ตอนที่ 46 โอสถสวรรค์
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เมื่อสังเกตดวงตะวันที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า บ่งบอกว่าเป็นเวลายามบ่ายคล้อย แต่ทั้งสามคนเดินทางกลับกันอย่างเชื่องช้า เนื่องจากต้วนหานนั้นไม่มีพลังลมปราณ และเนี่ยฟงเองก็ยังเดินเก็บสมุนไพรต่างๆ นานาชนิด ท่ามกลางความโกรธเคืองของซุนลี่ ที่ต้องคอยเร่งให้เนี่ยฟงและต้วนหานรีบเดิน ก่อนที่ดวงตะวันจะลับฟ้า กว่าทั้งสามจะเดินทางมาถึงทางเข้าหุบเขาหมอกได้ ก็กินเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยามเต็มเมื่อก้าวขาย่างเดินเข้าไปในม่านหมอก ก็เป็นไปตามที่เนี่ยฟงคาดคิด ปีศาจผึ้งลายเสือต่างเกาะกลุ่มอยู่แต่ในรัง ไม่ไล่ล่าเนี่ยฟงและพรรคพวกเหมือนดังเก่าก่อน จึงทำให้พวกเขาสามารถผ่านหุบเขาหมอกมาได้โดยง่าย ซึ่งในระหว่างทางขากลับนั้นเนี่ยฟงสังเกตเห็นว่า ซุนลี่จะเดินตามทิศทางใบไม้และต้นหญ้าที่มีสีม่วงเท่านั้น ทำให้เนี่ยฟงมั่นใจว่าต้องเป็นสีที่นำทางไปสู่เมือง ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พวกเนี่ยฟงก็มาถึงทางออกของหุบเขาหมอกอย่างปลอดภัย แต่ทว่าใบหน้าของซุนลี่นั้นกลับปรากฏเม็ดเหงื่อเป็นจำนวนมาก เมื่อเนี่ยฟงเห็นดังนั้นก็เอ่ยกล่าวถามออกมาทันที“นางมารน้อย! เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? พวกเราก็ไม่ได้รีบเร่งเดินทางสักเท่าไร แต่ทำไมเจ้าถึงได้มีเหงื่อออกมากถึงขนาดนั้น?” “ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแต่เป็นโรคที่สตรีทุกคนต้องเป็น เจ้าไม่เข้าใจหรอก!” ซุนลี่กล่าวตอบออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้เนี่ยฟงถามอีกจึงบอกเป็นโรคของผู้หญิง เมื่อเนี่ยฟงได้ยินดังนั้นก็กำหมัดแล้วทุบลงบนฝ่ามือทันที “อ้อ! ที่แท้ก็เป็นวันนั้นของเดือนนี้เอง!!” “เจ้าบ้า!! เจ้าโจรโรคจิต!!” ซุนลี่กล่าวต่อว่าเนี่ยฟง ก่อนจะเดินสะบัดก้นออกจากม่านหมอก ท่ามกลางเสียงหัวร่อของเนี่ยฟง ทันทีที่ซุนลี่ก้าวขาเดินออกจากหุบเขาหมอก ดวงตาของซุนลี่ก็พลันเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน เมื่อได้พบเจอกับคนที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาของบุคคลนั้นบ่งบอกว่ากำลังโกรธจัด พร้อมกับสีหน้าที่เคร่งเครียด ก่อนที่ซุนลี่จะเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ“พี่ฟาง!! ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?” ซุนลี่จ้องมองด้วยความตื่นตะลึง ทันใดนั้นก็เห็นเสี่ยวหลานสาวใช้ ที่อยู่แอบอยู่ด้านหลังเหม่ยฟาง ด้วยอาการสั่นเทาและหวาดกลัว ทำให้ซุนลี่ตะคอกออกไปทันที “เสี่ยวหลาน!! เป็นเจ้าที่ไปบอกท่านพี่ใช่ไหม?” เสี่ยวหลานสะดุ้งสุดตัว พร้อมกับก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ในขณะที่นางกำลังเอ่ยตอบซุนลี่อยู่นั้น เหม่ยฟางก็ชูมือขึ้นเป็นสัญญาณให้นางหยุดพูด ก่อนจะเดินเข้าหาซุนลี่อย่างเชื่องช้า ทันใดนั้น! เนี่ยฟงกับต้วนหานก็เดินออกมาจากม่านหมอกทันที นางจึงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “ห้ามพูดว่าข้าเป็นพี่ของเจ้าเด็ดขาด!” สีหน้าของเหม่ยฟางแปรเปลี่ยนด้วยความรวดเร็ว จากสีหน้าเคร่งเครียดกลายเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนจะเอ่ยกล่าวออกไปในทันที “ไม่คิดว่าจะได้พบกับเจ้าที่นี่ แถมยังพาลูกสาวเจ้าสำนักเทพกระบี่มาเดินเล่น หรือว่าเจ้ากับนาง!!” เหม่ยฟางทำทีเอามือปิดปาก จ้องมองเนี่ยฟงและซุนลี่สลับกัน เมื่อเนี่ยฟงเห็นดังนั้นก็รีบพูดออกมา“เถ้าแก่เนี้ย! ท่านกำลังเข้าใจผิด ข้ากับนางไม่ได้มีอะไรกัน อีกอย่างพวกเราแค่มาช่วยเหลือคน นางจึงอาสาที่จะนำทางให้แก่ข้าเท่านั้นเอง ว่าแต่ท่านเถอะมาที่นี่ได้อย่างไรกัน? ท่านไม่ได้อยู่ดูแลโรงเตี๊ยมของท่านหรือไง?” “ก็สามีข้าเล่นหายหน้าหายตาไปตั้งสามสี่วัน จะให้ข้ามีกะใจเฝ้าร้านได้อย่างไร อีกอย่างท่านปู่เจ้าก็กระวนกระวายเป็นอย่างมาก จนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน ข้าว่าเจ้ารีบกลับไปดูปู่ของเจ้าเถอะ” ดวงตาของเนี่ยฟงพลันเบิกกว้าง ไม่คิดว่าเถ้าแก่เนี้ยจะหยอกล้อเขาต่อหน้าผู้คน ท่ามกลางการจ้องมองที่ตกตะลึงของซุนลี่ แม้แต่ต้วนหานเองก็จ้องมองเนี่ยฟงด้วยความอิจฉา เนี่ยฟงรีบโบกไม้โบกมือแล้วแจ้งออกไปทันที“เถ้าแก่ท่านหยอกข้าอีกแล้ว เห็นทีข้าต้องแยกทางกับพวกเจ้าแล้ว ส่วนชายหนุ่มผู้นี้ข้าคงต้องรบกวนเจ้าในการส่งเขากลับบ้าน ข้าลาก่อน!” เนี่ยฟงกระทืบฝ่าเท้าอย่างบางเบา ก่อนจะกลายเป็นเงาที่พุ่งทะยานไปตามต้นไม้ใหญ่ ด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ ไม่นานเนี่ยฟงก็หายลับไปกับตา เหว่ยฟางพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม หันไปจ้องมองเสี่ยวหลานพร้อมกับออกคำสั่ง “เสี่ยวหลาน! เจ้าไปส่งคุณชายท่านนี้กลับบ้าน” เสี่ยวหลานย่อเข่าเล็กน้อย ก่อนจะรีบพาต้วนหานเดินจากไป เมื่อทั้งสองเดินหายไปจนลับสายตา นางก็เดินเข้าหาซุนลี่ทันที พร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นแล้วตบลงไปบนหน้าของซุนลี่จนดังสนั่น “เพลี๊ยะ~!!” รอยแดงรูปฝ่ามือปรากฏอยู่บนหน้าอย่างเด่นชัด หยาดน้ำตาของซุนลี่ไหลรินออกมาเป็นสาย นางลูบแก้มด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะจ้องมองเหม่ยฟางด้วยสายตาที่สำนึกผิด แล้วเอ่ยออกมาอย่างบางเบา “ท่านพี่ ข้าขอโทษ” เหม่ยฟางสะบัดฝ่ามือพร้อมกับยืนหันหลังให้ซุนลี่ นางซุกซ่อนความเจ็บปวดใจที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอ“ขอโทษ! เจ้าพูดได้เพียงเท่านี้หรือไงกัน ทำไมถึงเอาตัวเองไปเสี่ยงเยี่ยงนี้ หากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาเจ้าคิดว่ามันจะจบ เพราะคำขอโทษของเจ้าหรือไง น้องหญิง...เจ้าน่ะเป็นสตรีนะ ลดการกระทำที่ห้าวหาญราวกับบุรุษเสียบ้าง มิเช่นนั้นชาตินี้ทั้งชาติ เจ้าก็ไม่สามารถหาสามีได้” “ตุบ!!” ในขณะที่เหม่ยฟางกำลังพูดอยู่นั้น ก็ปรากฏเสียงราวกับว่ามีของตกลงสู่พื้น เมื่อหันหลังกลับไปจ้องมองปรากฏร่างของซุนลี่ ที่ล้มเกลือกกลิ้งไปกับพื้น เหม่ยฟางมองไปยังร่างของซุนลี่ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบเข้าไปประคองร่างของนางด้วยความรวดเร็ว “น้องหญิง!! น้องหญิง! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า? ทำไมตัวเจ้าถึงร้อนเพียงนี้” เหม่ยฟางพยายามเรียกซุนลี่ที่กำลังจะหมดสติในไม่ช้า ในขณะนั้นเองที่ซุนลี่นั้นก็พูดออกมาอย่างติดขัด “ปะ...ปวด! ปวดมือเหลือ..เกิน” เมื่อนางกล่าวจบก็สิ้นสติไปในทันที เมื่อเหม่ยฟางตรวจดูที่ฝ่ามือของนาง ปรากฏเส้นเลือดสีดำแผ่ขยายไปทั่วทั้งฝ่ามือ ทำให้เหม่ยฟางอุทานออกมาในทันที “พิษ!!” ก่อนจะแบกร่างของซุนลี่ที่หอบหายใจถี่ระรัวขึ้นกลางหลัง พร้อมกับทะยานหายไปอย่างรวดเร็ว...ณ โรงเตี๊ยมที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เนี่ยฟงรีบวิ่งไปที่ห้องของตนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ ด้วยความเป็นห่วงปู่ของตนจึงผลักประตูเข้าไปทันที “ท่านปู่!!” ดวงตาของเนี่ยฟงพลันเบิกกว้าง ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เมื่อได้พบกับปู่ของตนที่กำลังดื่มน้ำชาพร้อมกับวาดรูปทิวทัศน์นอกหน้าต่าง และด้วยเสียงเรียกที่ดังของเนี่ยฟง จึงทำให้น้ำชาหกเปรอะเลอะรูปภาพที่ฉางไห่กำลังลงมือวาด“ไอหยา!! ลูกฟง! ทำไมไม่เคาะประตูก่อน หัวใจปู่แทบวายกันเลยทีเดียว” “ท่านปู่? ท่านไม่ได้เป็นอะไรหรือ? เห็นเถ้าแก่เนี้ยบอกว่า..” เนี่ยฟงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เนื่องจากปู่ของตนไม่มีอาการใดๆ ตามที่เถ้าแก่เนี้ยบอกมา “เป็นอะไร? ปู่เป็นอะไรรึ? ปู่ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย ส่วนเถ้าแก่เนี้ยก็ดูแลปู่เป็นอย่างดี ดีเสียจนปู่อยากได้นางมาเป็นหลานสะใภ้ อ้อ!! จริงซิ!! ไม่กี่วันก่อนเห็นผู้คนตามหาซื้อหญ้าหางหนูไปทั่วเมือง จนมันมีราคาหลายตำลึงต่อกรัม ปู่จำได้ว่าเจ้าเก็บมาหลายกรัม ถ้าเอาไปขายคงจะได้หลายสิบหรือหลายร้อยตำลึงทองเลยทีเดียว” “หลานขายมันไปหมดแล้ว ท่านปู่...พวกเราไม่สามารถพักที่นี้ได้อีกแล้ว” เนี่ยฟงกล่าวออกมาพร้อมตีหน้าเศร้า ก่อนจะลงมือเก็บข้าวของของตนและปู่ใส่ห่อผ้า ทำให้ฉางไห่คิดว่าเนี่ยฟงได้ทำการคืนห้องพักแล้ว บางทีบ้านเรือนที่ดินเมืองชิงตงนั้นคงมีราคาแพงเกินไป จึงไม่สามารถจะเปิดร้านยาได้ เขาจึงลุกขึ้นแล้วจัดทรงเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ในขณะนั้นเองที่ฉางไห่จะเอ่ยถามออกไปนั้น เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเนี่ยฟง เขาจึงเงียบลงแล้วเดินตามเนี่ยฟงไปทันทีเวลาผ่านเลยไปราวๆ สองก้านธูป ตลอดทั้งเส้นทางเนี่ยฟงเดินนิ่งเงียบดุจดั่งเป่าสาก ทำให้ฉางไห่รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่ฉางไห่จะเข้าไปปลอบประโลมนั้น เนี่ยฟงก็หยุดเดินกะทันหัน เมื่อมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง พร้อมกับแววตาฉงนสงสัย เมื่อเห็นป้ายชื่อที่เขียนว่า “โอสถสวรรค์” ที่ตกแต่งอย่างหรูหราและโอ่อ่า เนี่ยฟงมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมามองที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง เขามั่นใจว่าบ้านหลังนี้คือบ้านหลังที่เขาซื้อแน่นอน แต่เหตุใดชื่อร้านกลับไม่ใช่ “โรงหมอเทวดา” ที่เขาตั้งใจไว้ ในขณะที่กำลังมึนงงสงสัยอยู่นั้น หูเกอก็เดินออกมาจากประตูบ้านพอดี“โอ้~!! น้องฟงเจ้ากลับมาแล้ว” หูเกอเดินเข้าหาเนี่ยฟงพร้อมรอยยิ้ม แต่ขณะที่จะได้กล่าวต่อ เนี่ยฟงก็ได้เอ่ยขัดออกมา “ชื่อร้านทำไมจึงถูกเปลี่ยน?” เมื่อหูเกอได้ยินดังนั้นก็เอ่ยออกมาทันที “อ้อ! ในตอนแรกข้าก็ทำป้ายชื่อตามที่เจ้าบอก แต่เวลานั้นได้มีคนของทางการผ่านมาพอดี พวกมันบอกว่าเป็นการอวดอ้างเกินไปไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อนี้ ในตอนนั้นเจ้าก็ไม่อยู่จะขัดทางการก็คงมิได้ ข้าเลยถือวิสาสะตั้งขึ้นมาใหม่ หากเจ้าไม่ชอบข้าจะให้คนมาเปลี่ยนให้ทันที” เนี่ยฟงพยักหน้ารับ หากเป็นดั่งที่หูเกอกล่าวเช่นนั้นก็คงขัดมิได้ อีกอย่างชื่อโอสถสวรรค์ก็ดูดีไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด เมื่อคิดได้ดังนั้นก็หันกลับไปหาปู่ของตนทันที พร้อมกับรอยยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “ท่านปู่...ร้านโอสถสวรรค์แห่งนี้คือร้านยาของพวกเรา เข้าไปดูด้านในกันเถอะ” “เจ้าว่าอะไรนะ!!” ดวงตาของฉางไห่เบิกกว้างเท่าไข่ห่าน จ้องมองดูร้านโอสถสวรรค์ด้วยความตื่นตะลึง ความงดงามและความวิจิตรปรากฏอยู่ตรงหน้า ตั้งแต่มีชีวิตเกิดมาฉางไห่ไม่เคยพบเห็นร้านยาใดที่หรูหราถึงเพียงนี้ ในขณะที่ฉางไห่กำลังตกตะลึงอยู่นั้น หูเกอก็ถามเนี่ยฟงขึ้นมาทันที“น้องฟง ท่านผู้เฒ่าผู้นี้คือ...” “ปู่ของของข้าเอง ท่านมีนามว่าเนี่ยฉางไห่” เนี่ยฟงเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบา แต่ซุ่มเสียงของเขากลับก้องกังวานภายในกกหูของหูเกอ มันรีบเดินมาเบื้องหน้าฉางไห่แล้วประสานมือคำนับทันที“ผู้อาวุโสฉางไห่ ข้าหูเกอผู้จัดการสมาคมการค้าจันทรา สาขาเมืองชิงตง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่มาได้พบเจอท่านในวันนี้” “หูเกอ? ผู้จัดการสมาคมการค้าจันทรารึ!!” ฉางไห่ไม่สามารถเก็บอารมณ์ที่ตื่นเต้นได้ จึงได้เอ่ยออกมาเสียงดังสนั่น หันไปจ้องมองเนี่ยฟงด้วยความประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าหลานของตนจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตถึงเพียงนี้ ฉางไห่รีบเดินเข้าหาหูเกออย่างรวดเร็ว พร้อมกับพยุงร่างของหูเกอที่โค้งคำนับขึ้น “ท่านหูเกอ! โปรดลุกขึ้นเถอะ! ด้วยเกียรติของท่าน ข้าไม่สามารถรับการคำนับจากท่านได้” ฉางไห่กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก ด้วยความเหินห่างของชนชั้น ฉางไห่ไม่กล้ารับการคำนับจากหูเกอได้ ในขณะนั้นเองที่หูเกอก็กล่าวออกมาทันที“ท่านอาวุโสโปรดอย่าเกรงใจ จะเกียรติหรือชนชั้นใดๆ ก็ล้วนแต่เป็นเพียงความว่างเปล่า อีกอย่างยามนี้พวกเราก็ต่างเป็นครอบครัวเดียว และผู้อาวุโสเองก็มีอายุมากกว่าข้า การที่ข้าจะแสดงความเคารพนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่สมควร อ๊า~!! แสงแดดด้านนอกช่างรุนแรงยิ่งนัก ข้าว่าพวกเราเข้าไปคุยกันในร้านเถอะ” หูเกอกล่าวออกมาพร้อมกับทำท่าเชื้อเชิญฉางไห่เข้าไปด้านใน ทำให้หัวใจของฉางไห่รู้สึกพองโตขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะเดินเข้าร้านโอสถสวรรค์พร้อมกับหูเกอ