกไปตั้งแต่เจอมรสุมชีวิตโหมกระหน่ำใส่อย่างต่อเนื่อง

            ผมหยุดพักเหนื่อยบริเวณศาลาอเนกประสงค์ริมทางอันหนึ่งกระเป๋าเป้ที่อัดของใช้ส่วนตัวแน่นเอี๊ยดถูกวางบนพื้นพอได้ปลดปล่อยน้ำหนักจึงรู้สึกถึงความโล่งสบายอย่างชัดเจนไม่น่าโง่แบกมาไกลให้เปลืองแรงเลยผมลุกไปกดเครื่องดื่มชูกำลังจากตู้ขายน้ำที่ตั้งอยู่ใต้ชายคาแล้วยกขึ้นซดดับกระหายทีเดียวหมด ค่อยกระปรี้กระเปร่ามีแรงคิดอะไรได้หน่อยผมสัญญากับตนเองว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะมีแผนที่ดีพอ ไม่อยากเสียเวลาอีกเพราะดึกแล้วผมกวาดสายตามองรอบ ๆ ในเวลาห้าทุ่มเช่นนี้บ้านส่วนใหญ่ปิดไฟเข้านอนกันหมดยกเว้นแค่สามสี่หลังในละแวกนี้ที่มีเสียงคนคุยกันเล็ดลอดออกมาอยู่

            คิดแล้วก็น่าขันตั้งแต่อยู่มาหลายเดือนเพิ่งรู้สึกถึงความเป็นคนไร้บ้านครั้งแรกวันแรกที่ตื่นมาในโลกนี้ยังไม่รู้สึกหนักเท่านี้เลย

            ผมหยิบซองบุหรี่ที่ซื้อมาออกสูบข้างซองเขียนว่าลดอันตรายต่อสุขภาพและความเสี่ยงต่อการเสพติดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ไม่รู้ว่าวัดยังไงเหมือนกันถ้าเป็นอิสราอาจจะสแกนวีคิวอาร์โค้ดบนฉลากเข้าไปดูรายละเอียดงานวิจัยก่อนก็เป็นได้พอเป็นผมเลยไม่ต้องคิดอะไรมากให้ปวดสมอง ไม่ต้องสนว่าจะปรับโครงสร้างทางเคมีอย่างไรแค่จุดไฟสูดควันเข้าเต็มปอด แล้วก็พ่นออกได้ก็พอแม้จะรสชาติแปร่งไปบ้างจากที่เคยใช้ในยุคผม แต่ก็ทำให้ผ่อนคลายได้ไม่ต่างกัน

            สูบไปได้แค่ครึ่งมวนผมก็ได้ยินเสียงใบพัดที่ใกล้เข้ามาทุกขณะพร้อมกับเสียงไซเรนที่จังหวะเนิบช้าและเบากว่าปกติผมชะโงกหน้าไปดูนอกชายคาตามทิศทางเสียง พลันดวงตาต้องเบิกโพลงด้วยความตระหนก มวนบุหรี่ถูกปล่อยร่วงลงพื้นตามสัญชาตญาณโดรนหุ่นยนต์ตำรวจบินลอยอยู่ด้านหน้าระดับเหนือศีรษะขึ้นไปเล็กน้อย

            “เราตรวจจับมลพิษทางอากาศได้ขอให้ท่านหยุดปล่อยควันในที่โล่งเดี๋ยวนี้หากท่านขืนทำต่อตำรวจอาจต้องดำเนินคดีต่อท่าน”เสียงนั้นบอกฟังดูโมโนโทนสมกับเป็นเครื่องจักร ผมพยายามรวบรวมสติหุ่นยนต์โดรนเช่นนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เหมือนหุ่นอวตารที่มีมนุษย์ตำรวจบังคับ

            “กฎบ้าบออะไรกัน! แค่ควันนิดเดียวเนี่ยนะ” ผมโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ

            “ตรวจพบระดับความเครียดสูงแนะนำให้ท่านสงบสติอารมณ์ก่อน” โดรนพูดเสียงราบเรียบผมลืมตัวไปว่าอย่ารนหาที่ทำตัวเองให้เป็นจุดสนใจอีก จึงลดระดับเสียงลง

            “ทำไมถึงทำไม่ได้ครับ”

            “อัตราการระบายอากาศของจังหวัดพฤฒธานีขณะนี้ต่ำกว่า2,000 ตารางเมตรต่อวินาที ดังนั้นจึงเข้าเกณฑ์ห้ามเผาในที่โล่งตามกฎหมาย”หุ่นยนต์โดรนอธิบาย ยูเอ็นดีตั้งกฎงี่เง่าอะไรมาอีก แค่บุหรี่มวนเดียวก็ไม่ได้เอาเถอะ มันคงไม่มีระบบคิดที่แยกแยะสาเหตุของการจุดไฟได้

            “เข้าใจแล้วขอโทษด้วยครับ” ผมใช้รองเท้าบดขยี้เศษบุหรี่ที่ตกบนพื้น ตั้งใจประชดให้มันเห็นจะ ๆผมคุยกับไอรินบ่อยจนรู้ว่าเอไอไม่น่าเข้าใจพฤติกรรมแบบนี้ เมื่อได้มีโอกาสศึกษาพ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมในภายหลังจึงรู้ว่า มันใช้อัตราการระบายอากาศ ณที่ใดที่หนึ่งและช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ หากต่ำกว่า2,000 ตารางเมตรต่อวินาทีก็จะอยู่ในระดับสีแดงซึ่งคือห้ามก่อควันไฟด้วยกระบวนการใดๆ หากค่ามากกว่านี้สีก็เปลี่ยนเป็น ส้ม เขียว และน้ำเงินซึ่งข้อจำกัดก็ลดหลั่นลงตามลำดับ

            “อย่าลืมทิ้งขยะให้ตรงถังด้วย”โดรนทิ้งท้ายก่อนจากไป ไม่เข้าใจว่ามันหาผมเจอได้ไงใช้ภาพถ่ายจุดความร้อนจากดาวเทียม เซนเซอร์วัดฝุ่นบนเสาไฟหรือไม่ก็ติดบนตัวโดรนโดยตรง ผมจำใจยอมทำตามที่มันสั่งด้วยความหงุดหงิดถ้าไม่ทำแล้วมันเรียกลูกพี่ตำรวจสิ่งแวดล้อมมาจับจะเครียดยิ่งกว่า

            ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่ามันหายลับสายตาไปตอนนี้จะทำอะไรก็โดนโชคชะตากลั่นแกล้งหมด แค่นี้ยังซวยไม่พออีกหรือบางทีผมน่าจะหาที่ซุกหัวนอนคืนนี้ก่อน แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะเอาไงต่อพรุ่งนี้คงต้องลองเปิดแอปเนวีค้นหาโรงแรมหรือห้องเช่าในละแวกนี้ดูช่วงที่ผ่านมาเคยชินกับความสะดวกสบายของคอนโดธรณีจนลืมไปว่าที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่

            “เดี๋ยวนะจริงด้วย” ผมอุทานในใจ ทำไมถึงลืมสถานที่นี้ไปเสียสนิทอาจเป็นเพราะผมมองว่ามันเป็นสตูดีโอถ่ายหนังที่ถูกทิ้งร้างไม่ใช่ที่พักอาศัยตั้งแต่แรก

             

            ระหว่างทางไปสถานีรถไฟมีสะพานแห่งหนึ่งที่ทอดข้ามลำคลองที่น่าจะสร้างขึ้นใหม่ผมจำไม่ได้ว่าในอดีตเคยมีคลองพาดผ่านใจกลางจังหวัดแถมยังกว้างราวครึ่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาแสงสะท้อนจากตึกสูงริมฝั่งตรงข้ามส่องประกายระยิบระยับชวนหลงใหลผมดูนาฬิกาข้อมือพลางคิดในใจว่ายังทันรถเที่ยวสุดท้ายห่างไปอีกแค่ห้าร้อยเมตรก็ถึงสถานีเป้าหมาย

            “สะพานบางนกเหรอ”ผมพึมพำขณะอ่านข้อมูลจากแอปเนวี สิ่งนี้ชื่อเดียวกับสถานีที่กำลังจะไป

            ผมก้าวขึ้นไปถึงกลางสะพานแล้วมองดูน้ำไหลเอื่อยด้านใต้ลมหนาวเย็นยามค่ำคืนที่พัดมาเป็นระยะทำขนลุกซู่แต่สัมผัสภายนอกก็ยังไม่เชือดเฉือนจนเจ็บปวดทัดเทียมกับปัญหาภายในจิตใจในขณะที่ทอดสายตาไปยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่สมองผมก็หวนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาเหมือนม้วนฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับชีวิตนี้เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักครั้งบ้างไหมทำไมโชคชะตาถึงไม่ปล่อยผมไป หลอกให้ตายใจก่อนแล้วค่อยกลั่นแกล้งอุตส่าห์แต่งงานมีครอบครัวทั้งทีก็ต้องพลัดพรากมาอยู่ในโลกใหม่ความรักกำลังไปได้สวยก็มีเพื่อนที่หวังดีประสงค์ร้ายมาขัดขวาง

            ตอนนั้นเองเหตุการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตก็ลอยขึ้นมาอย่างเด่นชัดในหัวของผม...

            มันคือ หนึ่งในความทรงจำที่เลวร้ายที่สุด

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน