จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 เหตุที่ไม่คาดคิด

            “ดูสิๆข้าว่าแล้วเชียว ว่าจะต้องเป็นจื่อซาน” เสียงอึกทึกดังขึ้นทั่วทั้งหอฟ้าดิน

            “ก่อนหน้าก็มีอิ่นจื้อผิงแห่งวิหารประกาศิตหลังจากนั้นยังมีเจียงเฮ่าแห่งยอดเขาเหรินหยางและเซี่ยอวิ๋นแห่งยอดเขาเทียนหยางมาถึงการแข่งขันคืนชีพก็ยังมาพบกับจื่อซานแห่งยอดเขาตี้หยางทั้งหมดนี้มีใครบ้างที่ไม่อยู่ในสิบอันดับแรกของสำนักหนทางของเย่เฉินก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคเข้าเสียแล้ว”

            “เจ้าจะไปรู้อะไร นี่มันคือความโชคร้าย”

            “ในการแข่งขันคืนชีพล้วนพบเจอได้ทุกอย่างข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” บนก้อนเมฆ นักพรตเต้าเสวียนส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้

            “ความโชคดีถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังเช่นกัน”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มอย่างนุ่มนวล และเป็นรอยยิ้มที่ไร้ความกดดันเพราะนางมั่นใจในพละกำลังของเย่เฉิน

            ด้านล่างลานประลองมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอยู่โดยรอบ เย่เฉินได้เดินขึ้นไปบนลานประลองอย่างช้าๆ

            เขานึกไม่ถึงว่าจะต้องมาพบเจอกับจื่อซานที่เข้าร่วมการแข่งขันคืนชีพเช่นเดียวกันภาพฉากละครเหล่านี้ มันเหมาะกับจิตใจของเขาในตอนนี้มาก อย่างน้อยก็สามารถระบายความกลัดกลุ้มในใจออกมาได้

            เมื่อมองไปยังจื่อซานและนักพรตชิงหยางที่อยู่บนเมฆสีหน้านั้นดูหดหู่เป็นอย่างมาก

            การต่อสู้สองครั้งก่อนหน้านี้ของเย่เฉินพวกเขาได้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเขาสามารถเอาชนะอิ่นจื้อผิงของวิหารประกาศิตและยังเอาชนะเจียงเฮ่าศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งของยอดเขาเหรินหยางได้ทั้งๆที่บาดเจ็บสาหัส พละกำลังของเย่เฉินจึงเหนือชั้นกว่าจื่อซานแน่นอน

            ในตอนนี้เมื่อต้องมาพบกับเย่เฉินบนลานประลอง จื่อซานจึงแทบจะช้ำในจนหายใจไม่ออกและมันก็ไม่ใช่เรื่องโชคดีเอาเสียเลย ที่ต้องมาพบกับเย่เฉินในการแข่งขันคืนชีพ

            “มาสิ! มีความแค้นใจอะไรก็มาคิดบัญชีได้เลย”เย่เฉินเหลือบไปมองนักพรตชิงหยางที่อยู่บนเมฆ จากนั้นก็มองไปยังจื่อซาน

            “จองหอง”เมื่อเห็นสายตาที่ยั่วยุของเย่เฉิน จื่อซานก็โกรธจัด ใช้มือตบที่นั่งแล้วกระโดดขึ้นไปบนลานประลองเมื่อขึ้นไปถึงก็ปล่อยกระบวนท่าแรกออกไปในทันที

            เมฆลมหวีดหวิว!

            ด้วยเสียงคำรามของจื่อซานพายุหมุนที่รุนแรงของแสงสีม่วงก็ปรากฏขึ้นกวาดต้อนหมู่เมฆเข้ารวมกันพัดเข้าหาเย่เฉิน

            เย่เฉินยิ้มเยาะพลังปราณในทะเลลมปราณก็พวยพุ่งออกมา กระบี่เมฆแดงจึงปรากฏขึ้นในมือเป็นครั้งแรกจากนั้นก็ฟันลำแสงออกไปสายหนึ่งพายุหมุนสีม่วงลูกนั้นจึงถูกกระบี่ของเขาฟันจนแยกออกจากกัน

            รอยพิมพ์เสวียนกวง!

            เย่เฉินที่เพิ่งจะหลุดพ้นจากพายุนั้นออกมาก็ต้องเผชิญกับรอยพิมพ์เสวียนกวงที่จื่อซานฟาดออกมา

            อสุนีบาต!

            ทันทีที่ลงมือเย่เฉินก็พุ่งออกไปด้านหน้าอย่างแข็งกร้าวพร้อมกับวิชาพลังฝ่ามืออสุนีบาตทำให้จื่อซานถึงกับสั่นสะท้าน

            ตูม!

            ฝ่ามือและรอยพิมพ์ปะทะเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นเสียงระเบิดดั่งฟ้าร้องดังสนั่น การต้านทานที่ยากลำบากเบื้องหน้าทำให้จื่อซานกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และถูกแรงสะท้อนจนถอยหลังออกไป

            เขย่าบรรพต!

            เย่เฉินกำลังเป็นเหมือนเสือร้ายที่ตะครุบเหยื่อราวกับว่าจะไม่เปิดโอกาสให้จื่อซานได้ทันตอบโต้เขาจึงก้าวออกไปพร้อมปล่อยหมัดเขย่าบรรพต

            เมื่อจื่อซานเห็นดังนั้นพลังปราณก็ถาโถมซัดสาด ถ่ายเทเข้าสู่ฝ่ามืออย่างบ้าคลั่งจนควบรวมกลายเป็นเกราะกำบังแสงศักดิ์สิทธิ์

            เปรี้ยง!

            แกรก!

            เสียงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันทันทีที่จื่อซานได้ควบรวมเกราะกำบังแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาก็ถูกหมัดของเย่เฉินทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ จื่อซานที่เพิ่งจะทรงตัวได้จึงถูกแรงระเบิดนั้นทำให้ต้องถอยหลังออกไป

            “เจ้ายังห่างชั้นกับอิ่นจื้อผิงอีกมาก”เย่เฉินพูดอย่างเยาะเย้ย จากนั้นจึงพุ่งอย่างเสือเข้าไปด้านหน้าของเขา

            เมื่อเห็นดังนั้นจื่อซานเผชิญกับหมัดที่ยากจะต้านทานของเย่เฉิน เขาจึงรีบถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วเพราะรู้ดีถึงความทรงพลังของการต่อสู้ในระยะประชิดของเขาเขาจึงไม่สามารถจะเข้าใกล้เย่เฉินได้มากเกินไปไม่อย่างนั้นละก็คงจะถูกบดขยี้จนเงยหน้าไม่ขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นเป็นแน่

            กระบี่ศิลา!

            ปฏิกิริยาของจื่อซานเป็นไปอย่างรวดเร็วทันทีที่ถอยห่างออกไป เขาก็ทำนิ้วมุทรา และกดฝ่ามือลงบนลานประลอง

            แกรก!

            แกรก!

            ทันใดนั้นบนลานประลองก็มีเสียงแกรกๆ ดังขึ้น กระบี่ศิลาบนพื้นลานประลองก็ลอยออกมาในทันทีและมุ่งตรงไปทางเย่เฉิน

            “ข้าประเมินเจ้าต่ำไปหน่อย”เย่เฉินถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงของกระบี่เมฆแดงในมือก็ดังขึ้นหลังจากเขาร่ายกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว กลป้องกันของกลกระบี่เทียนกังก็ก่อเป็นรูปร่างขึ้นทันที

            เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

            เสียงกระทบกันของโลหะดังขึ้นทันทีกระบี่ศิลาที่ลอยออกมาอย่างทันทีทันใดนั้นก็ได้กระแทกเข้ากับกลกระบี่เทียนกังและถูกสกัดกั้นเอาไว้ทั้งหมด

            เพลงกระบี่หลิงเซียว!

            จื่อซานเริ่มการโจมตีอีกครั้งและเริ่มใช้วิชาลับ กระบี่วิญญาณที่อยู่ในมือก็ส่งเสียงดัง กระบี่แทงทะลุอากาศทอดเป็นสายดั่งสายรุ้งของกระบี่ แสงสว่างดังฟ้าแลบปกคลุมไปทั่วดูแล้วดุร้ายหาที่เปรียบมิได้จริงๆ

            เวิง!

            เย่เฉินพลิกมือของเขาหยิบกระบี่เทียนเชวียออกมาและยื่นออกไปขวางเบื้องหน้าเอาไว้

            เปรี้ยง!

            มีเสียงของโลหะกระทบกันดังขึ้นอีกครั้งแม้ว่าเย่เฉินจะสกัดกระบี่หลิงเซียวเอาไว้แล้วแต่กลับถูกแรงสะท้อนของการปะทะจนถอยกลับไปครึ่งก้าว หากไม่ใช่เพราะความหนักและแข็งแกร่งของกระบี่เทียนเชวียเขาคงจะได้รับบาดเจ็บจากสายรุ้งของกระบี่เป็นแน่

            เปรี้ยง! เปรี้ยง!

            ทั้งสองเข้าต่อสู้ใส่กันโดยทันทีท่าร่างที่ลึกลับของแต่ละคน เสียงหวีดร้องของกระบี่วิญญาณและวิชาลับที่มีอยู่ในมือ ต่างถูกนำออกมาใช้อย่างต่อเนื่องเงาร่างที่ลวงตานั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบนลานประลองการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและเร่าร้อนหลังจากผ่านไปกว่าร้อยกระบวนท่าก็ยังไม่สามารถจะหาผู้แพ้ชนะได้

            “จื่อซานมีโอกาสจะพ่ายแพ้”มีศิษย์ที่อยู่ด้านล่างชี้ชัดเช่นนี้

            “แม้แต่อิ่นจื้อผิงผู้แข็งแกร่งกว่าเขาก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับเย่เฉิน เขาจึงน่าจะพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย”

            “ล้วนแต่เป็นโชคชะตา”

            ในขณะที่ด้านล่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้นแม้ว่าการต่อสู้บนลานประลองของทั้งสองคนยังคงร้อนแรงแต่กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสังเวชใจ

            จื่อซานไม่เก่งเท่าอิ่นจื้อผิงแต่กลับมีวิชาลับมากมายปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายจนบางครั้งเย่เฉินก็เหนื่อยล้าในการจะรับมือร่างกายของเขามีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่องและเขาเกือบจะโดนการโจมตีของจื่อซานเข้า

            เพียงแต่หากเทียบกับเย่เฉินแล้วจิตใจของจื่อซานกลับยิ่งปั่นป่วนมากกว่า ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยหมัดและรอยเท้าบนหน้าอกยังมีรอยแผลลึกที่มีเลือดไหลซึ่งถูกโจมตีโดยวิชาดัชนีเอกสุริยันของเย่เฉิน

            อ๊า...!

            เมื่อการต่อสู้ดำเนินมาเข้าใกล้สองร้อยกระบวนท่าจื่อซานก็ส่งเสียงคำรามออกมา เขาเริ่มที่จะเสียเปรียบแล้ว

            “ข้าไม่อยากจะมาเสียเวลากับเจ้าแล้ว”หลังจากเย่เฉินฟันกระบี่ออกไปจากนั้นพลังปราณของทะเลลมปราณก็พุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง และถ่ายเทเข้าสู่ฝ่ามือของเขา เสียงมังกรที่ดูขลังก็ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            “เขากำลังจะใช้วิชาลับที่ทรงพลังนั้นอีกแล้ว”

            “ไม่รู้ว่าจื่อซานจะรับมือไหวหรือเปล่า”

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังจะเปิดกระบวนท่าใหม่และจื่อซานก็ไม่สามารถจะเสียเปรียบได้อีกในฝ่ามือของเขามีแสงศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมอยู่พลังปราณของจุดตันเถียนถูกเขาดึงมาใช้แล้วเกินกว่าครึ่งไม่เช่นนั้นเขาก็อาจจะขัดขวางกระบวนท่าของเย่เฉินได้

            ในขณะที่เย่เฉินกำลังจะใช้วิชามังกรผยองเขาก็ต้องขมวดคิ้วขึ้น

            เขารู้สึกได้ชัดเจนถึงพลังปราณของเขาที่กำลังรุนแรงขึ้นโดยฉับพลันมันกระทบเข้ากับกระดูกและเส้นลมปราณของเขาพลังปราณที่กำลังม้วนตัวอยู่ในฝ่ามือของเขาก็สลายหายไปจากการระเบิดของพลังปราณที่รุนแรงนั้นด้วย

            เฮือก!

            ขณะนี้เขาก็กระอักเลือดออกมา ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างตกตะลึง

            “นี่...นี่มันอะไรกัน”

            “ทำไมเขาจึงกระอักเลือดออกมาล่ะ”

            “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพลังปราณของเย่เฉินอาจจะเกิดอาการสับสนแล้วล่ะ”

            เฮือก!

            ท่ามกลางอาการตกใจของผู้คนโดยรอบเย่เฉินได้กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง พลังปราณที่รุนแรงในร่างกายนั้นได้เข้าสู่กระแสลมปราณของเขาแล้วแม้แต่กระดูกก็ไม่สามารถจะทนได้จึงแตกหักออกไปหลายซี่และสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พลังปราณที่รุนแรงนี้ส่งผลให้ทั่วทั้งร่างของเขาเกิดอาการสับสน และยากที่จะรวบรวมกำลังขึ้นมาอีกครั้ง

            “เม็ดยาเบิกกระดูก”สวีฝูที่กำลังดูการประลองอยู่บนก้อนเมฆ สายตาก็หรี่ลงดูเหมือนจะรู้แล้วว่าปัญหาของเย่เฉินเกิดขึ้นตรงไหน

            “เจ้าเด็กคนนี้บ้าไปแล้วหรือ!” ผางต้าไห่แห่งหอหมื่นสมบัติแอบด่าเบาๆ

            “กินเม็ดยาเบิกกระดูกเข้าไปแล้วยังจะกล้าใช้วิชาลับที่รุนแรงเช่นนี้อีกนี่มันไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ?” โจวต้าฝูผู้อาวุโสแห่งหอศัสตราวิญญาณก็ขมวดคิ้วขึ้นเช่นกัน

            “ศิษย์น้องหญิง”นักพรตเต้าเสวียนขมวดคิ้ว และมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์ซึ่งอยู่ด้านข้าง

            “ข้าจะให้เขากินเม็ดยาเบิกกระดูกทำไมกัน”คิ้วอันสวยงามของนางก็ขมวดขึ้นทันทีเป็นครั้งแรกที่ฉู่ซวนเอ๋อร์ทำสีหน้าที่น่าเกลียดเช่นนี้ราวกับนางรู้จักความรุนแรงของเม็ดยาเบิกกระดูกเป็นอย่างดี

            บนก้อนเมฆบางทีอาจจะมีเพียงแค่พวกเขาสามคนเท่านั้นที่จะแสดงสีหน้าที่น่าแปลกใจออกมาจนไม่อาจสังเกตเห็นพวกเขาเหล่านั้นก็คือ เก๋อหง จ้าวจื้อจิ้งและนักพรตชิงหยางดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสามคนจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดปัญหาขึ้นกับเย่เฉิน

            “ตายซะเถอะ!” เสียงคำรามที่ดุร้ายของจื่อซานดังมาจากลานประลอง

            แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าปัญหาทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของเย่เฉินจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดแต่เขาก็ไม่อาจจะปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้ผ่านไปได้

            เดิมทีคิดจะตอบโต้กลับด้วยกระบวนท่าแต่เนื่องจากพลังปราณของเย่เฉินมีความสับสนอย่างมาก กระบวนท่าของวิชาก็พังทลายตามไปแล้วหากเทียบกับเย่เฉิน พลังปราณของเขานั้นถือว่าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและไต่ไปถึงระดับสูงสุด ก่อนจะโจมตีออกไป

            เฮือก!

            เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งลานเย่เฉินกระเด็นลอยออกไป พร้อมกับการโจมตีด้วยกระบวนท่าครั้งใหญ่ของจื่อซานทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด จนกระทั่งตกกลับมาบนลานประลองก็กลายเป็นกองเลือดไปแล้ว

            “สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”เย่เฉินพยายามค้ำตัวขึ้นมาอย่างโซเซดวงตาทั้งคู่ของเย่เฉินแดงก่ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือด

            “ในร่างกายของข้ามีพลังที่รุนแรงเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

            “มันไม่ใช่พลังในวิถีปีศาจอย่างแน่นอน”

            “มีใครบางคนกำลังลอบทำร้ายข้า”ในช่วงเวลาอันสั้นนั้น เย่เฉินก็ค้นพบต้นตอของเรื่องนี้ เมื่อคิดไปอย่างรอบคอบเขาก็นึกขึ้นได้ถึงช่วงเวลาสั้นๆตอนที่เขาหมดสติจากการได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ที่หอฟ้าดิน จะต้องมีคนอาศัยช่วงเวลานี้ลงมืออย่างแน่นอน

            “สรุปว่าเป็นใครกันแน่”เย่เฉินกระอักเลือดอีกครั้ง ดวงตาของเขาปกคลุมไปด้วยประกายแสงที่เย็นวูบวาบ

            เขารู้สึกถึงพลังงานที่รุนแรงในร่างกายของตนเองได้อย่างชัดเจนไม่เพียงแต่จะรบกวนพลังปราณของเขาเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาไม่สามารถรวบรวมพลังได้อีกทั้งยังทำให้เกิดการกระแทกกันกับภายในร่างกายของเขาอย่างไร้สาเหตุราวกับจะระเบิดร่างกายของเขาออกอย่างไรอย่างนั้น

            เช้ง!

            เสียงกระบี่ดังขึ้นจื่อซานซึ่งอยู่ตรงข้ามก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง

            เย่เฉินขยับร่างกายในทันทีจากนั้นก็ขัดขวางด้วยกระบี่เมฆแดง และใช้ความเร็วลมกรดในการหลบหลีก

            แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ของเขาในตอนนี้ทำให้ความรวดเร็วในการรวบรวมท่าร่างนั้นลดลง แม้แต่ฝีเท้าก็ยังไม่เป็นปกติ ทุกๆย่างก้าวจึงมีรอยดาบปรากฏขึ้นหนึ่งรอยบนร่างกาย ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่วิกฤตกว่าตอนต่อสู้กับเจียงเฮ่ามาก

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน