เฟิงตงเปียนกลับไปตั้งแต่ช่วงเย็น
เสี้ยวอู่หมิงนอนหลับพักผ่อน
หวงฮูหยินลากเจียเจียไปนอนด้วย
นางรู้ใจธิดาหนึ่งเดียวคนนี้ดี
เจียเจียน่ารักสดใส แต่มิได้อ่อนแอหวาดหวั่น แท้จริงนางสู้คนไม่กลัวภัย ทั้งชอบที่จะเป็นฝ่ายรุกไล่มากกว่าตั้งรับ นี่เป็นนิสัยใจคอที่ได้มาจากบิดามารดา และเป็นผลมาจากการที่หญิงทั่วแผ่นดินทราบว่าสตรีสามารถเป็นใหญ่เหนือบุรุษทั้งมวลได้ แล้วเหตุใดจึงไม่สามารถทำตามที่ใจเรียกร้อง
หวงฮูหยินมิต้องการให้ธิดาสร้างความตึงเครียดแก่ประมุขหวงมากไปกว่านี้ ลำพังการเตรียมรับมือกับพรรคมารก็เหน็ดเหนื่อยกินแรงมากพอแล้ว
วิกาลคล้อยดึก
เสี้ยวอู่หมิงแม้พยายามข่มตา แต่ด้วยร่างกายที่ยังมิเป็นปกตินัก บางคราวแม้เหนื่อยล้าแสนสาหัส แต่กลับไม่สามารถนอนหลับได้เต็มที่ และมักจะสะดุ้งตื่นกลางดึก
คืนนี้ก็เช่นกัน
เสี้ยวอู่หมิงกำลังพยายามข่มตา พลันได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาตามอากาศ
ตั้งแต่สูญเสียกำลังภายใน มันมิได้ใช้ความสามารถพิเศษในการดมกลิ่นอีก แต่กลิ่นหอมของดอกไม้นี้ แม้แต่คนธรรมดาก็ยังสามารถสูดดมได้
ตอนแรกมันเข้าใจว่าเป็นกลิ่นจากสวนอันกว้างใหญ่ของตระกูลหวง แต่กลิ่นนั้นกลับแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผิดปกติ
เหมือนกลิ่นของดอกไม้นานาพรรณรวมเข้าด้วยกัน
เมื่อสูดเข้าไปรู้สึกเย็นชื่นใจยิ่งนัก
มันพยายามลุกขึ้นอย่างยากเย็น เดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อมองหาดอกไม้เจ้าของกลิ่นหอมนี้
แสงจันทร์สาดส่องสวนกว้างใหญ่ของตระกูลหวง
ร่างหนึ่งยืนอาบแสงจันทร์อยู่บนกำแพง
เสี้ยวอู่หมิงพยายามเพ่งตามอง เงาร่างนั้นก็หายไป
นครฉางอานกับลั่วหยางใหญ่โตขึ้นแต่สุขภาพของสมเด็จพระจักรพรรดินีกลับทรุดโทรมลง
เว่ยกงกงทางหนึ่งนั่งตรวจเอกสาร ทางหนึ่งฟังรายงานจากนายทหารคนสนิท
ทั้งเอกสารและรายงานกลับประดังเข้ามาเรื่อย ๆ
บางทีมันคิดว่าตนชราแล้ว
ใกล้ถึงเวลาวางมือให้คนรุ่นใหม่
เป็นห่วงแต่พระนาง
เจ้ากรมสิงปู้ขอเข้าพบ
“เชิญ”
เป่าไฉพาร่างอ้วนเข้ามา
ผ่านไปหนึ่งปี มันคล้ายสมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย
“เรียนกงกง เฟิงตงเปียนรายงานว่าเสี้ยวอู่หมิงหายป่วย เดินทางเข้าลั่วหยางแล้ว”
เว่ยกงกงพยักหน้า นี่ตรงกับที่วัดเส้าหลินส่งข่าวมาบอก
เวลานี้มันต้องการกำลังคนทุกส่วนที่มี แต่ไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของเสี้ยวอู่หมิงเป็นอย่างไร ยังสามารถทำงานได้หรือไม่
สำหรับพรรคปราบมังกร ช่วงนี้เหมือนกบดานเงียบไป แต่หากคำนวณตามจังหวะและเหตุผล นี่เป็นช่วงเวลาที่อันตราย
ข่าวอาการประชวรของพระจักรพรรดินีแพร่ไปทั่วทั้งวังหลวง นี่ย่อมชักจูงผู้ที่ประสงค์จะก่อการให้รีบลงมือ ก่อนที่จะถูกกลุ่มอื่นแย่งชิงโอกาส
แต่มีกลุ่มใดบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง
“เหล่าแม่ทัพหัวเมืองเป็นอย่างไรบ้าง”
“ยังไม่มีความเคลื่อนไหว”
แม่ทัพซึ่งคุมกำลังตามหัวเมืองใหญ่ แม้ห่างไกลจากลั่วหยาง แต่มีกำลังทหารในมือจำนวนมาก หากมีผู้คิดก่อการกบฏก็จะเป็นการเติมเชื้อไฟเข้าสู่กองเพลิง
“องค์ชายหลี่เจ๋อเล่า”
“ทรงนิ่งอยู่”
องค์ชายหลี่เจ๋อเป็นพระโอรสของจักรพรรดิถังเกาจงแห่งราชวงศ์ถังและสมเด็จพระจักพรรดินีบูเช็กเทียนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพระมเหสี พระองค์เคยเสด็จขึ้นเป็นพระจักพรรดิเมื่อพระบิดาสวรรคต ทรงพระนามว่าถังจงจง แต่ครองราชย์ได้ไม่ถึงสองเดือน ก็ถูกพระมารดาปลดออกจากตำแหน่ง แล้วให้องค์ชายหลี่ตั้นพระโอรสองค์สุดท้องขึ้นเป็นพระจักรพรรดิถังรุ่ยจง หลังจากนั้นพระนางก็ให้จักรพรรดิถังรุ่ยจงสละราชบัลลังก์ แล้วขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินี โดยตั้งราชวงศ์อู่โจวขึ้นมา
บัดนี้เมื่อพระนางบูเช็กเทียนทรงชราภาพ องค์ชายหลี่เจ๋อจึงเป็นผู้ที่มีโอกาสครองราชย์มากที่สุด
สำหรับเหล่าแม่ทัพซึ่งคุมกำลังตามหัวเมืองใหญ่ เว่ยกงกงจับตามองอยู่ตลอด
โดยเฉพาะแม่ทัพหลี่หัวลี่ ซึ่งตั้งกำลังนับแสนอยู่ในมณฑลเฮย์หลงเจียงติดกับมองโกเลีย มีข้อมูลว่ามันจงรักภักดีต่อราชวงศ์ถัง แต่เนื่องจากการรุกรานของชนกลุ่มน้อย ทำให้ยังจำเป็นต้องเก็บมันไว้
“พระนางทรงประสงค์จะเสด็จกลับลั่วหยาง”
เว่ยกงกงกล่าวเสียงเครียด
“แล้วพระอาการประชวร”
“ดีขึ้นมาก คราวนี้มีรับสั่งให้อัครมหาเสนาบดีและเจ้ากรมทั้งหกตามเสด็จไปด้วย”
เป่าไฉรับคำแล้วจากไป
เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ
เฟิงตงเปียนตื่นเช้า มันสวมชุดยาวสีเขียวแขนกว้าง คาดเข็มขัดสีดำสวมหมวกทรงตั้ง ซึ่งนับว่าทันสมัยในขณะนั้น
เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นขุนนางขั้นเจ็ด มันก็มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือ
แต่นอกจากเบี้ยหวัดเงินปี มันไม่รับเงินทองจากที่ใดอีก
ยิ่งมีเจ้านายมาก ยิ่งเป็นตัวของตัวเองได้ยาก
แต่แท้จริงมีสักกี่คนที่กระทำได้ดังใจโดยแท้
มันชอบขี่ม้าชมดูทิวทัศน์ของลั่วหยาง
ได้พบเห็นชีวิตผู้คนที่น่าสนใจ
วันนี้มันขี่ม้ามาแถวชานเมืองอีกด้านหนึ่ง
จากข้อมูลที่ได้รับ ประชากรในลั่วหยางเพิ่มในอัตราปกติ แต่เท่าที่มันสังเกตด้วยตนเอง กลับพบว่าหลายพื้นที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นขึ้นมาก
นี่แสดงว่ามีผู้คนลักลอบเข้าเมือง
สตรีนางหนึ่งเดินผ่านมา
นางงามสุดหล้าฟ้าดิน
เฟิงตงเปียนลงจากม้า
“แม่นางจะไปที่ใด”
เหมยฮวามองมันอย่างฉงน
บุรุษผู้นี้คล้ายเสี้ยวอู่หมิงอยู่บ้าง
มันให้ความรู้สึกว่าปล่อยตัวตามสบาย
แต่มันหล่อเหลากว่าคนธรรมดาผู้นั้นอยู่มาก
คนธรรมดาที่จดจำนางมิได้
“แม่นาง”
เหมยฮวามึนงง พักนี้นางตกอยู่ในภวังค์บ่อยครั้ง
แทบทุกครั้งเป็นเพราะเสี้ยวอู่หมิง
“ข้าพเจ้าจะเข้าไปในตัวเมือง”
“หากมิรังเกียจเชิญขึ้นม้าไปกับข้าพเจ้า”
เหมยฮวามองหน้ามัน คนผู้นี้กลับคิดว่าสตรีจะยอมขี่ม้าไปกับบุรุษแปลกหน้าโดยง่าย
เฟิงตงเปียนยิ้มแย้ม
“หรือแม่นางจะเป็นผู้ขี่”
เหมยฮวาลอยตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าทันที
นางใช้เท้าแตะสีข้างม้าเบา ๆ มันก็ออกวิ่งไปตามทาง
เฟิงตงเปียนจำต้องปล่อยมือจากเชือกจูง มิฉะนั้นก็จะเป็นการรั้งม้าไว้
รอยยิ้มของมันแห้งลง เมื่อคิดถึงระยะทางที่ต้องเดินเท้ากลับเข้าเมือง
เสี้ยวอู่หมิงตื่นตอนเช้า เมื่อคืนมันนอนไม่ค่อยหลับ จึงไม่สดชื่นเท่าใด
แต่มันต้องพยายามเดินออกกำลังเป็นประจำ
เจียเจียตามมาใกล้ ๆ เมื่อเห็นมันเดินได้ นางก็ยินดี
กลิ่นหอมของสวนดอกไม้โชยเข้าจมูกของเสี้ยวอู่หมิง
“แปลกนัก”
เจียเจียหยุดเดิน
“แปลกอันใด”
“เมื่อคืนกลับได้กลิ่นหอมประหลาด”
“ท่านสบายดีหรือไม่ หรืออาการกำเริบขึ้นอีก”
เสี้ยวอู่หมิงหันไปมองนาง แล้วทำท่าสูดลมหายใจ
“แปลกนัก”
“แปลกอันใดอีก”
“ข้าพเจ้าได้กลิ่นเปลือกต้นท้อ”
เจียเจียหน้าแดงสดใส เปลือกต้นท้อเป็นสิ่งที่พี่เลี้ยงของนางต้มผสมกับน้ำให้อาบเพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอม
“ไหนว่าจมูกสุนัขท่านใช้ไม่ได้แล้ว”
เสี้ยวอู่หมิงทำท่าฟุดฟิดอีกที
“เหมือนได้กลิ่นใบไผ่”
“หากท่านยังดมต่อไป ข้าพเจ้าจะทุบจมูกนั่นเสีย”
เสี้ยวอู่หมิงจำต้องหยุดดม มันเองที่จริงก็สงสัยว่าเหตุใดจมูกจึงเริ่มทำงานได้ดีอีกครั้ง
แต่หากยังคงใช้นางเป็นเครื่องทดลอง อาจไม่มีโอกาสใช้จมูกอีกก็ได้
“ขออภัยหากทำให้ท่านขุ่นเคือง”
เจียเจียหัวเราะออกมา สวนดอกไม้สว่างไสวขึ้น
“ผู้ใดขุ่นเคือง หากท่านชมชอบ ก็สูดดมกลิ่นข้าพเจ้าให้พอใจ แต่ห้ามไปดมสตรีอื่น โดยเฉพาะนางมารนั่น”
เสี้ยวอู่หมิงสะดุ้ง หากท่านประมุขหรือฮูหยินได้ยินสิ่งที่นางพูดกับมัน แม้จะเป็นคนป่วยอยู่ ก็ไม่แน่นักว่าทั้งสองท่านจะละเว้นโทษให้ นี่ยังไม่นับหมื่นบาทาของศิษย์ตระกูลหวงทั้งห้าพัน
“แหะ ๆ เกรงว่าจมูกข้าพเจ้ายังไม่ดีดังเดิม ต้องใช้เวลารักษาอีกระยะ”
“ปีศาจขวัญอ่อน”
เจียเจียแลบลิ้นใส่
ความทรงจำเรื่องของนางพลันแวบเข้ามาในศีรษะ
มันจำได้แล้วว่านางห่วงใยมันขนาดไหน ต้องเสียน้ำตาเพื่อมันเพียงใด
บ๊วยหวานดักปักษา ช่างเป็นวาสนาของมันนัก
เฟิงตงเปียนเดินเข้าสวนมา
“ถ้านฮัวคารวะปางเหยี่ยน”
พร้อมกับประกบสองมือโค้งตัวเล็กน้อย
“พี่เฟิงเรียกข้าฯ เช่นคนปกติเถิด อย่าลืมว่าเหนือเรายังมีจอหงวนอีกผู้หนึ่ง”
“เคารพมิสู้ทำตาม ขอเสียมารยาทต่อพี่เสี้ยวแล้ว”
เสี้ยวอู่หมิงหัวเราะ ก่อนจะหอบหายใจ
เจียเจียเข้ามาจับแขนมันไว้
เฟิงตงเปียนยิ้มจนตาหยี คุณหนูตระกูลหวงช่างกล้าหาญในการแสดงออก นี่เป็นแบบฉบับของสตรียุคใหม่โดยแท้
“พี่เสี้ยวไปพักผ่อนเถิด ผู้น้องมีเรื่องกราบเรียนต่อท่านประมุข”
เจียเจียพาเสี้ยวอู่หมิงไป
เฟิงตงเปียนมองตามด้วยแววตาห่วงใย
บัณฑิตถ้านฮัวผู้นี้ จะยังมีเรี่ยวแรงทำงานหรือไม่
หวงซิ่นเดินผ่านมา
“พี่เฟิงมาพบท่านประมุขหรือ”
“ใช่แล้ว ท่านหวงมีสิ่งใดให้ข้าฯรับใช้”
หวงซิ่นยิ้มมีเลศนัย
“เรื่องรับใช้ไม่กล้าล่วงเกิน วันนี้จะเชิญพี่เฟิงไปร้านประจำของข้าพเจ้า”
เฟิงตงเปียนหัวเราะ
“นี่ดียิ่ง วันก่อนข้าพเจ้าเดินเท้าเข้าเมืองจนเมื่อยล้า หากได้สุราเป็นกระษัยยาจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย”
หวงซิ่นงุนงง
“แล้วม้าของท่านเล่า”
“โดนชิงไปแล้ว”