บทที่33
ระดับเพิ่มขึ้น
เมื่อหนานกงจิ่นอวี่ตระหนักได้ว่าตนเองเผลอเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวดวงตาคมกริบของเขาก็เหลือบไปเห็นสายตาเคลิบเคลิ้มของเซี่ยอันอวี่ที่กำลังจ้องมองมาอย่างไม่ปิดบังรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างเป็ธรรมชาติสีหน้ากลับคืนสู่ความเรียบนิ่งเ็าเช่นเดิม
เซี่ยอันอวี่ที่รู้สึกตัวว่าตนเองหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์แห่งความหลงใหลก็สะดุ้งเล็กน้อย นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองพยายามข่มความเขินอายที่เอ่อขึ้นบนใบหน้าก่อนจะรีบหาทางเปลี่ยนเื่สนทนาเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศแปลกประหลาดนี้
"ท่านคิดพาตัวเองมาที่ดินแดนแห่งนี้...เพื่อมาตายจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?" เสียงของเซี่ยอันอวี่ดังขึ้นแฝงความจริงจังดวงตาคู่งามฉายแววคาดคั้น
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยดวงตาคมเฉียบหันมาจ้องมองนางตรง ๆสายตาของทั้งสองประสานกันกลางความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
"...ความหมายของเ้าคืออะไร?"หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง
เซี่ยอันอวี่ไม่คิดจะอ้อมค้อมนางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวออกไปตรง ๆ ตามความคิดของตนเองดวงตาของนางยังคงจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง
"ข้าคิดว่าท่าน...ไม่ใช่คนที่จะพาตัวเองมาตายง่าย ๆ ในที่แบบนี้"
"ท่านดูไม่เหมือนคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาแต่กลับเลือกเดินทางมาสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้"
เซี่ยอันอวี่เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิม
"ถ้าเป็เพียงเพราะถูกขุนนางในราชสำนักผลักไสท่านก็แค่สละตำแหน่งแม่ทัพ ลาออกจากอำนาจ ทุกอย่างก็คงจบ..."
"ท่านสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ต้องมาทรมานอยู่ในที่แบบนี้
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่ฉายแววสงสัยปนค้นหานางโน้มตัวเล็กน้อยเหมือน้าอ่านความคิดของคนตรงหน้า
"แต่เหตุใด...ท่านถึงยอมรับศักดินาอย่างฮั่วโจว ที่แม้แต่นกยังไม่อยากบินผ่านแบบนี้มาเป็ภาระ?"
"ท่าน...คิดอะไรอยู่กันแน่ หนานกงจิ่นอวี่?"
คำถามสุดท้ายหลุดออกมาพร้อมกับแววตาที่จริงจังและซับซ้อนเซี่ยอันอวี่ไม่ได้ถามเพียงเพราะความอยากรู้ แต่เพราะลึก ๆแล้วนางััได้ว่าหนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่เพียงเพราะถูกบีบบังคับอย่างที่คนทั่วไปคิด
บรรยากาศในเรือนไม้พลันเงียบงันลงอีกครั้งดวงตาคมดั่งคมดาบของหนานกงจิ่นอวี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซี่ยอันอวี่ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะตอบคำถามนี้หรือไม่
นี่คือสิ่งที่เซี่ยอันอวี่ครุ่นคิดและสงสัยมาตลอดั้แ่วันที่นางเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนแห่งนี้...ความลับบางอย่างที่หนานกงจิ่นอวี่ปกปิดไว้
ไม่ใช่แค่กับนางเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าแม้กระทั่งเหล่าขุนพลใต้บัญชาเองก็คงไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้เช่นกันทุกคนเชื่อว่าเขาถูกขับไล่ ถูกผลักไสจากพวกขุนนางในราชสำนักด้วยเหตุผลที่หวาดกลัวในความสามารถและบารมีที่เพิ่มพูนขึ้นของเขา
แต่สำหรับเซี่ยอันอวี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย…
‘ถ้าเพียงแค่ถูกขับไล่จริงๆ เหตุใดถึงไม่เลือกวางมือ สละยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเล่า?’
‘เหตุใดต้องเลือกเดินทางมายังดินแดนแห่งความตายเช่นนี้?’
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางตลอดเวลาและในที่สุด คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของหนานกงจิ่นอวี่ก็คือ…
“ข้ามา...แสวงหาโอกาส”น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นและเด็ดขาด
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำตอบนั้นนางพึมพำทวนคำด้วยความไม่เข้าใจ “แสวงหาโอกาส...?”
ดวงตาของนางหรี่ลงใบหน้าฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ยิ่งคิด... คิ้วยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
‘แสวงหาโอกาสในดินแดนที่มีแต่ทะเลทรายเวิ้งว้าง...เต็มไปด้วยสัตว์อสูร และไร้อนาคตเช่นนี้น่ะหรือ?’
‘หรือว่า...เขาเสียสติไปแล้ว?’
แต่ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นเซี่ยอันอวี่ก็ส่ายหน้าในใจอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แน่นอน หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้เสียสติคนผู้นี้มีสติและความเฉียบคมเกินกว่าที่จะทำเื่โง่เขลาแบบนั้นการตัดสินใจของเขาต้องมีเหตุผล และ "โอกาส"ที่เขาพูดถึง... ย่อมไม่ใช่สิ่งธรรมดาแน่นอน
แต่โอกาสอะไร? นี่คือคำถามที่ยังไร้คำตอบ
เซี่ยอันอวี่เม้มปากแน่นนางรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ถามต่อให้ลึกไปกว่านี้เพราะไม่เพียงแค่ชีวิตของนางยังผูกติดอยู่กับคนตรงหน้า...นางเองก็รู้แล้วว่าตอนนี้ นางถือความลับบางอย่างของหนานกงจิ่นอวี่ไว้ในมือความลับที่ว่าเขาไม่ใช่บุรุษอย่างที่ใคร ๆ
คิด‘หากข้ารู้มากเกินไป...แล้วเขาคิดปิดปากข้าขึ้นมาล่ะ?’
เพียงแค่คิดถึงภาพนั้นเซี่ยอันอวี่ก็รู้สึกขนลุกวาบไปทั่วทั้งร่าง นางรีบเบือนสายตาหลบเลี่ยงไม่กล้าจ้องมองอีกฝ่ายต่อ
บรรยากาศในห้องค่อย ๆถูกความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ ของคนทั้งสองที่ยังคงก้องอยู่ในห้องไม้เก่าแห่งนี้
เซี่ยอันอวี่ได้แต่กลืนคำถามที่อยากรู้ทั้งหมดลงคอนางรู้ดีว่าบางความลับ... หากยังไม่ถึงเวลาเหมาะสม ก็อย่าได้ไปแตะต้องมันจะดีกว่า
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนเมืองกู่หลิงซาท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างยังคงถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันและแห้งแล้งดังเดิมสายลมเย็นในยามเช้าพัดพาเม็ดทรายปลิวลอยเป็สายราวกับตอกย้ำให้รู้ว่าที่นี่คือดินแดนแห่งความกันดารอย่างแท้จริง
หนานกงจิ่นอวี่ออกเดินทางั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดีเหล่าทหารใต้บัญชาเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่การสำรวจรอบใหม่ ทิ้งให้เรือนไม้เรียบง่ายภายในจวนเ้าเมืองเงียบสงบเช่นทุกวัน
เซี่ยอันอวี่ที่ลุกขึ้นตามกิจวัตรประจำวันของตนเองเดินอ้อมเรือนไปยังแปลงผักด้านหลังสีเขียวชอุ่มของพืชผักที่เติบโตขึ้นจากดินแห้งแล้งนี้เป็ภาพเดียวที่พอจะสร้างชีวิตชีวาให้กับสถานที่รกร้างเช่นนี้ได้บ้าง
นางก้มลงหยิบเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ก่อนจะเริ่มต้นหว่านลงหลุมทีละเมล็ดด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วดวงตาของเซี่ยอันอวี่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอย่างตั้งใจ หลังจากหว่านเมล็ดจนหมดนางก็เงยหน้าขึ้น ยกมือเคาะเบา ๆ บนกำไลหยกที่ข้อมือข้างซ้าย
ไม่กี่อึดใจ ร่างเล็กจิ๋วของมู่ซานก็พุ่งออกมาเป็ประกายแสงสีเขียวสดใสมันลอยตัวกลางอากาศก่อนจะโบกมือทั้งสองข้างปลดปล่อยแสงพลังงานสีเขียวระยิบระยับโปรยลงสู่พื้นดิน แสงเ่าั้ค่อย ๆแทรกซึมเข้าสู่ใต้ผิวดินราวกับเวทมนตร์
เพียงไม่นานพลังแห่งชีวิตก็หล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังไว้เรียบร้อย
แต่ทว่าวันนี้กลับไม่เหมือนวันก่อนๆ…
มู่ซานไม่ได้รีบร้อนกลับเข้าไปในกำไลเช่นเคยแต่มันหันกลับมาพร้อมกับแววตาเปล่งประกายและรอยยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“พลังของข้าเพิ่มขึ้นแล้วขอรับ!”เสียงเล็ก ๆ ของมันดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
เซี่ยอันอวี่ที่กำลังปัดฝุ่นดินออกจากฝ่ามือชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ดวงตากลมโตเป็ประกายในทันที
“เพิ่มขึ้นแล้วหรือ?”น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็ตื่นเต้นทันควันก่อนจะรีบถามต่ออย่างคาดหวัง “แล้วเ้าทำอะไรได้เพิ่มบ้างล่ะ?”
มู่ซานยืดอกเล็ก ๆของมันอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี
“ตอนนี้ข้าสามารถหล่อเลี้ยงเมล็ดพืชได้วันละ500 เมล็ดแล้วขอรับ!”
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่ถึงกับลุกวาวนางแทบจะะโด้วยความดีใจ
"ห้าร้อยเมล็ด!"นางทวนคำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหัวใจเต้นแรงเมื่อจินตนาการถึงภาพแปลงผักที่ขยายใหญ่ขึ้นเสบียงอาหารที่จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
ในหัวของเซี่ยอันอวี่เริ่มวางแผนอย่างรวดเร็วถ้าเพียงแค่ไม่นาน นางสามารถสร้างเสบียงได้มากพอจนเหลือเฟือไม่เพียงแค่เลี้ยงตัวเองและเหล่าทหารเท่านั้น... แต่นางยังสามารถใช้มันเป็"ค่าแรง" ว่าจ้างเหล่าประชากรที่หิวโหยในเมืองให้กลายมาเป็แรงงานได้อีกด้วย!
'ถ้ามีอาหารคนพวกนั้นต้องยอมทำงานให้แน่นอน!'
'สร้างอะไรได้บ้างนะ...โรงเก็บเสบียง? ซ่อมแซมกำแพง? หรือแม้แต่ขยายแปลงเพาะปลูกให้ใหญ่ขึ้น...'
ความคิดพลุ่งพล่านไม่หยุดเซี่ยอันอวี่แทบจะมองเห็นภาพอนาคตของตนเองที่ไม่ต้องนั่งหวาดกลัวฤดูคลั่งอีกต่อไป
“ดีมาก!” นางกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างใบหน้าเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังและความทะเยอทะยาน