ตอนที่1
หญิงวิปลาส
เสียงหึ่งๆของยุงตัวจิ๋วกำลังบินวนไปเวียนมาข้างหูของหญิงสาวซึ่งนอนตะแคงอยู่บนพื้นไม้ กลิ่นอับชื้นเตะจมูกทันทีที่สติของเธอกลับคืนมาใบหน้ากลมมนขยับไปมาอย่างเชื่องช้าเผยเปลือกตาหนักอึ้งอย่างยากลำบาก จนเริ่มมองเห็นสรรพสิ่งที่อยู่รอบกายได้แจ่มชัดขึ้นกลิ่นสารพัดสารเพที่มาัักับจมูกจนยากนักที่จะแยกแยะได้ว่ามันคือกลิ่นอะไรบ้างแต่รวมๆ แล้วกลิ่นของพวกมันแทบทำให้เธอสลบไปอีกรอบ
“เหม็นได้ใจจริงๆ” บัวดินรู้สึกเมื่อยล้าไปทั่วร่าง หญิงสาวใช้ศอกยันร่างสูงสมส่วนของตัวเองขึ้นนั่งได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันพร้อมกับความรู้สึกหนักที่ข้อมือและข้อเท้าทำให้ต้องสำรวจตัวเองด้วยความสงสัย
“เฮ้ย! ตรวนนี่หว่า ใครมาจับฉันล่ามไว้วะปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ปล่อยฉันเดี๋ยว...”
หญิงสาวะโสุดเสียงแต่กู่ร้องไม่ทันครบประโยคก็ต้องใจนแทบช็อกเมื่อเห็นลูกกรงเหล็กคล้ายกับห้องขังที่สถานีตำรวจที่เธอทำงานอยู่ต่างกันที่บรรยากาศในห้องนี้ดูโบราณและวังเวงชอบกลด้านหน้าห้องขังมีผู้ชายตัวโตผิวคล้ำเข้มสองคนยืนคุมอยู่พวกเขานุ่งโจงกระเบนสีแดงหม่นยาวเกือบค่อนหน้าแข้ง สวมเสื้อแขนสั้นสีเดียวกับท่อนล่างคล้ายคนในสมัยก่อนมือใหญ่ถือดาบ ใบหน้าถมึงทึงแลดูน่าเกรงขาม ผู้คุมทั้งสองหันมามองหญิงสาวด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะหันกลับไปอีกครั้งอย่างคร้านจะใส่ใจ
‘นี่ฉันถูกจับอย่างนั้นเหรอ ข้อหาอะไร ทำไม บ้าน่า เมื่อกี้ฉันกำลังสืบคดีอยู่นี่น่าแล้วทำไมมาโผล่ในห้องขังแบบนี้ได้ล่ะ แถมคุกที่นี่ก็ไม่คุ้นเอาเสียเลย...ฝันแน่ๆ’
บัวดินยกแขนที่คล้องด้วยโซ่ตรวนข้างหนึ่งหยิกแก้มและแขนของตัวเองก็แล้วดึงผมก็แล้ว ก็ทำให้เธอได้คำตอบอย่างหนึ่งว่า หยิกจริง...เจ็บจริง!
‘นี่ไม่ใช่ความฝันฉันกำลังติดคุก!’ เสียงในใจของบัวดินตะเบ็งลั่นอกอย่างขวัญเสีย
“คนร้ายฟื้นแล้วหรือไม่”
เสียงห้าวเข้มมีสำเนียงเหน่อของชายคนหนึ่งเรียกสายตาของบัวดินให้หันไปมองทันทีเขาเป็ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้าตัวโตผึ่งผายสวมเสื้อคอแหลมแขนสั้น อกเสื้อสาบซ้ายทับสาบขวามีผ้ากุ๊นตรงปลายแหลมทั้งที่คอ สาบหน้าและชายเสื้อ สวมกางเกงยาวลงมาแค่หน้าแข้งนุ่งผ้าหยักรั้งซ้อนทับกางเกง ชายผ้ายาวเสมอเข่ามีผ้าคาดเอวอีกทับหนึ่ง การแต่งกายอันสลับซับซ้อนนี้ทำให้บัวดินถึงกับหน้าเหวอเมื่อเหลือบไปเห็นทรงผมซึ่งไว้ผมเฉพาะที่กลางกระหม่อม ต้นผมนอกไล่ต่อลงมาโดยรอบโกนเกลี้ยงแบบมหาดไทยของเขาก็ทำให้ลมแทบจับเพราะช่างเหมือนคนโบราณไม่มีผิดสิ่งที่เห็นทำให้ขนที่แขนของหญิงสาวลุกชันด้วยความหวาดกลัว
“ผีหลอก!” บัวดินะโโหวกแหวกปิดหูปิดตาเนื้อตัวสั่นเทา
“ติดคุกแล้วยังโดนผีหลอกอีกเหรอทำไมมันซวยอย่างนี้วะ!”หญิงสาวนั่งหลับตาปี๋สวดมนต์พึมพำพร้อมยกมือขึ้นพนมสวดมนต์เป็บ้าเป็หลังโจรผู้ร้ายหน้าไหนตำรวจหญิงใจห้าวหาญอย่างบัวดินไม่เคยหวั่นเลยสักนิด แต่กับคุณผีเธอต้องขอแสดงความเคารพไว้ ณ ที่นี้
ผีกำลังเดินเข้ามาหาเธอในห้องขังแล้วถามด้วยน้ำเสียงงุนงง
“เอ็งเป็อันใดรึ”
บัวดินได้ยินคำโบราณสำเนียงเหน่อคล้ายคนสุพรรณแต่เหน่อน้อยกว่าทำให้หัวใจพลันเต้นแทบกระดอนออกมา หญิงสาวเงยหน้าทั้งที่มือยังปิดตาไว้ แล้วกางนิ้วมือออกจนเห็นใบหน้าคมสมส่วนผิวขาวเหลืองดูคล้ำแดดคิ้วดำเข้มขับให้ดวงตาสีนิลคมกล้าฉายแววแห่งอำนาจอย่างเด่นชัด
“คุณ...เอ่อ...ท่านเป็คนหรือผีคะ” บัวดินลองเสี่ยงถาม
“คำพูดคำจาของเอ็งแปลกหูนัก ทั้งยังแต่งกายผิดชาวเรา เอ็งมาจากที่ใดเล่า เหตุใดจึงนุ่งผ้าเฉกเช่นชายเยี่ยงนี้ผมเผ้ารึก็ยุ่งเหยิงนัก”
‘แต่งกายผิดชาวเราอย่างนั้นเหรอ’
หญิงสาวหันกลับมาสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าตนเองยังอยู่ในสภาพเดิมเสื้อยืดสีขาวยาวคลุมสะโพก สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาล กางเกงยีนเนื้อดีตัวเก่งและสวมรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังราคาแพงที่เธอเพิ่งกัดฟันซื้อมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ส่วนผมซอยสั้นของเธอมันยาวขึ้นมากจนประบ่าด้วยความที่ไม่ชอบมัดผมจึงปล่อยเอาไว้แบบนั้น
‘จริงสิเมื่อวานรุ่นพี่กระซิบกระซาบกันว่าจะรับน้องใหม่อย่างไรดี เพราะเราพึ่งย้ายมาแผนกสืบสวนได้ไม่นานสงสัยคงรับน้องแน่ๆ นี่พาฉันมาขังในโรงลิเกเลยเหรอลงทุนจ้างพระเอกลิเกมาเข้าฉากด้วยหรือนี่แต่ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มานั่งรับน้องหรอกนะ’ หญิงสาวถอนใจเมื่อคิดเองเออเองออกมาเป็ฉากๆ
“พอเถอะค่ะ แหม...แสดงเนียนเชียวนะคะ พี่เป็พระเอกลิเกวิกไหนเหรอ เล่นเก่งจนหนูเชื่อสนิทใจเลย”บัวดินเอ่ยด้วยรอยยิ้มขบขัน ความหวาดกลัวหายเป็ปลิดทิ้ง
เขาไม่ตอบได้แต่มองหญิงสาวนิ่งคล้ายใช้ความคิดตรึกตรอง
“เอ็งวิปลาสดอกรึ มิน่าเล่าจึงพูดจาแปร่งหูทั้งยังแต่งกายแปลกผู้แปลกคนเยี่ยงนี้ เอาเถิด...เอ็งคงฆ่าคนโดยมิตั้งใจ ข้าจักช่วยเท่าที่จะทำได้อย่าได้เกรงกลัวไป” เขาพูดน้ำเสียงมีเมตตาแต่คำพูดเหล่านี้กลับทำให้บัวดินใจนอ้าปากค้าง
“คุณพูดว่าอะไรนะ! ฉันฆ่าคนตายอย่างนั้นเหรอรับน้องแรงไปแล้วมั้งพี่” ร่างบางหัวเราะแกนๆ แต่เมื่อสบตากับชายหนุ่มก็ถึงกับยิ้มค้างสายตาของเขาไม่มีวี่แววว่าเป็การแสดงละครเพื่อแกล้งเธอเล่นเลย มันดูมั่นคงแน่วแน่ จริงจัง เจือความสงสัยหลายส่วน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาพูดมาแต่ละคำนั้นคือความจริง!
เธอกำลังถูกขังในคุกด้วยข้อหาฆ่าคนตาย!
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองหญิงสาวด้วยความสงสัยยิ่งขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมา
“เอ็งแกล้งบ้าดอกรึ”
“ฉันไม่ได้บ้า แล้วก็ไม่ได้ฆ่าคนตายด้วย ฉันขอโทรศัพท์ด้วยค่ะจะติดต่อรุ่นพี่ที่กองปราบ”
“เอ็งหมายถึงสิ่งใดกัน”
‘โอ๊ย! ฉันอยากจะบ้าตาย’ หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาอยู่ในที่แปลกๆที่มีคนพูดจาด้วยภาษาโบราณ แถมแต่งตัว ทำผมโบราณตามหน้าตาแบบนี้ถ้านี้ไม่ใช่การรับน้องล่ะก็ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มันคืออะไร!
‘ไว้ค่อยคิดก็แล้วกันว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ตอนนี้ต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าก่อน’หญิงสาวจัดการความคิดอย่างรวดเร็ว
“ฉัน้าแก้ต่างให้ตัวเอง คุณจะช่วยฉันได้ไหมคะ” บัวดินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขังแต่อ่อนน้อมอยู่ในที
เขามองสีหน้ามุ่งมั่นของหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“เองมีนามว่ากระไร”
“ฉันชื่อบัวดินค่ะ”
"หากเอ็งทำผิดข้าก็ต้องว่าไปตามผิด แต่หากเอ็งมิใช่คนร้าย ข้าก็จะช่วยสุดกำลังเช่นกัน”เขาเอ่ยด้วยแววตาแน่วแน่ระคนเมตตาก่อนจะเดินออกไปจากห้องขังบัวดินรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังกระวนกระวายกับสิ่งแปลกใหม่ที่กำลังพบเจออยู่นี้
หลังจากนั้นไม่นานบัวดินก็ถูกชายตัวโตสองคนจูงโซ่ตรวนเส้นยาวพาเดินออกจากห้องขังเธอเงยหน้ามองผู้คุมทั้งสองสลับไปมา
‘คนพวกนี้ตัวโตจัง’บัวดินนึกทึ่งในใจ ขนาดเธอสูงหนึ่งร้อยเจ็บสิบเิเยังดูตัวเล็กอ้อนแอ้นไปทันทีเมื่อเทียบกับชายสองคนนี้
ระหว่างทางหญิงสาวก็คิดทบทวนเื่ของตัวเองว่าก่อนหน้านี้เธออยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่เธอมียศร้อยตำรวจตรีที่พึ่งขอย้ายจากฝ่ายธุรการมาที่ฝ่ายสืบสวน พึ่งได้รับมอบหมายให้ไปช่วยร้อยตำรวจเอกศรชัยสืบคดีคนหายเธอรู้สึกเสียอารมณ์พอสมควรเพราะนึกว่าจะได้ไปสืบคดีใหญ่กว่านี้แต่มันก็ยังดีกว่าทำงานเอกสารเหมือนสองปีที่ผ่านมา
‘เธอคือน้องใหม่ใช่ไหม’ร้อยตำรวจเอกเอกศรชัยเอ่ยถาม
‘ใช่ค่ะ...ดิฉันร้อยตำรวจตรีบัวดินพงศ์พนา รายงานตัวค่ะ’ หญิงสาวยืนตัวตรงตะเบ๊ะทำความเคารพ ‘บัวรับรองเลยว่าจะไม่เป็ภาระให้ผู้กองแน่ๆ’
‘ดีมากวันนี้เราต้องสืบคดีการหายตัวไปของคุณขวัญข้าว ลูกสาวคนเดียวของคุณดิเรกพ่อค้าข้าวอันดับต้นๆ ของประเทศ’ ผู้กองเน้นคำว่าพ่อค้าข้าวอันดับต้นๆของประเทศเขารู้สึกคับข้องใจที่ต้องพักการตามหาเด็กชายวัยแปดขวบของชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งหายตัวไปเมื่อสองวันก่อนเพื่อมาสืบเื่การหายตัวไปของบุตรสาวผู้มั่งมีคนหนึ่งตามคำสั่งเบื้องบน
‘มีเบาะแสอะไรบ้างไหมคะผู้กอง’
‘ผมพบข้อมูลว่าก่อนที่คุณขวัญข้าวจะหายตัวไปเธอเดินทางไปบ้านพักตากอากาศที่อยุธยาฯ พ่อของเธอไปตามหาที่นั้นแล้วแต่ก็ไม่พบจึงให้คนออกไปตามหาทุกที่ที่คาดว่าคุณขวัญข้าวน่าจะไป แต่ก็ยังไม่พบอยู่ดี’
‘อาจเป็ศัตรูของคุณดิเรกรึเปล่าคะอย่างเช่นคู่แข่ง พวกที่ขัดผลประโยชน์หรืออาจมีคนแค้นเคืองกันมาก็เลยจับตัวคุณขวัญข้าวไป’
‘เื่นี้ก็อาจเป็ไปได้แต่เรายังไม่พบหลักฐานที่สาวไปถึงประเด็นนั้นผมก็เลยอยากไปที่สุดท้ายที่มีคนพบคุณขวัญข้าว’
บัวดินคิดว่าผู้กองศรชัยดูคล่องแคล่วมากเขาเป็คนตัวสูงผิวคล้ำเข้ม ใบหน้าเรียบๆ นิ่งๆของเขาเหมือนกับคนไม่ค่อยหัวเราะมานานหลายสิบปี
‘คนอะไรยิ้มยากชะมัด’หญิงสาวพึมพำในใจ
ั้แ่บัวดินมาทำงานที่นี่มีโอกาสได้พบผู้กองศรชัยไม่กี่ครั้งแต่ละครั้งก็จะเห็นจากที่ไกลๆ เพราะเขาจะเข้ามาที่โรงพักไม่นานก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปทำงานข้างนอกเธอจึงไม่มีโอกาสได้ทักทายเขาเลย
ทั้งคู่เดินทางไปบ้านพักที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของดิเรกด้วยรถกระบะสี่ประตูสีดำคู่ใจของผู้กองศรชัยสถานที่แห่งนี้ดูร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่เขียวชอุ่มรายล้อมตัวบ้านทรงไทยที่ทำจากไม้สักทั้งหลังด้านล่างของบ้านไม้ทรงไทยถูกต่อเติมด้วยอิฐฉาบปูนทาทับด้วยสีขาวจึงไม่เหลือโถงกว้างด้านล่างเช่นบ้านสมัยก่อน แม้มันจะดูเก่าและทรุดโทรมไปบ้างแต่ในสายตาของบัวดินคิดว่ามันสวยเด่นและน่าอยู่มากทีเดียว พวกเธอได้พบกับตาชินและยายหมายซึ่งเป็คนเฝ้าบ้านหลังนี้ทั้งคู่อายุราวหกสิบปี หน้าตายิ้มแย้มแต่ไม่ช่างเจรจา
ผู้กองศรชัยพบร่องรอยของขวัญข้าวหลายจุดเมื่อสืบถามจากตาและยายที่เฝ้าบ้านก็ได้ความว่า แต่ก่อนขวัญข้าวไม่ค่อยมาที่บ้านหลังนี้นักแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนหญิงสาวแทบจะย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เป็การถาวรและมักหมกตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน ส่วนเื่อาหารการกินนั้นขวัญข้าวบอกว่าจะดูแลตัวเองและกำชับไม่ให้พวกเขาเข้ามาในบ้านเพราะกำลังทำงานสำคัญอยู่ แต่ไม่รู้ว่างานอะไรนานๆ ทีพวกเขาถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำความสะอาดบ้านและพบนายสาวครั้งสุดท้ายเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน
‘ทำไมคุณขวัญข้าวต้องทำตัวแปลกๆด้วยก็ไม่รู้ เท่าที่อ่านประวัติมา เธอจบด้านบริหารธุรกิจจากอเมริกาแต่ก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไรนั่งๆ นอนๆ เป็คุณหนูใช้เงินไปวันๆ แล้วจะมีงานสำคัญอะไรต้องทำล่ะคะอีกอย่างรถของเธอก็จอดอยู่ที่นี่ แล้วคุณหนูอย่างเธอจะไปข้างนอกอย่างไรโดยที่ไม่มีใครแถวนี้รู้เลย’
‘ใช่...ผมเข้าไปตรวจดูในห้องของเธอก็ไม่พบสิ่งน่าสงสัยอะไรเลยเรามองข้ามอะไรไปแน่ๆ คงต้องออกแรงตรวจให้ละเอียดอีกสักรอบแล้วล่ะคุณไปดูชั้นล่างนะ ส่วนผมจะตรวจดูชั้นบนเอง’ ผู้กองศรชัยเอ่ยเสียงเครียดก่อนจะเดินลิ่วไป้าของบ้านทันที
บัวดินเดินสำรวจภายในบ้านอีกครั้งจนเข้าไปในห้องเก็บของซึ่งมีของเก่ามากมายวางเรียงรายเต็มไปหมดบนโต๊ะไม้สักตัวยาวมีกรอบรูปวาดเก่าๆ วางกองทับกันหลายใบมันถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสมีฝุ่นเกาะหนาทึบ
‘เอ๊ะ! รอยนิ้วมือนี่’ หญิงสาวรีบถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลแล้วจดบันทึกข้อความไว้ในสมุดเล่มเล็กประจำตัวก่อนจะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ก็พบว่าข้าวของแทบทุกอย่างถูกััจากมือของใครบางคนถ้าเป็พวกขโมยคงไม่ใช่แค่จับของแล้วตั้งทิ้งไว้พร้อมลายนิ้วมือแน่ๆแต่คงเอาของเก่าพวกนี้ไปขายเสียมากกว่า นี่อาจเป็รอยนิ้วมือของขวัญข้าวก็ได้ว่าแล้วมือบางก็รีบถ่ายภาพจุดที่พบรอยนิ้วมือและบันทึกข้อความไว้ในสมุดเล่มเล็กอีกครั้ง
หญิงสาวสำรวจไปเรื่อยๆก็พบห้องเล็กห้องหนึ่งจึงเดินเข้าไปดูก็พบตู้ไม้สักเก่าเรียงรายรอบห้องในตู้มีของเก่าที่เป็งานประดับมุข เครื่องลายคราม เบญจรงค์ทั้งถ้วย โถ ชามและอื่นๆ อีกมากมาย
บริเวณกลางห้องมีโต๊ะไม้สักเก่าตัวหนึ่งบนนั้นมีกล่องไม้สีน้ำตาลเข้มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาวกว่าฝ่ามือเล็กน้อยวางอยู่บนฝากล่องมีลวดลายลงเส้นสีทองรูปดอกบัวและใบบัวดูพลิ้วไหวงามตาโดยดอกบัวนั้นลงสีชมพูอ่อนดูอ่อนหวาน ส่วนใบบัวมีสีเขียวมรกตดูประณีตและงดงามยิ่ง
บัวดินคิดจะถ่ายภาพเก็บไว้แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอทิ้งกล้องถ่ายภาพและสมุดบันทึกไว้บนโต๊ะก่อนจะมองกล่องไม้ใบนี้ราวต้องมนต์สะกด
มือเรียวบางเอื้อมไปจับกล่องไม้อย่างแ่เบาก่อนจะปลดสลักฝากล่องออกและค่อยๆ เปิดฝาออกมา ก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวกวาดสายตาไปทั่วกล่องก็สะดุดกับฝาด้านในซึ่งบนพื้นไม้เรียบๆมีข้อความแกะสลักด้วยอักขระโบราณยาวสามบรรทัด มันดูเลือนไปมากตามกาลเวลาหญิงสาวกวาดตามองตัวอักษรนั้นอย่างใคร่รู้จนครบทุกตัวอักษรทั้งที่เธอไม่สามารถอ่านมันได้เลยแม้แต่คำเดียว
ฉับพลันแสงหลากสีก็พวยพุ่งออกจากกล่องไม้!
ทุกอย่างรอบกายของเธอก็กลายเป็สีขาวโพลนและแล้วสติก็ดับวูบไป