(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 49 อาณาเขตเมืองมังกร

            ในห้วงสมาธิของคัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน


            เทียนจุนตอนนี้กำลังนั่งพนมมือแน่นอยู่กลางห้วงมิติอันไร้สิ้นสุด


            ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอักขระศักดิ์สิทธิ์มากมายล่องลอยอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายเรืองรองราวกับมีชีวิต


            พวกมันค่อยๆเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและแฝงไปด้วยพลังแห่งสัจธรรม


            เหนือขึ้นไปยังมีพระพุทธองค์นับร้อยประทับนั่งอยู่ในอากาศ ล้อมรอบร่างของเขาราวกับมหาสังฆาราม


            แสงสีทองที่เรืองรองออกมาจากองค์พระพุทธะเหล่านั้น เปรียบเสมือนแสงแห่งปัญญาที่ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ


            ขณะที่เสียงบทสวดอันแปลกประหลาดดังกึกก้องออกมาจากทุกทิศทุกทาง แทรกซึมเข้าสู่ห้วงจิตวิญญาณอันไร้รูปร่างของเขา


            เทียนจุนรู้สึกได้ถึงพลังอันลึกลับที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขณะที่เสียงสวดนั้นดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ


            คำศัพท์ที่ชายหนุ่มไม่อาจเข้าใจได้ล้วนเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของพุทธะ บังเกิดเป็นคลื่นพลังแห่งธรรมจักรที่หมุนวนรอบตัวเขา


            สัจธรรมทั้งมวลคือจิต จิตคือสัจธรรม ทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียว


            เสียงกระซิบอันศักดิ์สิทธิ์ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเขา


            เทียนจุนเริ่มสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งของวิชาบ่มเพาะเซียนที่แข็งแกร่งที่สุด มันราวกับเป็นบันไดที่ทอดนำไปสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่า


            ทว่าในขณะเดียวกัน ก็รู้ดีว่าสิ่งที่ได้รับรู้ตอนนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น หนทางของเขายังคงห่างไกลจากพระพุทธองค์ที่แท้จริง


            【โฮสต์มาถูกทางแล้ว】


            เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆภายในจิตสำนึก มันไม่ได้มาจากพระพุทธองค์ แต่มาจากระบบที่อยู่ภายในตัวเขา


            ตลอดหลายวันมานี้ เทียนจุนเริ่มเข้าใจเส้นทางแห่งพุทธะมากยิ่งขึ้น


            แต่ละวันที่ผ่านพ้นไป จิตของเทียนจุนยิ่งสงบนิ่งดุจผืนน้ำ


            อารมณ์ของเขาถูกขัดเกลาให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งมันก็ย่อมเป็นผลดีต่อทั้งระบบและตัวของเทียนจุนเอง


            ขณะเดียวกันที่โลกภายนอก ขณะที่เทียนจุนยังคงดำดิ่งสู่ห้วงแห่งปัญญา


            ปราณเซียนที่ไหลเข้ามาจากรอบบริเวณเริ่มสะท้อนกับเส้นชีพจรและตันเถียนบริเวณหัวใจ


            ปราณเซียนแห่งพุทธะค่อยๆหลอมรวมเข้าไปในเส้นชีพจร พวกมันแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุด


            โคจรไปทั่วร่างกาย ทำซ้ำกัน หลายสิบ หลายร้อยครั้ง พลังแห่งพุทธะหลั่งไหลเข้าไปในกระดูกทุกชิ้น เสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงแข็งแกร่ง


            ตูมมม!


            จนกระทั่งตันเถียนได้ระเบิดปราณเซียนออกมา


            ร่างของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ขณะที่พลังอันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา


            แรงกดดันที่เกิดขึ้นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ


            เหล่าสัตว์อสูรที่เคยหมอบกราบเมื่อครู่ ต่างพากันตัวสั่นก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต


            พลังแห่งพุทธะที่บริสุทธิ์เกินไปสำหรับพวกมัน ทำให้สัญชาตญาณดิบเถื่อนของสัตว์อสูรไม่อาจต้านทานได้


            พวกมันทั้งหมดรู้ดีว่าหากยังคงอยู่ใกล้กับชายหนุ่มผู้นี้ เส้นทางเบื้องหน้าจะมีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่


            “สำเร็จแล้ว..”


            เทียนจุนค่อยๆลืมตาขึ้นจากสมาธิ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายสีทองวูบวาบราวกับเทพเซียนที่ตื่นจากการจำศีล


            “หลอมกายาขั้นที่สิบ..”


            “ในที่สุดก็เข้าใกล้ระดับทะเลวิญญาณแล้ว!”


            เขาพูดพึมพำเบาๆก่อนจะหันไปมองไปยังกองไฟ


            ความเงียบสงบกลับคืนสู่ป่าดงพงไพร เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังก้องเบาๆขณะที่แสงจันทร์ยังคงสาดส่อง


            เมื่อเหลือบไปมองทางด้านข้าง เทียนจุนก็พบว่าหินปราณเซียนระดับต่ำที่นำออกมาใช้ในการฝึกบ่มเพาะ


            พวกมันสลายหายไปหลายสิบก้อน พลังที่อยู่ภายในมันถูกดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษฝุ่นละอองที่ปลิวไปตามสายลม


            เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกำแน่นแล้วคลายออกอย่างช้าๆ


            “ใช้ทรัพยากรเยอะกว่าที่คิด.. แต่ไม่เป็นไร”


            ถึงตอนนี้การฝึกฝนของเขาจะต้องแลกมาด้วยหินปราณเซียนระดับต่ำจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง


            “งั้นทำให้รากฐานระดับขั้นนี้เสถียรมั่นคงก่อนละกัน!”


            ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนั่งกลับลงไปในท่าเดิม


            พลังของเขายังคงปั่นป่วนอยู่ภายในร่าง จำเป็นต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อทำให้มันกลมกลืนและคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลง


            เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายังไม่สว่าง เขาก็เริ่มขับเคลื่อนพลังของตนเองอีกครั้ง เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับปราณเซียนแห่งพุทธะที่อยู่ภายใน


            ร่างของเขาถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงสีทองจางๆ เสียงบทสวดแผ่วเบาเริ่มดังก้องขึ้นอีกครั้ง


            เวลาค่ำคืนนี้ เทียนจุนยังคงฝึกฝนต่อไป—เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางแห่งพุทธะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต


            ในเช้าวันถัดมา เทียนจุนได้ตื่นขึ้นจากการฝึกฝนระดับพลัง


            แสงอาทิตย์แรกของวันค่อยๆทอแสงลอดผ่านแนวไม้สูง เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า


            บรรยากาศยามเช้าสดชื่น อากาศเย็นสบาย ลมหายใจของชายหนุ่มที่พ่นออกมา ผสมปะปนกับหมอกจางๆที่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ


            เขาค่อยๆลืมตาขึ้น นัยน์ตายังคงเปล่งประกายสีทองอ่อนๆอยู่ชั่วขณะก่อนจะจางหายไป


            ร่างกายของเทียนจุนรู้สึกสดชื่นและเต็มไปด้วยพลัง หลังจากการบ่มเพาะพลังมาอย่างหนักหน่วงทั้งคืน


            เขายืดตัวออกเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและจัดเก็บหินปราณเซียนที่เหลืออยู่ลงไปในแหวนกักเก็บมิติ


            จากนั้นจึงเดินไปยังสายน้ำลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเพื่อชำระร่างกาย


            เสียงน้ำไหลรินดังแว่วอยู่เบื้องหน้า เขาเดินตรงเข้าไปยังลำธาร


            สายน้ำใสกระจ่างสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ


            และถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำ


            ทุกกล้ามเนื้อที่เรียงตัวกันเป็นสัดส่วนสมบูรณ์แบบ ล้วนเกิดจากการบ่มเพาะและการขัดเกลาร่างกายตลอดหลายวันที่ผ่านมา


            จากร่างกายที่เคยผอมแห้งขาดสารอาหาร บัดนี้กลับเต็มไปด้วยพลัง


            ผิวกายของเขาดูเปล่งประกายด้วยพลังเซียนอันบริสุทธิ์


            เทียนจุนก้มมองเงาตัวเองบนผิวน้ำ ก่อนจะตักน้ำขึ้นมาสาดล้างใบหน้า ความเย็นของสายน้ำช่วยให้จิตใจแจ่มใสขึ้น


            ที่อีกฟากหนึ่งของลำธาร เจ้าม้าศึกสีดำที่เป็นพาหนะก็ตื่นขึ้นมาเช่นกัน มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงดื่มน้ำจากลำธาร เส้นขนสีดำสนิทของมันสะท้อนแสงแดดยามเช้า พลางกระพือจมูกเล็กน้อย ก่อนจะสบตากับเจ้านายของมัน


            เทียนจุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น


            “เจ้าก็หิวกระหายน้ำเหมือนกันสินะ?”


            หลังจากที่จัดการธุระของตนเองเสร็จเรียบร้อย เขาก็แต่งกายใหม่ให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับไปยังจุดที่พักเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง


            เมื่อทุกอย่างพร้อม เทียนจุนก็กระโดดขึ้นหลังม้าศึกสีดำ พลิกบังเหียนเล็กน้อยก่อนจะกระตุ้นมันให้เริ่มออกวิ่ง


            เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังขึ้น ม้าศึกทะยานออกไปด้วยความเร็ว


            แหวกสายลมผ่านป่าไม้อันกว้างใหญ่ ทิวทัศน์รอบด้านเคลื่อนผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว


            ต้นไม้สูงเสียดฟ้าสลับกับเนินเขาและทุ่งหญ้า ลมเย็นพัดผ่านเสื้อคลุมของเขา ขณะที่เส้นผมปลิวไหวตามแรงลม


            หลังจากนั้น เวลาก็ผ่านไปกว่าสิบวัน การเดินทางของไท่ซวนเทียนจุนดำเนินไปอย่างสะดวกและไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น


            และไม่นานนัก เทียนจุนก็เริ่มค่อยๆผ่อนความเร็วของม้าลงเมื่อเริ่มเข้าใกล้ขอบเขตเมืองใหญ่


            เพราะตอนนี้ เมืองมังกรได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


            “เมืองมังกร..”


            เสียงเอ่ยของเขาดังออกมาเบาๆ ขณะที่ดวงตาก็หรี่ลงเมื่อจ้องมองไปอาณาเขตที่ห่างไกล


            เบื้องหน้าของเขาตอนนี้คือ เมืองที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม มันมีขนาดใหญ่กว้างใหญ่ไพศาล


            กำแพงเมืองที่สูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา ขณะที่ด้านหลังของเมืองนั้น มีเทือกเขาขนาดมหึมาสูงตระหง่าน ทอดยาวออกไปประหนึ่งเป็นสันหลังของมังกรโบราณ สายหมอกบางๆลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดเขา ทำให้สถานที่แห่งนี้แลดูราวกับเมืองในตำนาน


            และบนเทือกเขาแห่งนั้นทั้งหมด คือที่ตั้งของหนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งแคว้นกวางโจ่ว สำนักมังกร


            “สุดท้ายข้าก็มาถึงที่นี่จนได้!”


            ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเองในใจ


            เมืองมังกรไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองธรรมดา แต่มันเป็นศูนย์รวมของผู้ฝึกตนจากทั่วทุกสารทิศ


            เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของแคว้นกวางโจ่วที่ผู้ฝึกตนทุกคนใฝ่ฝันจะมาถึง


            บนเส้นทางที่ทอดเข้าสู่เมือง เทียนจุนเริ่มสังเกตเห็นขบวนของเหล่าผู้ฝึกตนมากมาย


            แต่ละคนต่างแต่งกายแตกต่างกันไป บางคนสวมชุดของสำนักใหญ่ บางคนแต่งตัวเรียบง่ายราวกับเป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว


            ทว่าทุกคนล้วนมีพลังปราณเซียนที่ไม่ธรรมดา บางคนก็มีอายุหน่อยและแข็งแกร่งระดับถึงขั้นทะเลวิญญาณ


            “ผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศ... ต่างมุ่งหน้าสู่เมืองมังกร!”


            ขณะที่พูด ชายหนุ่มก็มองดูผู้คนที่เดินขบวนเข้าสู่เมือง


            ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนวัยเยาว์หรือยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ


            ทุกคนล้วนมุ่งหน้ามาที่นี่ ราวกับว่าเมืองแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา


            “น่าสนใจจริงๆ คิดถึงบรรยากาศแบบนี้จังเลยแฮะ”


            เทียนจุนกระตุ้นม้าให้เดินช้าลง ขณะที่เริ่มเข้าใกล้ประตูเมือง


            ม่านหมอกแห่งความลี้ลับและบททดสอบแห่งโชคชะตากำลังรออยู่เบื้องหน้า


            และเส้นทางของเขาในเมืองมังกรก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน