หลังเหตุการณ์มหาภัยพิบัติจากการจู่โจมอย่างบ้าคลั่งของฝูงอสูรกายการ์เลนอส ณ อาณานิคมผู้รอดชีวิตหมายเลข 47 ผ่านพ้นไปได้ร่วมหลายวัน สภาพความตื่นตระหนกและกลิ่นอายแห่งาในพื้นที่เริ่มเจือจางลงตามกาลเวลา โครงสร้างแนวกำแพงเหล็กกล้าและระบบสนามพลังงานป้องกันส่วนเหนือที่เคยปริแตกเสียหายยับเยินจากแรงกระแทกของ Class 2 บัดนี้ได้รับการระดมทีมวิศวกรและหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงหนักตรากตรำซ่อมแซมจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานตรึงกำลังได้อีกครั้ง
ประชาชนคนธรรมดาที่รอดชีวิตล่วงพ้นความตายมาได้เริ่มทยอยออกจากหลุมหลบภัยใต้ดิน ก้าวเท้ากลับมาดำเนินวิถีชีวิตประจำวันตามปกติท่ามกลางซากอารยธรรมที่กำลังบูรณะ ขณะเดียวกัน กองกำลังส่วนกลางขององค์กร V.I.F. ก็ได้ทำการป่าวประกาศแถลงการณ์สรุปผลการรบ ยืนยันหน้าฉากถึง ชัยชนะอันยิ่งใหญ่และเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างเป็ทางการผ่านหน้าสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของมวลชนให้กลับคืนมา
ทว่าสำหรับริน แล้ว...ชัยชนะที่ถูกประดับประดาด้วยคำลวงสวยหรูเ่าั้กลับไม่ได้ช่วยเยียวยาาแในจิตใจของเธอเลยแม้แต่น้อย
ภาพเหตุการณ์จริงในวินาทีที่ร่างเนื้อของทหารกล้าหลายนายแหลกสลายกลายเป็ผงคลีต่อหน้าต่อตา สุ้มเสียงแผดร้องขอความช่วยเหลือสลับกับเสียงคร่ำครวญอย่างทรมานที่ดังระงมผ่านช่องสัญญาณสื่อสาร และซากศพของเพื่อนมนุษย์รวมถึงคราบเืสีชาดที่กองเรียงรายสาดกระเซ็นอยู่ทั่วมุมมืดของสนามรบยามราตรี สิ่งเ่าั้ยังคงฉายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ขุดลึกตรึงแน่นอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำไม่ต่างจากฝันร้ายอันโหดร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเธอในทุกครั้งที่หลับตาลง
ณ ห้วงน่านฟ้าสากล พื้นที่ G Zone ภายในยานรบจู่โจมชั้นฟ้า ORCA ห้องพักส่วนตัวหมายเลข R-07 (ห้องพักประจำตัวของ Subject-R)
รินนั่งคุดคู้กอดเข่าตัวเองอยู่บนเบาะนวมยาวริมกระจกหน้าต่างบานกว้าง สายตาสีแดงเพลิงที่เคยส่องสว่างสดใสบัดนี้กลับทอดมองออกไปภายนอกอย่างไร้จุดหมาย จับจ้องดูปุยเมฆสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังเคลื่อนตัวลอยล่วงผ่านชั้นบรรยากาศด้านนอกอย่างเชื่องช้า พักหลังมานี้ นับั้แ่ก้าวเท้ากลับมาจากศึกอาณานิคม 47 บรรดาเ้าหน้าที่บนยานต่างสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดว่ารินแทบจะไม่ยอมเผยรอยยิ้มสดใสเหมือนแต่ก่อนอีกเลย แม้ว่าเธอจะไม่ได้แสดงอาการฟูมฟายหรือหลั่งน้ำตาออกมาให้ใครเห็น ทว่าภายในส่วนลึกของจิตใจและแววตาคู่นั้นกลับดูหมองหม่นและแบกรับความรู้สึกอันหนักอึ้งดำดิ่งอยู่ตลอดเวลา ราวกับโลกทั้งใบกำลังกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของเธอ
ก๊อก... ก๊อก...
สุ้มเสียงเคาะประตูโลหะหน้าห้องพักดังขึ้นแ่เบา ทำลายความเงียบงันอันวังเวงลง
"...เข้ามาได้ค่ะ" รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอนุญาตเสียงเรียบ
บานประตูเลื่อนไฮเทคเปิดออกอย่างนุ่มนวล พร้อมกับการก้าวเท้าเดินเข้ามาของร่างสูงสง่าของผู้บัญชาการสูงสุดประจำหน่วย หญิงสาวเรือนผมสีแดงเพลิงในชุดเครื่องแบบนายทหารคอตั้งเต็มยศของ V.I.F. ยังคงดูน่าเกรงขามและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งผู้นำที่สูงส่งเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าในค่ำคืนนี้ แววตาสีอำพันคู่คมของเธอกลับฉายประกายความอ่อนโยนและห่วงใยออกมามากเป็พิเศษอย่างที่ไม่ค่อยได้ปรากฏให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดเห็นบ่อยนัก
"นั่งเหม่อลอยทิ้งสายตาออกไปข้างนอกอีกแล้วงั้นเหรอ ริน" โรซาเลียเอ่ยทักทายด้วยกระแสเสียงนุ่ม
รินหันใบหน้ากลับมามองพลางส่งรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ดูฝืนธรรมชาติกลับไปให้ "...อ๊ะ... ผู้การโรซาเลีย...ฉันแค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ..."
โรซาเลียก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างเด็กสาวบนเบาะนวมริมหน้าต่างอย่างไม่ถือตัว สายตาของผู้บัญชาการสาวทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก รับชมทัศนียภาพของท้องฟ้ากว้างใหญ่ร่วมกันกับเธออยู่ครู่หนึ่ง "เธอยังคงสลัดความรู้สึกและคิดเื่เหตุการณ์ความสูญเสียในวันนั้นไม่ตกสินะ"
"...ค่ะ..." รินก้มใบหน้าลงต่ำ เอ่ยตอบเสียงแ่เบาในลำคอ "ฉันรู้... ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าในทางยุทธศาสตร์พวกเราคือผู้ชนะ และสามารถปกป้องแกนอาณานิคมเอาไว้ได้สำเร็จ... แต่ว่า... แต่ว่าจำนวนของผู้คนที่ต้องล้มตาย เืเนื้อที่ต้องเสียไปในศึกครั้งนั้นมันมากมายเหลือเกินค่ะผู้การ มันมากมายจนฉันรู้สึก...รู้สึกกลัว..."
โรซาเลียเงียบงันไปชั่วครู่หนึ่ง แววตาของเธอฉายความผ่านโลกมาอย่างยาวนาน ก่อนที่มือเรียวสวยอันอบอุ่นจะค่อยๆ ยกขึ้นมาวางเลื่อนลูบลงบนกลุ่มผมสีเงินของเด็กสาวอย่างแ่เบาและทะนุถนอม
"ริน...จงจำคำของฉันเอาไว้ให้ดีนะ การที่เธอต้องมานั่งรู้สึกเ็ป ทรมาน และหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียของเพื่อนมนุษย์ตรงหน้าน่ะ...นั่นมันไม่ได้แปลว่าเธออ่อนแอเลยสักนิด แต่มันคือสิ่งยืนยันเด่นชัดว่าภายในตัวของเธอยังคงหลงเหลือความเป็มนุษย์อยู่เต็มเปี่ยมต่างหากล่ะ"
รินชะงักกึกไปเล็กน้อย ดวงตาสีแดงเพลิงเบิกกว้างขึ้นด้วยความสับสน "คะ...? หมายความว่ายังไงคะ?"
"ในสมรภูมิรบอันโหดร้ายใบนี้...คนประเภทที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย คนที่มองเห็นความตายของผู้อื่นเป็เพียงแค่ตัวเลขอสถิติในหน้ากระดาษรายงานต่างหากล่ะคือสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวและน่ารังเกียจที่สุด" โรซาเลียเผยรอยยิ้มบางๆ อันอบอุ่นที่ช่วยชโลมจิตใจ "เธอเป็เด็กผู้หญิงคนหนึ่งริน... เธอไม่จำเป็ต้องแสร้งทำเป็เข้มแข็ง ไร้ความรู้สึก หรือฝืนแบกรับโลกทั้งใบเอาไว้ตลอดเวลาก็ได้"
คำปลอบประโลมอันแสนลึกซึ้งและจริงใจจากปากของผู้บังคับบัญชาสูงสุดส่งผลให้ความอัดอั้นในอกของรินค่อยๆ คลายตัวลง เด็กสาวนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะก้มใบหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา "...ขอบคุณมากนะคะ... ผู้การโรซาเลีย..."
ผู้บัญชาการสาวเรือนผมแดงหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอเพื่อปรับเปลี่ยนชั้นบรรยากาศอันหม่นหมอง "เอาล่ะ ในเมื่อเข้าใจกันแล้ว... งั้นวันนี้พวกเราลงไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศข้างล่างกันหน่อยดีไหม?"
"...เอ๊ะ? ลงไปข้างล่างงั้นเหรอคะ?" รินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความฉงน
"ใช่ ลงไปเหยียบผืนดินข้างล่างนั่นไง...เมืองการค้าเสรีเขต G-17" โรซาเลียลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามเครื่องแบบ "ถือซะว่าเป็คำสั่งพิเศษจากฉัน ให้วันนี้เป็วันหยุดพักผ่อนอย่างเป็ทางการของเธอขยับตัวก็แล้วกันนะ"
วินาทีนั้น แววตาที่เคยหม่นแสงของรินพลันสว่างเรื่อทอประกายขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความดีใจ
สองชั่วโมงต่อมา ณ ใจกลางเมืองการค้าเสรีเขต G-17
เมืองขนาดระดับกลางที่ตั้งอยู่บนพิื้นที่ G Zone ภายใต้ร่มเงาการอารักขาและเขตอิทธิพลทางทหารขององค์กร V.I.F. สภาพบรรยากาศโดยรอบในตัวเมืองเต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวาอย่างที่รินไม่คาดคิด ตามท้องถนนคอนกรีตเรียงรายแน่นขนัดไปด้วยผู้คนหลากเผ่าพันธุ์ ร้านค้าแผงลอยสองข้างทางตั้งสิ่งของจำหน่าย สุ้มเสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาของเด็กๆ กลิ่นอายหอมกรุ่นของอาหารจานร้อนที่ลอยโชยมาตามกระแสลม และภาพรวมของ ‘ชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาสามัญ’ ที่ห่างไกลจากคำว่าา
สำหรับรินแล้ว...ภาพความสุขสงบเรียบง่ายเหล่านี้ถือเป็ทัศนียภาพที่เธอไม่มีโอกาสได้พบเห็นหรือัับ่อยนัก เพราะนับั้แ่ที่เธอเข้าร่วมและตื่นขึ้นมาในฐานะสมาชิกทีม Vanguard ประจำยาน ORCA ตารางชีวิตส่วนใหญ่ของเธอหากไม่ใช่วันที่ต้องตรากตรำฝึกซ้อมหนักอยู่ในห้องจำลองสถานการณ์ ก็คือวันเรียนทฤษฎีทางทหาร หรือไม่ก็ต้องออกไปสู้รบเสี่ยงตายกลางดงสัตว์ประหลาดการ์เลนอส
"ว้าว...สวยจังเลยค่ะ..." เด็กสาวผมเงินขยับฝ่าเท้าวิ่งก้าวไปมองซ้ายมองขวาจับจ้องร้านรวงต่างๆ ด้วยแววตาตื่นตาตื่นใจเป็ประกายวิบวับราวกับลูกแมวตัวน้อยๆ ที่เพิ่งมีโอกาสได้ก้าวออกจากบ้าน จนทำให้โรซาเลียที่เดินเคียงข้างมาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเอ็นดูออกมาเบาๆ
"เธอนี่นะ พอเห็นของกินกับร้านค้าเข้าหน่อย...ท่าทางก็เปลี่ยนไปกลายเป็เด็กประถมที่กำลังออกทัศนศึกษาไม่มีผิดเลยริน"
"โธ่...ผู้การคะ ฉันไม่ค่อยได้มีโอกาสล่วงลงมาเดินเที่ยวเล่นในเมืองเปิดโล่งแบบนี้เลยนี่นา!" รินหันไปทำหน้ามุ่ยใส่ประชดเล็กๆ
"ฮะๆ นั่นสินะ"
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เงาร่างของชายหนุ่มร่างสูงอีกคนหนึ่งที่เดินคุมเชิงทิ้งระยะห่างตามหลังพวกเธอมาอยู่ห่างๆ ประมาณสามสิบเมตร กลับลอบถอนหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยใบหน้าหม่นหมอง
"...ผมล่ะยังคงไม่เข้าใจในตรรกะเหตุผลของเื่นี้จริงๆ ครับ..." ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำเสียงเรียบ "ว่าทำไมคนระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยานรบ และกัปตันทีมรบพิเศษระดับหัวกะทิสองคน... ถึงต้องยอมลดตัวล่วงลงมาทำภารกิจไร้สาระอย่างการเป็ พี่เลี้ยงเด็กเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าในวันหยุดแบบนี้ด้วย"
กัปตันแบล็คเบิร์ดกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกดุจแผ่นหินตามสไตล์ดั้งเดิมของตนเอง ทว่าโรซาเลียกลับแสร้งหมุนใบหน้าหันกลับไปส่งรอยยิ้มมุมปากอันมีเลศนัยส่งกลับไปให้
"แหม...แล้วในตอนแรกเริ่ม...ใครกันนะที่เป็คนใช้อำนาจสิทธิ์ขาดสะบัดปากกาลงนามอนุมัติ เอกสารคำขอลงพื้นที่พักผ่อนในเขตเมือง ของรินอย่างรวดเร็วเป็คนแรกทั้งๆ ที่ระบบส่วนกลางสั่งระงับแท้ๆ?"
"..." แบล็คเบิร์ดเงียบกริบ ปิดปากเงียบสนิท
"ใครกันนะ...ช่างเป็คนใจดีและห่วงใยความรู้สึกของเด็กสาวในทีมเหลือเกิน" โรซาเลียแกล้งลากเสียงยาว
"..." ชายหนุ่มเบือนใบหน้าหนีไปอีกทาง
"ว่ายังไงล่ะคะ...กัปตัน?" ผู้บัญชาการสาวรุกคืบไม่ยอมปล่อย
"..." ชายหนุ่มวัย 26 ปีลอบถอนหายใจยาวเหยียดออกมารอบที่ร้อยของวัน จนทำให้รินที่ลอบฟังบทสนทนาการปะทะฝีปากของทั้งสองคนอยู่ข้างหน้าถึงกับหลุดเสียงหัวเราะคิกคักขำขันออกมาอย่างมีความสุข...มันเป็เสียงหัวเราะอันสดใสเป็ธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรือหลุดออกมาจากปากของเด็กสาวคนนี้มานานหลายวันแล้ว และแบล็คเบิร์ดเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น แววตาสีเหล็กกล้าอันดุดันของเขาก็อ่อนแสงลงไปวูบหนึ่งอย่างเบาใจ
ตลอด่เวลาบ่ายแก้วันนั้น ทั้งสามคนใช้เวลาเดินทอดน่องเที่ยวเล่นไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองการค้า G-17 ร่วมกันอย่างเพลิดเพลิน พวกเขาแวะชิมขนมขบเคี้ยวริมทางรสชาติแปลกใหม่ แวะเข้าร้านหนังสือเก่าเพื่อมองหาบันทึกโบราณ แวะร้านจำหน่ายของที่ระลึกแฮนด์เมด และร่วมพูดคุยสัพเพเหระสารพัดเื่ทั่วไปอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่มีใครคิดจะหยิบยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับา การ์เลนอส หรือเื่เครียดๆ ในกองทัพเข้ามาให้ระคายหูเลยแม้แต่คำเดียว
นี่ถือเป็ครั้งแรกในชีวิตที่รินได้มีโอกาสรับรู้และมองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของผู้การโรซาเลีย ว่าแท้จริงแล้วยามที่เธอไม่ได้สวมหัวโขนผู้บัญชาการที่เคร่งครึมเฉียบขาดอยู่บนยานรบ เธอก็คือพี่สาวใจดีที่คุยเก่งและชอบของหวานมากๆ คนหนึ่ง และเป็ครั้งแรกที่รินได้รู้ข้อมูลลับสุดยอดว่า...กัปตันแบล็คเบิร์ดสุดโหดของเธอ แท้จริงแล้วเสพติดการดื่มกาแฟดำรสเข้มจัดมากจนถึงขั้นสามารถดื่มทดแทนน้ำเปล่าวันละหลายแก้วได้อย่างหน้าตาเฉย
"ดื่มกาแฟดำจัดขนาดนั้นทุกวัน...ฉันว่ากัปตันต้องแก่เร็วชัวร์ๆ เลยค่ะ" รินเอ่ยแซวพลางทำท่าทางประกอบ
"ฉันเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้อย่างยิ่งยวดเลย" โรซาเลียรีบเอ่ยผสมโรงสนับสนุนในทันที
"ผมเพิ่งจะอายุยี่สิบหกปีเต็ม...ยังห่างไกลจากคำว่าแก่ครับ" แบล็คเบิร์ดสวนกลับด้วยน้ำเสียงตายด้านโทนต่ำ
"แต่อายุและสภาพจิตใจข้างในของคุณในตอนนี้...มันพุ่งทะยานล่วงหน้าไปไกลถึงหลักห้าสิบหกสิบปีแล้วล่ะกัปตัน" โรซาเลียตอกกลับนิ่มๆ
จนทำให้รินต้องหลุดเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจขึ้นมาอีกระลอกใหญ่ บรรยากาศรอบตัวของพวกเขาทั้งสามคนในยามนี้ช่างดูอบอุ่นและสงบสุข ราวกับพายุร้ายในใจของเด็กสาวได้รับการปัดเป่าให้สลายตัวไปจนหมดสิ้น
ทว่า... ชั้นบรรยากาศแห่งความสุขสงบเรียบง่ายพรรค์นั้น กลับมีอายุสั้นและคงอยู่ได้ไม่ยาวนานอย่างที่ใจปรารถนา
ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!
สุ้มเสียงสัญญาณแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินระดับสีแดง แผดลั่นะเิดังขึ้นมาพร้อมๆ กันโดยมิได้นัดหมายจากอุปกรณ์สื่อสารไฮเทคพกพาประจำตัวของพวกเขาทั้งสามคน รอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของผู้การโรซาเลียพลันมลายหายวับดิ่งลงสู่ความเคร่งเครียดในเสี้ยววินาที แบล็คเบิร์ดรีบสะบัดข้อมือยกเครื่องสื่อสารระบบทหารขึ้นมาเปิดดูไฟล์ข้อมูลรายงานสดเร่งด่วน พริบตานั้น แววตาและสีหน้าของชายหนุ่มเจนศึกก็แปรเปลี่ยนสภาพเป็แข็งค้างและเคร่งขรึมขึ้นมาจนน่ากลัว
"ก...เกิดเหตุร้ายแรงอะไรขึ้นงั้นเหรอคะ กัปตัน? คุณผู้การ?" รินเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเริ่มเต้นระทึกผิดจังหวะ
ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบคำถามในทันที เขาทำเพียงแค่เค้นเสียงตอบกลับมาสั้นๆ ด้วยถ้อยคำคำเดียวที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างหนาวเยือก
"...พิกัด...ขั้วโลกเหนือ"
วิ้งงงงงงงงงง—!!
ทันทีที่สิ้นคำกล่าวของแบล็คเบิร์ด หน้าจอระบบโฮโลแกรมประมวลผลสามมิติส่วนกลางก็ถูกเปิดใช้งานแผ่ขยายแหว่งกลางอากาศธาตุเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสาม เผยให้เห็นแผนที่จำลองโครงสร้างของโลกใบนี้อย่างเด่นชัด โดยในเวลานี้ บริเวณพื้นที่เขตวงกลมล้อมรอบขั้วโลกเหนือ กำลังกะพริบส่งแสงไฟเตือนภัยสีแดงฉานสลับกับสีม่วงเข้มอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับการปรากฏของสถิติตัวเลขค่าพลังงานลึกลับมหาศาลที่กำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้งลง
[ CRISIS : UNKNOWN ENERGY DETECTED ]
สถานะ: ตรวจพบคลื่นสเปกตรัมพลังงานบิดเบี้ยวในมิติเวลา ไม่ทราบประเภทและแหล่งกำเนิดเด่นชัด
อัตราการขยายตัว: รัศมีการแผ่กระจายของคลื่นทำลายล้างเพิ่มขึ้นสูงถึง 12% ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
แนวโน้ม: กำลังขยายอาณาเขตครอบคลุมและทวีความเข้มข้นทางแรงดันสนามแม่เหล็กอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่ง
โรซาเลียขมวดคิ้วแน่นจนเป็ปมดวงตาคู่สวยฉายแววตระหนกขีดสุด "...รูปแบบโครงสร้างคลื่นพลังงานทำลายล้างความหนาแน่นสูงระดับนี้...บ้าเอ๊ย... นี่มันไม่ใช่แพตเทิร์นสัญญาณชีพของพวกอสูรกายการ์เลนอสทั่วไปแล้ว..."
แบล็คเบิร์ดพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเคร่งครึม "รูปแบบคลื่นสั่นะเืเรโซแนนซ์และส่วนประกอบทางฟิสิกส์มันแตกต่างและแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงครับผู้การ...มันเหมือนกับ...เหมือนกับว่ามี บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก กำลังจะทะลวงมิติแทรกตัวออกมา..."
ไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ข้อมูลรายงานสถานการณ์เพิ่มเติมระดับความลับสูงจากหน่วยเหนือก็ถูกส่งตรงทะลักเข้ามายังอุปกรณ์สื่อสารอย่างต่อเนื่อง มีคำสั่งสั่งการเร่งด่วนให้กองกำลังทหารราบหนักของ V.I.F. ทุกหน่วยที่ประจำการอยู่ในเขตพื้นที่ขั้วโลกเหนือ รวมถึงกองทัพของหน่วยพันธมิตรร่วม G.D.F. (Global Defense Force) เริ่มเคลื่อนพลเข้าทำการปิดล้อม ยึดพิกัด และตรึงพื้นที่รอบวงรัศมีวิกฤตทั้งหมดเอาไว้เต็มอัตราศึก ดาวเทียมจู่โจมสอดแนมทางยุทธศาสตร์บนชั้นวงโคจร โดรนตรวจการณ์ไร้คนขับนับพันเครื่อง และสถานีปืนใหญ่อาวุธอัตโนมัติพลาสม่าถูกสั่งการส่งเข้าประจำการเต็มรูปแบบในทุกพิกัดอย่างเร่งด่วน
ระดับมาตรการการเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรบของมนุษยชาติถูกยกระดับขึ้นสู่ ‘ขั้นสูงสุด’ ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบทศวรรษ ราวกับว่าผู้นำระดับสูงของทุกฝ่ายในเวลานี้...กำลังสั่นสะท้านและหวาดกลัวต่อการปรากฏตัวของบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขายังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนที่แท้จริงของมันคืออะไรกันแน่!
ในค่ำคืนวันเดียวกันนั้นเอง ณ น่านฟ้าอันเงียบสงัด ภายในห้องพักส่วนตัวหมายเลข R-07 บนยานรบ ORCA
หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเดินทางกลับมาจากการท่องเที่ยวในเมืองอย่างเร่งด่วน บัดนี้ภายในห้องพักของรินตกอยู่ในความเงียบงันและสลัวราง ไฟส่องสว่างหลักในห้องถูกสั่งการปิดลงทั้งหมด หลงเหลือเพียงแสงสีระยิบระยับจางๆ จากตึกระฟ้าของมหานครเบื้องล่างที่ส่องลอดผ่านบานกระจกหน้าต่างเข้ามาสลัวๆ
เด็กสาวเรือนผมเงินนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนสีขาวสะอาด สายตาสีแดงเพลิงจดจ้องมองดูภาพถ่ายดิจิทัลเก่าๆ ใบหนึ่งที่กำลังลอยฉายอยู่บนหน้าจอระบบโฮโลแกรมพกพาขนาดเล็กตรงหน้า...มันเป็ภาพถ่ายของเด็กหนุ่มเรือนผมสีดำสนิทคนหนึ่ง ผู้มีั์ตาเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่น มั่นคง และประดับไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มองดู
โจนาธาน เรน เพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียนเพียงคนเดียวที่หายตัวไปอย่างลึกลับของเธอ จนป่านนี้เขาก็ไม่ตอบกลับมา หรือแม้แต่จะโทรหาเลยด้วยซ้ำ...
"...เรน..." รินนึกพึมพำกระซิบเรียกชื่อนั้นออกมาเบาๆ ด้วยกระแสเสียงที่สั่นเครือแฝงความอาวรณ์
ระยะเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปนานหลายปีแล้วนับั้แ่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีตคราวนั้น ทว่าจนถึงปัจจุบันรินก็ยังไม่เคยคิดที่จะหยุดก้าวเท้าตามหาเบาะแสการมีชีวิตอยู่ของเพื่อนสนิทคนนี้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ในทุกๆ ครั้งที่สถานการณ์รอบตัวเริ่มเงียบสงบลง
ในทุกๆ ครั้งที่เธอต้องทิ้งร่างอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดในห้องสี่เหลี่ยม ความคิดและจิติญญาของเด็กสาวมักจะหวนคิดถึงภาพจำของเพื่อนชายคนนี้เสมอ...คิดถึงวันเวลาเก่าๆ อันแสนสุขที่ทั้งสองคนเคยใช้ชีวิตธรรมดาสามัญร่วมกันในฐานะเพื่อนสนิทที่รู้ใจ คิดถึงคำมั่นสัญญาในอดีตที่เคยให้ไว้แก่กัน และรวมถึงการจมอยู่กับคำถามเดิมๆ คำถามสำคัญที่ไม่มีมนุษย์หรือนักวิทยาศาสตร์คนใดในองค์กร V.I.F. จะสามารถให้คำตอบที่แท้จริงแก่เธอได้เลยสักคน
"ตอนนี้...ในเวลานี้...นายกำลังไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ...เรน..." เด็กสาวกระชับอ้อมกอดกอดเข่าตัวเองแน่นขึ้น พลางทอดสายตามองดูใบหน้าของเพื่อนชายในรูปภาพเงียบๆ ด้วยความอ้างว้างและโดดเดี่ยว
โดยที่ตัวของรินไม่มีวันที่จะระแคะระคายหรือล่วงรู้ได้เลยว่า...ณ ดินแดนทุ่งน้ำแข็งอันห่างไกลสุดขอบโลกที่แสนหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจในเวลานี้
บางสิ่งบางอย่าง อันเก่าแก่ ทรงพลัง และลึกล้ำเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์โลกจะสามารถจินตนาการไปถึง... กำลังเริ่มที่จะลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานนับหมื่นปีภายใต้ชั้นน้ำแข็งหนาแน่นแล้ว...และการปรากฏกายตื่นขึ้นมาของอารยธรรมและพลังงานปริศนาในครั้งนี้... มันกำลังจะกลายเป็ตัวแปรสำคัญที่จะพลิกผัน เปลี่ยนแปลง และทำลายล้างชะตากรรมชีวิตของตัวเธอ รวมถึงโครงสร้างของทุกสรรพสิ่งในทุกมิติพหุจักรวาล ให้แปรเปลี่ยนสภาพไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมาจุดเดิมได้อีกต่อไป...!
[จบตอนที่ 23: วันพักผ่อนอันแสนสั้น]