เมื่อบานประตูไม้เก่าซึ่งผ่านการใช้งานมายาวนานถูกเปิดออกช้าๆ เสียงดังเอี๊ยดที่เล็ดลอดออกมาจากบานพับที่ขึ้นสนิม ไม่ได้ทำให้บรรยากาศดูแย่ลงแต่อย่างใด หากกลับเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและเรียบง่ายที่แสนคุ้นเคยให้กับชายหนุ่มผู้ยืนอยู่หน้าประตู
ราวกับมันได้ต้อนรับเขากลับคืนสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของชีวิต
ภายในนั้นปรากฏเงาร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง ผู้ที่ผ่านกาลเวลาและความเหนื่อยยากมานับสิบเจ็ดปี แต่ใบหน้าของนางยังคงสะท้อนความงดงามและอ่อนโยนไว้อย่างเด่นชัด ดวงตาอันอบอุ่นของนางเบิกกว้างด้วยความปีติทันทีที่เห็นลูกชายของตนยืนอยู่ตรงหน้า
“เป็นยังไงบ้างลูกรักของแม่?”
คำพูดของนางเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าได้ปลุกพลังเป็นผู้วิวัฒน์แล้วใช่ไหม แล้วผลลัพธ์…”
ทว่าน้ำเสียงของนางกลับจางหายลงอย่างกะทันหัน เมื่อสายตาได้หยุดลงที่ร่างของชายอีกผู้หนึ่งซึ่งยืนเคียงข้างบุตรชายของตน ชายคนนี้ถืออะไรมาเต็มสองมือ นัยน์ตาคู่นั้นที่เคยอบอุ่นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความระแวงและฉายแววสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
ขนตาของนางกระพริบถี่เล็กน้อย ขณะที่คำถามหลุดออกมาจากริมฝีปากด้วยความไม่แน่ใจ
“คุณเป็นใคร.. ทำไมถึงมากับลูกชายของฉันได้?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีทองเปล่งประกายซึ่งเปล่งรัศมีสูงส่งก็ยืนสงบนิ่งอยู่ชั่วครู่ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงสาวเบื้องหน้า ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าท่วงท่าที่เรียบง่ายของนางนั้น แฝงไว้ด้วยเสน่ห์อันสง่างามและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แววตาของเขาฉายแววส่องประกาย ก่อนที่จะได้สติและรีบยกมือขวาแนบอก พร้อมก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“กระผมคือผู้นำวิหารจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์สาขาเมืองหยางหมิง มีนามว่าหนานกงหลงเจีย”
คำแนะนำตัวของเขานั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เงียบงันเพียงเสี้ยวอึดใจ
แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลในจิตใจของหญิงสาวผู้เป็นมารดา
ใบหน้าของหลิวเหมยซีดเผือดลงในทันที ดวงตาที่สั่นไหวอย่างรุนแรงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเกินจะควบคุม
“ทะ.. ท่านผู้นำแห่งวิหาร?!
“ขะ.. ขออภัยด้วยค่ะที่ดิฉันได้แสดงกิริยาอันไร้มารยาทออกไปเช่นนี้”
“ไม่ทราบว่าตัวตนระดับสูงเช่นท่านมีธุระอะไรถึงได้มาพร้อมกับลูกชายของดิฉัน..”
น้ำเสียงของนางสั่นระริกขณะที่นางยอบกายลงเล็กน้อยด้วยความเกรงกลัวและเคารพอย่างถึงที่สุด
มือทั้งสองข้างของนางสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาแสดงออกถึงความหวาดหวั่นที่ซุกซ่อนอยู่ภายในลึกสุดของหัวใจ
เพราะนางมิอาจจินตนาการได้เลยว่าเหตุใดลูกชายของตนถึงได้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงเช่นนี้
และในใจของนางก็เริ่มหวั่นไหว ด้วยความกลัวว่าบางทีลูกชายของตนอาจไปล่วงเกินหรือทำอะไรผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว
หากเป็นเช่นนั้นจริง ชะตาชีวิตของโอดินและตนเองอาจจบสิ้นลงในพริบตา
ทว่าหนานกงหลงเจียเพียงแค่ยกมือทั้งสองขึ้นด้วยท่าทีสุภาพ พร้อมกับรอยยิ้มละมุนละไมเพื่อบรรเทาความตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่รอบตัว
เขาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงใจอย่างไม่เสแสร้ง
“มะ.. ไม่ใช่หรอกท่านหญิง โอดินมิได้ทำอะไรที่เสียมารยาทเลยสักนิด!”
“ในทางกลับกัน.. โอดินต่างหากที่พวกเราทั้งวิหารจะต้องให้เกียรติและแสดงความเคารพ”
“เพราะลูกชายของท่านหญิงผู้นี้ได้ปลุกอาณาจักรต้นกำเนิดเทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก แถมยังมีศักยภาพมากถึงระดับเทพเจ้า!”
ตัวของเขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้หญิงสาวเบื้องหน้าซึมซับความจริงอันเหลือเชื่อ
ก่อนจะเน้นถ้อยคำสุดท้ายออกมาช้าๆ ชัดเจนและหนักแน่นดุจการตัดสินของทวยเทพ
“ใช่ ท่านหญิงฟังไม่ผิดหรอก ระดับเทพเจ้า! เป็นสุดยอดผู้มีพรสวรรค์แห่งยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างแท้จริง!”
“เขาจะกลายเป็นผู้วิวัฒน์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังได้อย่างแน่นอน!”
เมื่อประโยคดังกล่าวได้กระทบหูหญิงสาวผู้มีนามว่าหลิวเหมย นางก็ถึงกับยืนตัวแข็งค้าง
ใบหน้าแสดงความตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด ริมฝีปากอ้าค้างคล้ายจะกล่าวสิ่งใดแต่กลับไร้เสียง
ดวงตาสีดำขลับเบิกกว้างพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออย่างควบคุมไม่อยู่ ร่างกายทั้งร่างสั่นสะท้านจนขาทั้งสองแทบไร้เรี่ยวแรงต้องพิงกรอบประตูไว้เพื่อพยุงตนเอง ก่อนที่น้ำเสียงที่แผ่วเบาจะกระซิบลอดออกมาจากลำคออย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ศะ.. ศักยภาพระดับเทพเจ้า?! เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก?! นะ.. นี่มันเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่!!”
นัยน์ตาของนางจับจ้องไปยังลูกชายของตน ราวกับต้องการคำตอบที่แน่ชัดจากเจ้าของชะตากรรมผู้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เด็กชายผู้เคยป่วยไข้ อ่อนแอ และต้องถูกคนรังแกมาตลอดสิบเจ็ดปี เด็กชายที่เติบโตมาท่ามกลางความเหน็บหนาวและการกดขี่จากผู้คนรอบข้าง
บัดนี้กลับถูกประกาศว่าเป็นผู้ถือครองอาณาจักรต้นกำเนิดศักยภาพระดับเทพเจ้าที่กระทั่งวิหารอันยิ่งใหญ่ยังต้องสยบ
โอดินก้าวไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าวก่อนจะโน้มกายลงช้าๆ พลางกล่าวออกมาด้วยท่าทางอ่อนโยนและแฝงความหนักแน่น
“ใช่ครับ.. ท่านแม่ไม่ได้ฝันไป มันคือเรื่องจริงทั้งหมด ผมวิวัฒน์แล้ว และผมจะไม่ปล่อยให้ท่านแม่ต้องลำบากอีกต่อไป”
“ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังนี้หรือชีวิตที่ท่านแม่ต้องอดทนมาตลอด ผมจะเปลี่ยนมันทั้งหมดด้วยมือของผมเอง!”
และในขณะนั้นเอง หยดน้ำตาของหลิวเหมยก็ไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
นางไม่ได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม มีเพียงอ้อมแขนของแม่ที่โอบกอดบุตรชายอย่างแนบแน่น
โดยไม่สนใจว่าข้างกายนั้นจะมีผู้นำวิหารผู้ยิ่งใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้นหรือไม่
เพราะในเวลานั้น โลกทั้งใบของนางมีเพียงชายหนุ่มตรงหน้าผู้เป็นดวงใจของชีวิต และเสียงสะท้อนในหัวใจของหญิงสาวที่กล่าวเพียงแค่
“ขอบคุณ.. ขอบคุณที่เจ้ากลับมาอย่างแข็งแกร่ง ลูกรักของแม่!”