บรรยากาศในห้องอาหารที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นแกงป่าและเสียงหัวเราะของหนิงกลับกลายเป็นความเงียบงันที่เย็นยะเยือกเสียจนธันวารู้สึกเหมือนออกซิเจนรอบกายกำลังเหือดแห้งไปแสงโคมไฟเหนือโต๊ะอาหารสั่นไหวเล็กน้อยทอดเงาของเขากับพ่อให้ทาบลงบนพื้นไม้ดูบิดเบี้ยวราวกับปีศาจที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรกมือของธันวายังคงกำนาฬิกาพกสีเงินที่พังยับเยินไว้แน่นเศษกระจกที่แตกละเอียดจิกเข้าไปในอุ้งมือจนเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เต้นตุบๆตามจังหวะหัวใจแต่ความเจ็บนั้นยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขากำลังมองเห็นอยู่ตรงหน้า
อรพิมเดินกลับออกมาจากครัวพร้อมจานผลไม้รอยยิ้มของเธอยังคงดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสา ทว่าในสายตาของธันวาที่บัดนี้'ความจริง' เริ่มไหลบ่ากลับเข้ามาทำลายปราการแห่งความลืมเลือนเขามองเห็นรอยสักรูปนาฬิกาทรายสีดำสนิทที่หลังใบหูของเธอมันไม่ได้เป็นเพียงรอยหมึกที่วาดไว้โก้ๆ แต่มันกำลัง 'ขยับ'เม็ดทรายสีเลือดภายในรอยสักนั้นกำลังร่วงหล่นลงสู่กระเปาะด้านล่างอย่างรวดเร็วผิดปกติราวกับมันกำลังนับถอยหลังลมหายใจสุดท้ายของเธอ
"พิมครับ..." ธันวาเค้นเสียงเรียกชื่อของเธอหนักอึ้งราวกับถูกหลอมด้วยตะกั่ว
"คะ? ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะคะคุณธันวา"อรพิมวางจานผลไม้ลงพลางเอียงคอสงสัย ท่วงท่านั้นทำให้รอยสักหลังหูของเธอขยับตาม"หรือว่าแอปเปิลนี้เปรี้ยวไป? พิมชิมแล้วออกจะหวานนะคะ"
ธันวาจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่ที่เขาเคยสละวิญญาณเพื่อรักษาไว้เขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของเธอ...เงาของชายที่ดูเหมือนคนแปลกหน้าแต่กลับมีบาดแผลที่มองไม่เห็นท่วมตัวเขาหันไปมองพ่อที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ แววตาของพ่อไม่ได้มีความสงสัย แต่กลับมีความ'ยอมรับ' และ 'เศร้าโศก' อย่างถึงที่สุด
"พ่อครับ... พ่อเก็บมันไว้ทำไม"ธันวาถามพลางวางนาฬิกาสีเงินลงบนโต๊ะ
"เพราะกาลเวลาไม่เคยมีทางฟรี ธันวา" พ่อเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ"แกคิดว่าแกจ่ายหนี้หมดแล้วด้วยการลบตัวเองงั้นเหรอ? เปล่าเลย... แกแค่ 'โอน'หนี้ก้อนนั้นไปไว้ที่อื่น หนี้ที่แกค้างไว้กับชายชุดสูทเทาหนี้ที่แกค้างไว้กับความตายของก้อง... มันถูกเปลี่ยนรูปให้มาสถิตอยู่ในตัวของผู้หญิงที่แกเปลี่ยนโชคชะตาให้มากที่สุด"
อรพิมชะงักกึก มือที่กำลังหยิบชิ้นแอปเปิลค้างอยู่กลางอากาศเธอเริ่มสังเกตเห็นนาฬิกาบนโต๊ะ และความเงียบที่ผิดปกติของชายสองคนตรงหน้า
"นี่มันเรื่องอะไรกันคะ? นาฬิกาเรือนนี้นี่มัน...ทำไมพิมถึงรู้สึกเหมือนเคยเห็นมัน" อรพิมพึมพำเธอเอื้อมมือจะไปสัมผัสนาฬิกาที่พังยับเยินเรือนนั้น
"อย่าแตะมันนะพิม!" ธันวาตะโกนเสียงหลง เขาคว้ามือเธอไว้ทันที
ในวินาทีที่ผิวสัมผัสกัน กระแสความทรงจำที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆก็ระเบิดออกกลางห้องอาหาร!
วิ้งงงงงงง!
ธันวาเห็นภาพอรพิมที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่ในเส้นเวลาที่ล่มสลายเห็นภาพเธอที่สวมชุดมัจจุราชสีดำจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชังและเห็นภาพรอยสักนาฬิกาทรายนั่น... มันคือ 'สัญญา'ที่เธอทำไว้กับกาลเวลาในมิติที่เขาจำไม่ได้ สัญญาที่แลกความทรงจำของเธอเพื่อให้เขามีโอกาสกลับมามีลมหายใจในฐานะมนุษย์ปกติ
"อึก... พี่ธันวา..." อรพิมครางออกมา เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นสองมือกุมหัวแน่น ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทาราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่าน"พิม... พิมปวดหัว... เสียงนั่น... เสียงติ๊กต็อกมันกลับมาอีกแล้ว!"
"หนิง! หนิงมาช่วยพี่ที!" ธันวาตะโกนเรียกน้องสาวที่อยู่ในครัว
แต่หนิงไม่ได้เดินออกมา สิ่งที่เดินออกมาจากครัวกลับเป็นหมอกสีเทาจางๆที่ค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็นร่างของชายในชุดสูทเทาใบหน้าที่เหมือนธันวาเป๊ะแต่ดูแก่กว่าและเยือกเย็นกว่าเขายืนพิงกรอบประตูพลางหมุนนาฬิกาสีทองในมืออย่างรื่นเริง
"เก่งมากที่จำได้ ธันวา" ชายชุดสูทเทาแค่นยิ้ม"นายสร้างสวรรค์จอมปลอมนี้ขึ้นมาได้สวยงามดีนะ แต่นายลืมกฎข้อแรกไป...ความรักคือความเห็นแก่ตัวที่ร้ายแรงที่สุด นายอยากให้เธอรอด นายเลยลบตัวเองแต่เธอ... เธอกลับรักนายมากพอที่จะยอมแลก 'วิญญาณ' ของตัวเองเพื่อดึงนายกลับมาในเส้นเวลานี้"
ชายชุดสูทเทาชี้ไปที่รอยสักหลังหูอรพิม"ทรายที่ไหลลงมานั่นคือวิญญาณของเธอ เมื่อไหร่ที่ทรายหมดขวดเธอจะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึกเป็นเพียงเครื่องจักรที่คอยรับใช้กาลเวลาแทนฉัน และนาย...นายจะต้องอยู่อย่างมนุษย์ที่จดจำทุกอย่างได้ เพื่อเฝ้ามองคนรักที่จำนายไม่ได้อีกต่อไปเป็นเวลาชั่วนิรันดร์"
"มึงโกหก! มันต้องมีทางแก้!" ธันวาคำรามเขาคว้าจานผลไม้ขว้างใส่ร่างนั้น แต่มันกลับผ่านทะลุไปราวกับอากาศธาตุ
"มีสิ..." ชายคนนั้นหยุดหมุนนาฬิกา"ทางเดียวที่จะหยุดนาฬิกาทรายนั่นได้ คือนายต้อง 'คืน'ความทรงจำทั้งหมดให้เธอผ่านนาฬิกาพกที่พ่อนายเก็บไว้ แต่ทันทีที่เธอจำได้...ความจริงที่ว่านายคือคนที่ทำลายชีวิตพ่อเธอในมิติอื่นจะพุ่งเข้าชนเธออย่างแรงและเส้นเวลานี้จะพังทลายลงทันที นายต้องเลือก...จะให้เธอมีชีวิตอยู่แบบไร้วิญญาณในสวรรค์ปลอมๆ นี้หรือจะให้เธอจำทุกอย่างได้แล้วแหลกสลายไปพร้อมกับความจริงที่เจ็บปวด"
อรพิมเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพรากอาบแก้มนัยน์ตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นสลับกับสีน้ำตาล "พี่ธันวา...พิมไม่อยากลืม... พิมจำได้แล้ว... คืนนั้นที่ฝนตก... พี่กางร่มให้พิม...พี่..."
ทรายในรอยสักร่วงลงจนเหลือเพียงหนึ่งในสี่
ธันวาหันไปมองพ่อ พ่อเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ"แกสอนฉันเองไม่ใช่เหรอธันวา... ว่าการวิ่งไล่ลบอดีตคือการทำลายปัจจุบันตอนนี้แกต้องตัดสินใจแล้ว ว่าแกจะโอบกอดความพังพินาศนี้ไว้หรือจะหนีมันไปตลอดกาล"
ธันวาก้มมองนาฬิกาพกสีเงินในมือ เขาสัมผัสได้ถึงฟันเฟืองชิ้นเล็กๆที่พ่อบอกว่ามันยังไม่ตาย เขารู้แล้วว่า 'เสียงสุดท้าย' ที่เขาต้องฟังไม่ใช่เสียงนาฬิกา ไม่ใช่เสียงความตาย แต่เป็นเสียงความต้องการที่แท้จริงของอรพิม
"พิมครับ... พี่ขอโทษที่ทำให้พิมต้องแบกรับหนี้ที่พี่ก่อ"ธันวากระซิบพลางประคองร่างที่สั่นเทาของเธอขึ้นมา"พี่จะไม่เลือกแทนพิมอีกแล้ว... พี่จะให้พิมเป็นคนเลือกเอง"
ธันวายื่นนาฬิกาพกสีเงินที่แหลกละเอียดนั้นไปวางบนมือของอรพิมแล้วกุมมือเธอไว้แน่น
"ถ้าพิมอยากจำพี่ได้... แม้มันจะทำให้โลกนี้พังทลายพี่ก็จะอยู่ตรงนี้กับพิม แต่ถ้าพิมอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่มีพี่...พี่ก็จะหายไปเดี๋ยวนี้"
อรพิมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธันวาความทรงจำนับล้านชาติภพกะพริบผ่านนัยน์ตาเธอ เธอเห็นความเห็นแก่ตัวของเขาเห็นความเสียสละของเขา และเห็นความรักที่บิดเบี้ยวจนงดงาม
ในวินาทีที่ทรายเม็ดสุดท้ายกำลังจะตกถึงก้นกระเปาะอรพิมก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เธอไม่ได้กดเปิดนาฬิกา... แต่เธอใช้แรงทั้งหมดที่มี 'บีบ'นาฬิกาพกสีเงินนั้นจนมันแตกละเอียดคามือของทั้งคู่!
เพล้ง!
แสงสีฟ้าโชติช่วงระเบิดออกจากฝ่ามือของคนทั้งสองพลังงานที่รุนแรงจนทำให้ชายชุดสูทเทากระเด็นหายไปในความมืดรอยสักหลังหูของอรพิมเรืองแสงจ้าจนกลายเป็นสีทองบริสุทธิ์ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความเงียบสงัด
ธันวาลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุดเขาไม่รู้สึกถึงร่างกายของตัวเอง ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด
"จบแล้วเหรอ..." เขาพึมพำ
"ยังหรอกค่ะ..." เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
ธันวาหันกลับไป และพบกับอรพิมที่ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าในมือของเธอมีนาฬิกาทรายที่ทรายข้างในหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป
"พิมทำลายมันไปแล้ว... หนี้กรรมที่พี่สร้างและหนี้วิญญาณที่พิมก่อ" อรพิมยิ้ม แต่อันเป็นยิ้มที่เศร้าที่สุด"ตอนนี้เราไม่มีเส้นเวลาเหลืออยู่แล้วธันวา...เรากำลังอยู่ในช่องว่างที่ไม่มีวันพรุ่งนี้ และไม่มีวันวาน"
"หมายความว่ายังไง?" ธันวาใจหายวาบ
"หมายความว่าเราต้องเลือกว่าจะ 'ดับสูญ' ไปพร้อมกันที่นี่ หรือจะ'เริ่มต้นใหม่' ในโลกที่ไม่มีทั้งพี่และพิม...โลกที่เราอาจจะเป็นเพียงมวลอากาศที่เดินสวนกันโดยจำไม่ได้แม้แต่ชื่อ"
จู่ๆ แสงสว่างจางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางของความมืดพร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามา
ตกลงแล้ว... สิ่งที่อรพิมทำคือการปลดปล่อยหรือคือการฆ่าตัวตายหมู่ทางจิตวิญญาณกันแน่?และใครคือคนที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขาในมิติที่ว่างเปล่านี้?