ตอนที่ 69 สงสัย
ตอนที่ 69 สงสัย หน่วยปราบปรามการลักลอบค้าของเถื่อน“หัวหน้าเจียง เกิดเรื่องขึ้นแล้วครับ”“เรื่องอะไร?”“เมื่อสักครู่ผมพึ่งได้รับอีเมลฉบับหนึ่งส่งมาจากบุคคลนิรนามครับ ในเนื้อหาระบุว่าเมื่อคืนนี้มีการขนส่งยาเสพติดกันที่ท่าเรือชุ่นเทียน และมีหลักฐานที่แนบมาด้วยเป็นภาพถ่ายจำนวนหนึ่งครับ”ตำรวจใต้บังคับบัญชานายหนึ่งกล่าวรายงานกับหัวหน้าพร้อมกับเปิดภาพถ่ายที่แนบมาด้วยขึ้น เจียงหยางรับมาดูและในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็รีบดึงแขนลูกน้องคนนั้นไปที่อีกด้านหนึ่ง ตรงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดภาพถ่ายเหล่านั้นขึ้นมาพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้น เจียงหยางไล่ดูทุกรูปที่ถูกส่งมาจนกระทั่งเลื่อนมาถึงรูปสุดท้ายที่ทำให้เขาต้องพิจารณามันซ้ำถึงสองรอบก่อนจะหันไปเอ่ยสั่งการกับลูกน้อง“ซูมไปที่คนในภาพนี้ได้ไหม?”“ผมจะลองดูครับ”“ให้ไวเลย”ลูกน้องที่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้ารีบทรุดตัวลงนั่งที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ รัวนิ้วไปตามแป้นคีย์บอร์ดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็จัดการปรับความชัดให้เสร็จสรรพหลังจากขยายภาพเรียบร้อยแล้ว เจียงหยางขยับตัวเข้ามาใกล้หน้าจอเพื่อพิจารณาภาพนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนในภาพหนึ่งในนั้นดูคล้ายกับหรงอันชิ่ง บุคคลที่หน่วยของเขาเฝ้าติดตามตัวมานาน แต่อีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันนั้นดันหันหลังให้กล้องเสียนี่ เป็นเหตุให้เจียงหยางไม่อาจระบุลักษณะหน้าตาหรือตัวตนของคนคนนี้ได้เจียงหยางจ้องมองไปที่แผ่นหลังของคนในภาพ คนคนนี้มีส่วนสูงปานกลางและมีรูปร่างค่อนข้างผอม ซึ่งคนที่มีรูปร่างแบบนี้สามารถพบได้ทั่วไปในเมืองอวิ๋นกัง ทว่าสิ่งที่ทำให้เจียงหยางรู้สึกสะกิดใจก็คือแผ่นหลังนี้มันดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ราวกับเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...“หัวหน้าเจียง”“หัวหน้าเจียง?”“...”“นายว่าอะไรนะ?”“เอ่อ...ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ?”เจียงหยางปรายตามองลูกน้องของตนแวบหนึ่ง เกาหัวตัวเองแกรก ๆ แล้วก็หันไปพิจารณาภาพนั้นต่อ ไม่นานเขาก็ชี้ไปที่จุดหนึ่งในภาพแล้วทำท่าทางขยายออก นายตำรวจใต้บังคับบัญชาที่เห็นดังนั้นก็รีบขยายภาพและปรับความชัดตรงตำแหน่งที่เจียงหยางชี้ให้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าด้วยความละเอียดของตัวภาพต้นฉบับจะไม่สามารถขยายให้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ บางประการในภาพได้ ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอให้เจียงหยางได้เบาะแสอะไรบางอย่างจากภาพดังกล่าวแล้วผู้ชายที่มองเห็นแค่ด้านหลังคนนั้นจะต้องกำลังพูดคุยเรื่องอะไรบางอย่างอยู่กับหรงอันชิ่งแน่นอน จากรูปก่อนหน้านี้ทำให้เห็นว่าหรงอันชิ่งกำลังยื่นบุหรี่ให้ผู้ชายคนนั้น จากนั้นคนคนนี้ก็รับมาสูบ เจียงหยางให้ลูกน้องซูมเข้าไปยังตำแหน่งที่เป็นนิ้วชี้และนิ้วกลางของชายปริศนาในภาพซึ่งกำลังคีบบุหรี่อยู่ และที่ตำแหน่งนั้นเองก็ปรากฏให้เห็นภาพของรอยแผลเป็นซึ่งอยู่บริเวณโคนนิ้วชี้ของเขา“หัวหน้าเจียง มีอะไรเหรอครับ?”“ไม่มีอะไร”“ให้พวกเราเข้าค้นโกดังที่ท่าเรือชุ่นเทียนไหมครับ?”“ไม่จำเป็น ผ่านไปตั้งคืนหนึ่งหลักฐานคงหายไปหมดแล้ว ค้นไปก็ไม่มีอะไรหรอก” เจียงหยางจ้องเขม็งไปที่ภาพนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เขาละสายตากลับมาและหันไปพูดกับลูกน้อง“ไปหาคนส่งเมลล์นั่นมาให้ได้ เราต้องเหยียบเรื่องนี้ให้เป็นความลับไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”ลูกน้องคนดังกล่าวพยักหน้ารับแข็งขัน “ได้ครับหัวหน้าเจียง”เจียงหยางตบบ่าลูกน้องของตนไปสองที ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เขาเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานของตนและล็อกประตู หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็รีบเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นต่อสายตรงไปยังหัวหน้าของตัวเอง(มีอะไร?)“หัวหน้าเว่ยครับ”“เสี่ยวเจียง?” “ครับ ผมเอง”เจียงหยางวางหูโทรศัพท์ไว้แล้วเดินไปที่หน้าต่าง มองซ้ายมองขวาเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่ จากนั้นเขาก็ปิดผ้าม่านลงแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง ยกหูโทรศัพท์ขึ้นและกรอกเสียงลงไป“มีคนส่งอีเมลไม่ระบุที่มาให้เราฉบับหนึ่งครับ เมื่อคืนนี้หรงอันชิ่งขนของเข้าโกดังที่ท่าเรือชุ่นเทียน แต่ว่าคนที่ติดต่อกับเขา...”(คนที่ติดต่อกับเขามันทำไมเหรอ?)เจียงหยางลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมกล่าวออกมาด้วยเสียงที่เบาลง “ผมสงสัยหัวหน้าเซี่ยครับ”ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม (นายแน่ใจแล้วเหรอ?)“ตอนนี้ผมยังไม่มั่นใจครับ แต่ถ้าเป็นหัวหน้าเซี่ยจริง ๆ...”(รีบไปตรวจสอบให้ชัดเจน ถ้ามีอะไรคืบหน้าให้รายงานฉันทันที)“ครับ หัวหน้าเว่ย”เมื่อได้ยินเสียงว่าปลายสายน่าจะกำลังยุ่ง เจียงหยางจึงรีบวางสายในทันที เขานั่งเอนกายพิงพนักอยู่ครู่หนึ่ง คิดทบทวนถึงสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้วนไปวนมาอยู่หลายตลบ ท้ายที่สุดจึงได้หยิบปืนออกมาจากลิ้นชัก คว้าเสื้อโค้ตขึ้นพาดบ่า รีบออกจากสถานีตำรวจและขับรถไปที่บ้านของหัวหน้าเซี่ยเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง บ้านตระกูลเซี่ย เว่ยเชียนเฉินและหมิงจวงพึ่งเจอที่อยู่ของเซี่ยรุ่ยคางได้ไม่นาน รถของเจียงหยางก็ขับมาจอดที่หน้าบ้านหลังนั้นพอดี คนทั้งสองที่เห็นดังนั้นรีบเลี้ยวรถเข้าจอดที่อีกหัวมุมหนึ่งของถนนแล้วเฝ้าสังเกตการกระทำของเจียงหยางอยู่ในความมืดเจียงหยางไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่าตัวเองกำลังถูกจับตามองอยู่ หลังจากลงมาจากรถ เขาก็หันไปมองสำรวจรอบ ๆ ตัวครั้งหนึ่ง เมื่อไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ เขาก็เดินไปกดกริ่งที่หน้าประตูรั้ว กดอยู่นานสองนานก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้สักคน เจียงหยางพยายามชะเง้อชะแง้คอมองผ่านประตูรั้วเข้าไปยังตัวบ้าน เขาเห็นประตูหน้าต่างทั้งชั้นบนและล่างถูกปิดไว้หมด ราวกับไม่มีใครอยู่บ้านอย่างไรอย่างนั้นหลังจากเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูรั้วพักใหญ่ เจียงหยางก็ตัดสินใจโทรหาลูกน้องในหน่วยของตัวเองให้ช่วยตรวจสอบว่าเซี่ยรุ่ยคางได้ทำเรื่องลาพักร้อนหรืออะไรไว้หรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้วลูกน้องของเขาก็แจ้งกลับมาว่าอีกฝ่ายได้ลาพักร้อนยาวเพื่อไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว เจียงหยางกดวางสายไปหลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว เขามองสำรวจเข้าไปในรั้วบ้านอีกพักหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวขึ้นรถไปเมื่อไม่พบการเคลื่อนไหวใด ๆ ภายในตัวบ้านอีก“เขาเดินวนไปวนมาทำไม?”“เซี่ยรุ่ยคางไม่อยู่บ้าน”“พอรู้ว่าเรื่องแดงขึ้นมาก็คงหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วมั้ง?”“นายสะกดรอยตามเขาไป ฉันจะเข้าไปดูในบ้านหน่อย”“ได้”หลังจากพูดจบเว่ยเชียนเฉินก็มองไปยังสองข้างทาง จากนั้นเขาก็รีบเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านข้างแล้วขับออกจากบ้านของเซี่ยรุ่ยคางไปในทันที เมื่อเว่ยเชียนเฉินจากไปแล้ว หมิงจวงก็เดินออกมาจากหัวมุมถนนแล้วมองลอดผ่านประตูรั้วเหล็กเข้าไปในบ้าน เขาเอื้อมมือคว้าจับรั้วเหล็กเอาไว้แล้วลองเขย่าดูสองสามครั้ง และแล้วในที่สุดร่างในชุดขาวก็ไปปรากฏตัวอยู่ภายในขอบเขตของบ้านตระกูลเซี่ยผ่านประตูรั้วนั่นเองคนตระกูลเซี่ยคงจะรีบหนีมากจนลืมแม้กระทั่งล็อกประตูบ้าน หมิงจวงผลักประตูเข้าไป ภายในตัวบ้านถูกตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหราละลานตาผู้มอง ดูเหมือนว่าของมีค่าทั้งหมดจะถูกนำมากองอยู่ที่โซนด้านหน้าตามสไตล์ที่พวกเศรษฐีใหม่ชอบทำกันไม่มีผิดหมิงจวงเดินลึกเข้าไปภายในบ้าน เขาสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของคนแปลกหน้าในบ้านหลังนี้เลยแม้แต่คนเดียว หลังจากยืนมองสำรวจอยู่ในห้องรับแขกที่แสนหรูหราอีกพักหนึ่ง หมิงจวงก็เดินขึ้นชั้นบนและเข้าไปในห้องทำงานผ่านห้องนอนของคนตระกูลเซี่ย ด้านในนั้นเขาพบกับตู้เซฟหลังหนึ่งอยู่ตรงบริเวณหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของห้อง※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※เจียงหยางไม่มีทางคาดคิดแน่นอนว่าตัวเองจะถูกเว่ยเชียนเฉินสะกดรอยตาม เช่นเดียวกับหมิงจวงที่คงคาดไม่ถึงเช่นกันว่าตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องทำงานของเซี่ยรุ่นคาง การเคลื่อนไหวของเขาก็ถูกบันทึกไว้ได้ทั้งหมดโดยกล้องวงจรปิดที่หลบซ่อนอยู่มุมหนึ่งของห้อง และภาพวิดีโอเหล่านั้นก็ถูกส่งตรงไปยังหน้าจอแท็บเล็ตที่อยู่ในมือของเฉินอันหลาน“คุณชายสามครับ ผมเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บให้เรียบร้อยแล้วนะครับ”“อืม”“มีอะไรให้ผมรับใช้อีกไหมครับ?”“เหลยจิน” เฉินอันหลานละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือแล้วหันมองไปทางเหลยจินที่ยืนอยู่ด้านข้าง“ตอนไปที่บ้านตระกูลเซี่ย นายไม่เห็นใครเลยใช่ไหม?”เหลยจินส่ายหน้า“ตอนผมไปถึงก็ไม่มีใครอยู่แล้วครับ ตามคำสั่งของคุณชาย ผมได้ทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ในห้องทำงานและย้ายตู้เซฟที่ถูกติดตั้งระเบิดไว้เข้าไปในห้องนั้น หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยผมก็ออกมาโดยไม่ได้ล็อกประตูตามที่คุณชายสั่งเลยครับ”“นายได้รายงานเรื่องนี้ให้พี่รองรู้ไหม?”“ไม่ครับ ผมไม่กล้าบอกคุณชายรองหรอกครับ”เฉินอันหลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอนกายลงบนโซฟา“โอเค ที่นี่ไม่มีอะไรแล้วล่ะ นายกลับไปก่อนเถอะ”เหลยจินได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที“คุณชายสามครับ คุณไม่มีทางรู้หรอกครับว่าเมื่อคืนที่คุณหายตัวไป ผมเกือบถูกคุณชายรองฆ่าทิ้งจริง ๆ แล้ว และถ้าหากคราวนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณอีก ผมจะอธิบายกับคุณชายรองว่ายังไงล่ะครับ”“สองวันนี้ฉันไม่ออกไปไหนหรอก”“เมื่อวานคุณชายก็พูดแบบนี้ แล้วหลังจากนั้นคุณก็หนีออกไปข้างนอกคนเดียว...”“งั้นนายก็คอยมาส่งข้าวให้ฉันทั้งสามมื้อเลยแล้วกัน ทีนี้วางใจได้หรือยัง?”เหลยจินคิดตามสักพัก เมื่อรู้สึกว่าแบบนี้ยุติธรรมดีแล้วจึงยอมพยักหน้า โค้งตัวให้เฉินอันหลานครั้งหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากประตูไปเมื่อไม่ได้ยินเสียงใดลอยมาเข้าหูแล้ว เฉินอันหลานก็มองไปที่ประตูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเขาก็ดึงสายตากลับมาที่หน้าจอแท็บเล็ตในมือตัวเอง จากภาพในกล้องวงจรปิดเวลานี้ หมิงจวงกำลังเดินตรงมาที่ตู้เซฟ เขาหยุดยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าครู่หนึ่งก่อนจะย่อตัวคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อสำรวจมันเฉินอันหลานนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาพร้อมกับมองดูการกระทำของหมิงจวงในวิดีโอไปด้วย เขายกแก้วน้ำที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาจิบช้า ๆ รอดูฉากสนุก ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภาพวิดีโอนั้นหมิงจวงนั่งอยู่ที่หน้าตู้เป็นนานสองนาน และแทนที่เขาจะยื่นมือออกไปเปิดตู้เซฟนั้นออก เขากลับล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แปะวัตถุนั้นลงบนตัวล็อกของตู้เซฟแล้วรีบถอยหลังออกมาเฉินอันหลานที่กำลังจิบน้ำอยู่บนโซฟาถึงกับชะงักไปในทันที หลังจากดึงสติกลับมาได้เขาก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วหรี่ตามองตู้เซฟหลังนั้น วัตถุโลหะที่ถูกแปะอยู่บนตัวล็อกของตู้เซฟกะพริบเป็นแสงสีแดงออกมาสองครั้งก่อนจะระเบิดออกอย่างกะทันหัน และส่งผลให้ระเบิดขนาดเล็กที่เฉินอันหลานสั่งให้เหลยจินนำไปติดตั้งไว้เกิดระเบิดตามมาเช่นกัน แม้พลังทำลายล้างของมันจะไม่ได้มีมากแต่ก็ทำให้เกิดควันโขมงปกคลุมทั่วห้องได้ไม่น้อยเลยทีเดียวหลังจากที่เกิดระเบิดขึ้น หมิงจวงก็ไม่ได้เข้าไปดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตู้เซฟแต่กลับสอดส่ายสายตามองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องอย่างระมัดระวังแทนฝ่ายเฉินอันหลานเมื่อไม่ได้เห็นเรื่องสนุก ๆ อย่างที่คาดหวังไว้จึงได้กดปุ่มบนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อควบคุมกล้องจากระยะไกล กล้องวงจรปิดที่หลบซ่อนอยู่ภายในห้องทำลายตัวเองอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้หมิงจวงได้หลักฐานที่สามารถสาวมาถึงตัวเขาได้เฉินอันหลานโยนแท็บเล็ตลงบนโซฟาแล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง เขาเลิกม่านขึ้นและพบว่าที่ข้างนอกนั่น เหลยจินและลูกน้องอีกสองสามคนยังคงวนเวียนอยู่บริเวณประตูรั้วทั้งหน้าและหลังโดยไม่มีทีท่าว่าจะจากไปไหนดวงตาที่แสนเย็นชาคู่นั้นหรี่แคบลง เฉินอันหลานดึงม่านปิดพร้อมกับแสงไฟในห้องที่เริ่มสลัว จู่ ๆ เขาก็ไพล่นึกไปถึงเรื่องราวของชายแปลกหน้าคนนั้นที่อยู่ด้วยกันกับเขาในห้องมืด ๆ เมื่อวานนี้ ภาพเหตุการณ์ตอนที่อยู่ในห้องน้ำหวนคืนมา...ใบหน้าของเฉินอันหลานเฉินอันหลานมืดครึ้มลงเรื่อย ๆ เมื่อจำได้ว่าคนคนนั้นรูดซิปกางเกงให้เขายังไง ชายคนนั้นดูเหมือนจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในขณะที่เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวอีกฝ่ายเลย แม้กระทั่งสถานที่ที่ถูกพาไปเมื่อคืนก็ยังนึกไม่ออก ตอนแรกเฉินอันหลานคิดว่าผู้ชายคนนั้นคือลานเซลอต แต่ทั้งกลิ่นและพฤติกรรมการแสดงออกนั้นห่างไกลจากลานเซลอตมากเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็เช็กกล้องวงจรปิดของโรงแรมมาแล้วและเห็นว่าลานเซลอตไม่ได้เดินออกมาที่ระเบียงทางเดินเลยแม้แต่ก้าวเดียว...แต่ถ้าดูจากที่หมิงจวงเข้าไปสำรวจภายในบ้านของเซี่ยรุ่ยคางเมื่อสักครู่นี้ก็แสดงว่าลานเซลอตจะต้องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือชุ่นเทียนเมื่อคืนนี้แน่นอนลานเซลอตจะใช่คนที่ช่วยเขาหรือเปล่า?ในตอนที่เขากำลังตกอยู่ในภาวะสับสนงุนงงอยู่นั้น หัวสมองก็พลันนึกขึ้นได้ถึงเรื่องเมื่อคืนในตอนที่ฝ่ายนั้นกำลังทำแผลให้เขา ตอนนั้นเพราะความเจ็บปวดที่มีมากเกินจะทานทนทำให้เขาเผลอใช้เล็บจิกไปบนท่อนแขนของผู้ชายคนนั้นเต็มแรง หรือก็คือถ้าหากลานเซลอตมีรอยแผลบนแขนเหมือนกันก็หมายความว่าลานเซลอตไปที่นั่นในคืนนั้นและเป็นชายแปลกหน้าที่ช่วยเขาไว้อย่างไม่ต้องสงสัยคิดมาถึงตรงนี้ เฉินอันหลานก็รีบต่อสายไปหาพนักงานของโรงแรมและแอบถามเรื่องบางอย่างกับเขาแบบลับ ๆ ทันที