กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.23 ปัญหามากมาย

    แค่เพียงไม่กี่วันกลุ่มของหลิงเทียนก็กลับมาถึงตำหนักเหมันต์จันทรา ก้าวแรกที่หลิงเทียนเหยียบเข้าสู่ตำหนักส่วนตัวของเขาก็พบว่า มู่เยี่ยอยู่ในชุดของศิษย์สายในและเข้ามาเป็นคนทำความสะอาดภายในตำหนักที่เขาพักอาศัยอยู่
    "จะ..เจ้าเข้ามาที่นี่ยังไง!!!?" หลิงเทียนแทบจะทำอะไรไม่ถูก
    "อ๊ะ!! เจ้ากลับมาแล้ว ข้าใช้สิทธิ์ในการเป็นศิษย์สายในเพื่อขอเข้ามาเป็นคนทำความสะอาดภายในตำหนักเจ้าไง"
    "มีแบบนี้ด้วยหรอ ทำไมข้าไม่เห็นรู้เรื่อง"
    "สำหรับการตกลงการว่าจ้างนั้น จะต้องอยู่ที่ความยินยอมของทั้งสองฝ่าย แต่ในกรณีที่เจ้าไม่อยู่ และข้าไม่ได้เรียกร้องทรัพยากร ฉะนั้นจึงสามารถเข้ามาเป็นคนรับใช้ภายในตำหนักนี้โดยไม่ต้องรอการอนุญาติจากเจ้าไง"
    "เจ้ายังต้องการอะไรจากข้ากันแน่!?"
    "ข้าเคยบอกไปแล้วเจ้าไม่มีทางหนีข้าพ้นหรอก!!"
    หลิงเทียนได้แต่กุมขมับอย่างปวดหัว เขาไม่คิดว่ามู่เยี่ยจะสละตัวเองเพียงเพื่อมาเป็นคนรับใช้ ที่สำคัญตัวเขาก็ไม่ได้มีโอกาสปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังคิดว่าจะจัดการยังไงอยู่นั้น
    "ปัง!!?"
    เสียงเปิดประตูอย่างรุนแรงทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นรีบร้อนแค่ไหน ทว่าสิ่งที่หลิงเทียนเห็นนั้นไม่ใช่ความรีบร้อนของอีกฝ่าย แต่เห็นแววตาดุร้ายจากเซียงเซียงคู่หมั้นของเขา และยังมีออร่าอำมหิตจากหนิงเอ๋อร์ ส่วนไป๋หยุนเฟยได้แต่ยืนผิวปากแต่หลังกลับเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
    "เฮ้ย!! ข้าไม่รู้เรื่องนะ" หลิงเทียนรีบกล่าวปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
    "ข้ายังไม่ทันว่าอะไรเลย ทำไมเจ้าต้องร้อนตัวด้วย" มินมินเอ่ยอย่างเรียบง่ายแต่ให้บรรยากาศที่ชวนขนลุก
    "ศิษย์น้องมู่เยี่ยคารวะศิษย์พี่ทั้งสาม" มู่เยี่ยกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
    ทว่าเซียงเซียงกับหนิงเอ๋อร์กลับไม่มีท่าทีตอบรับแม้แต่น้อย จนไป๋หยุนเฟยต้องกระแอมเบาๆ ก่อนจะบอกตามสบาย แต่กลับมีสายตาคาดโทษจากสองสาวมองมาจนถึงกับสลดลงทันที เพียงชั่วครู่เซียงเซียงก็เริ่มสงบใจลงพลางมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะเริ่มถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
    "เจ้าใช้สิทธิ์มาเป็นข้ารับใช้ภายในตำหนักของหลิงเทียน ที่แท้เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่!?" เซียงเซียงจับจ้องมองไปทางมู่เยี่ยราวกับจับผิด
    "ข้ารักหลิงเทียนคะ!!" มู่เยี่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา
    หลิงเทียนถึงกับกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันทีเมื่อเจอคำตอบแบบนี้ ผิดกับหนิงเอ๋อร์ที่ได้ยินนางไม่ได้โกรธเคืองแต่กลับก้มหน้าต่ำลง ราวกับมีความในใจบางอย่าง ขณะที่หลิงเทียนกำลังเอ่ยปฏิเสธความรักของมู่เยี่ย ก็ถูกสายตาพิฆาตของเซียงเซียงจนต้องกลืนคำพูดลงคอไป
    "ถ้าเจ้ารักหลิงเทียนจริงก็จงพิสูจน์" เซียงเซียงกล่าวอย่างใจเย็น ทั้งที่ภายในใจกับตรงกันข้าม
    "ศิษย์พี่เซียงเซียงต้องการให้ข้าพิสูจน์ยังไง" มู่เยี่ยเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
    ปรากฏรอยยิ้มอย่างเจ่าเล่ห์ขึ้นมาบนใบหน้าของเซียงเซียง ก่อนที่นางจะพามู่เยี่ยไปพูดคุยส่วนตัว โดยมีสายตาของหลิงเทียนและกลุ่มของเขามองตามอย่างอดแปลกใจไม่ได้ จากนั้นไม่นานนักเซียงเซียงก็กลับเข้ามาเพียงคนเดียวส่วนมู่เยี่ยออกไปไหนไปทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ พอลองถามก็ได้คำตอบว่า "เรื่องของผู้หญิง" ทุกคนจึงเลิกที่จะสนใจ เพราะต่างรู้แก่ใจดีว่าต่อให้ง้างปากเซียงเซียงยังไงก็ไม่มีทางได้คำตอบแน่ๆ
    จากนั้นหลิงเทียนเริ่มแนะนำทักษะการต่อสู้ที่เขาได้ร่ำเรียนมา โดยเลือกวิชาที่เหมาะสมให้แก่คนในกลุ่มของเขา เซียงเซียงได้รับทักษะวิชาลับผนึกจันทรา เพราะนางมีจุดเด่นในการควบคุมอารมณ์ซ้ำยังมีธาตุหยินในกายสูงกว่าคนปกติธรรมดา ที่สำคัญนี่เป็นวิชาเฉพาะตัวของบรรพบุรุษเจ้าตำหนักเหมันต์จันทราที่สร้างชื่อในอดีตกาล มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักทักษะนี้ และมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถฝึกทักษะนี้ได้สำเร็จ
    หนิงเอ๋อร์มีธาตุวายุอัสนีภายในร่าง จึงเหมาจะกับทักษะร่างวายุอัสนีที่เสริมความเร็ว และพลังในการโจมตีแม้จะเทียบไม่ได้กับทักษะที่มอบให้เซียงเซียง เพราะร่างกายของหนิงเอ๋อร์เกิดในราชวงศ์ทำให้ได้รับโอสถในการช่วยบ่มเพาะพลังมากกว่าการฝึกฝนด้วยตนเองซึ่งต่างจากเซียงเซียง
    ส่วนไป๋หยุนเฟยนั้นไม่ชำนาญในด้านการต่อสู้ แต่กลับมีความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก และยังมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุพสุธา ที่สำคัญเจ้าไป๋หยุนเฟยไม่ค่อยชอบต่อสู้ พูดง่ายๆ ก็คือชอบเป็นกระสอบทรายซะมากกว่า หลิงเทียนจึงมอบทักษะกายาเทวะ ซึ่งทักษะนี้จะช่วยให้เป็นกระสอบทรายชั้นดี ซ้ำยังสะท้อนพลังในการโจมตีของอีกฝ่ายกลับไป 2 เท่าอีกด้วย ยิ่งอีกฝ่ายโจมตีรุนแรงแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อไป๋หยุนเฟยเท่านั้น เรียกได้ว่ายืนเฉยๆ ให้คู่ต่อสู้แพ้ภัยตัวเอง
    สุดท้ายคือหลิงเทียนซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าจะฝึกอะไรดี เพราะระดับของเขาในเวลานี้เทียบเท่าได้กับรองเจ้าหนัก คือแดนจักรพรรดิขั้น 9 และเขาถูกกำชับจากเหล่าบรรพบุรุษอย่างเด็ดขาดว่า ห้ามก้าวข้ามสู่ขอบเขตพระเจ้าเด็ดขาด จนกว่าร่างกายของเขาจะปรับเปลี่ยนสภาพเพื่อรองรับพลังมหาศาลได้ อย่างน้อยๆ ก็อีกหลายปี ไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าสู่ขอบเขตแห่งพระเจ้าในสภาพที่ร่างกายยังไม่ผลัดเปลี่ยนจะส่งผลให้ ร่างกายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันทีไม่ว่าใครก็ไม่อาจช่วยเหลือได้
    ฉะนั้นสิ่งที่เขาทำได้ในเวลานี้คือตีอาวุธแก้เซง ปรุงสมุนไพรแก้เบื่อ หรือนั่งคิดค้นวิชาบ้าๆ บอๆ ฆ่าเวลาเท่านั้น เพราะการผลัดเปลี่ยนร่างกายไม่มีกฏอะไรที่ตายตัว ในครั้งก่อนเพราะได้พลังของเหล่าบรรพบุรุษรักษาและปรับสมดุลให้ปกติตลอดช่วงเวลาในการฝึกภายในห้วงจิตใจ จึงทำให้ไม่มีผลอะไรที่ร้ายแรง
    วันเวลาผ่านไปอย่างแสนน่าเบื่อสำหรับหลิงเทียน แต่กลับคนอื่นๆ ภายในตำหนักรวมไปถึงกลุ่มของเขา ต่างก็เก็บตัวเงียบฝึกฝนกันอย่างหนัก เพราะเข้าใกล้งานประลอง 9 ตำหนักเข้ามาทุกทีแล้ว
    บางครั้งภายในจิตใจของหลิงเทียนก็มีชั่ววูบนึงที่เผลอไปคิดถึงมู่เยี่ยเหมือนกัน เพราะตั้งแต่การพูดคุยในครั้งนั้นของเซียงเซียง มู่เยี่ยจะมาทำความสะอาดที่ตำหนักเขาเพียงอาทิตย์ละครั้ง พอทำงานเสร็จก็จะพูดคุยกับเขาในรูปแบบเดิมๆ มันเลยทำให้เขาไม่ค่อยรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อมีคนเข้ามาพูดคุยด้วย แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามสอบถามเรื่องที่มู่เยี่ยกับเซียงเซียงพูดคุยกันในวันนั้น นางก็ไม่ยอมบอกอะไรทั้งนั้นจึงได้แต่จนใจ
    1 เดือนผ่านไป...
    ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง การประลองที่ถูกจัดขึ้นทุกๆ 1 ปีเหล่าศิษย์สายในและศิษย์หลักภายในตำหนัก ต่างกระตือรือร้นเป็นอย่างมากเพราะหวังว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือก เพื่อไปเข้าร่วมการประลองทว่าเมื่อมีคนยินดีก็ต้องมีคนผิดหวังเช่นกัน ศิษย์สายในถูกคัดเลือกไปเพียง 50 คน ส่วนศิษย์หลักถูกคัดเลือกไปเพียง 30 คนเท่านั้น โดยในปีนี้มีหลายคนที่ผิดหวังเป็นอย่างมากเพราะการคัดเลือกรอบนี้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประลองน้อยกว่าปีก่อนๆ ถึงเท่าตัว
    สถานที่จัดประลองในครั้งนี้คือตำหนักวารีพิสุทธิ์ เหล่าศิษย์ชายต่างยินดีอย่างยิ่งเมื่อรู้สถานที่จัดงาน เพราะตำหนักวารีพิสุทธื์นั้นไม่รับศิษย์ชายเข้าร่วมตำหนัก และยังได้ชื่อว่าเป็นตำหนักที่รวบรวมเหล่าสาวงามทั่วหล้าก็ว่าได้ จึงมีเหล่าศิษย์ชายของทุกตำหนักใฝ่ฝันถึงอย่างมาก
    กระทั่งหลิงเทียนเองเมื่อรู้ข่าวเหล่านี้ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะเขาเองก็อยากรู้อยากเห็นไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าหากมีโอกาสได้ไปทักษะถ้ำมองของเขาจะต้องเป็นประโยชน์ไม่น้อยแน่นอน ช่วงที่ผ่านมาแม้เขาจะพบหญิงสาวมามากมาย ถ้าเอาเข้าจริงๆ ยังไม่เจอที่ถูกใจจริงๆ เลยด้วยซ้ำ แต่ที่ยอมรับและชมชอบเซียงเซียงเป็นเพราะนิสัยของนางล้วนๆ สำหรับมู่เยี่ยก็มีแค่ความรู้สึกดีๆ มอบให้ ส่วนหนิงเอ๋อร์ยิ่งแล้วใหญ่เพราะเขาไม่เคยรู้สึกอะไรด้วยเลย นอกจากคำว่าสหายเท่านั้น
    เมื่อได้รายชื่อของเหล่าตัวแทนทุกคนแล้ว พวกเขาก็จะต้องไปรับมอบป้ายตัวแทนของตำหนัก และรวมกลุ่มเพื่อเดินทางไปยังตำหนักวารีพิสุทธิ์ สำหรับศิษย์หลักทั้ง 30 ที่ถูกคัดเลือกเมื่อได้รับมอบป้ายสามารถเดินทางไปก่อนได้ เพื่อจัดหาสถานที่พักผ่อนในตำหนักวารีพิสุทธิ์ [เด็กเส้น] ส่วนศิษย์สายในจะต้องไปรวมกลุ่มและออกเดินทางไปพร้อมกับผู้คุมกฏทีหลัง
    สำหรับกลุ่มของหลิงเทียนในครั้งนี้เซียงเซียงเป็นผู้นำกลุ่ม เพราะมีนางเพียงคนเดียวที่เคยไปทำภารกิจที่ตำหนักวารีพิสุทธิ์ จึงรู้เส้นทางในการเดินทางและหลีกเลี่ยงเส้นทางฝูงอสูรอย่างดีเยี่ยม
    การเดินทางของพวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็มาถึงภาพแรกที่ประจักษ์สู่สายตาของพวกเขาคือ ตำหนักขนาดใหญ่โตปกคลุมไปด้วยม่านพลังที่หนาแน่นเช่นเดียวกับตำหนักเหมันต์จันทรา ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือการจัดตกแต่งที่ดูสวยงามอลังการราวกับสรวงสวรรค์ แม้จะเป็นเพียงการมองจากภายนอกเท่านั้น
    หลิงเทียนเทียนใช้ทักษะถ้ำมองสำรวจไปที่ปากทางเข้าทันที ก็พบเห็นหญิงสาวสองคนวัยแรกแย้มหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ถึงกับทำให้หลิงเทียนหลงใหลได้แม้จะเพียงชั่วครู่ก็ตาม เขาได้แต่เพียงคิดในใจอย่างแสนจะเจ้าเล่ห์
    "หึ หึ!! ทักษะถ้ำมองของข้ามีประโยชน์ที่สุดก็วันนี้แหละ!!"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน