ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 39 ฝ่ามือของเขานอกจากเปลวเพลิง ก็ไม่สามารถคว้าสิ่งใดเอาไว้ได้อีก

    เจ้าตัวเล็กที่นอนหลับอย่างสบายมาทั้งคืนจะรู้ถึงความชอกช้ำใจของบิดาตนเองได้อย่างไรกัน วันต่อมาเขาลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ พบว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวออกไปทำงานแล้ว จึงได้ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาเอง


    การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้าแต่กลับเป็นระเบียบ เมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับมา ก็พบว่าเจ้าตัวเล็กกำลังสวมรองเท้าด้วยตัวเองอยู่


    “เหมียวเหมี่ยว!” เขาจึงรีบใส่รองเท้าให้เรียบร้อย พลางก้าวขาสั้น ๆ ไปหาเฉินเหมียวเหมี่ยว “เหมียวเหมี่ยว อรุณสวัสดิ์!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเขาขึ้นมาหอม ก่อนจะเอ่ย “ตัวเล็ก อรุณสวัสดิ์ พวกหมูน้อย วัวน้อยยังหลับอยู่ ยังไม่ต้องให้อาหาร เช่นนั้นเจ้ากินมื้อเช้าแล้วขึ้นเขาไปกับข้าดีหรือไม่?” 


    เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องไปตัดไม้มาทำคอกวัวและเล้าไก่ จะทิ้งเจ้าตัวเล็กไว้ที่บ้านคนเดียวนางเองก็ไม่วางใจ 


    “ดีขอรับ!”


    เจ้าตัวเล็กจะปฏิเสธเฉินเหมียวเหมี่ยวได้อย่างไร ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟเขาก็จะไปกับนาง


    อีกอย่าง หากเขาไม่ไป ใครจะปกป้องเหมียวเหมี่ยวกัน?


    “เช่นนั้นเจ้าไปกินข้าวก่อน”


    “ขอรับ!”


    มื้อเช้าวันนี้เป็นไข่พระอาทิตย์และก๋วยเตี๋ยวราดหน้า พร้อมกับมีน้ำเต้าหู้หวาน ๆ อีกหนึ่งชาม


    ไข่พระอาทิตย์ทอดออกมาจนมีสีเหลืองกรอบ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหอมฉุย น้ำเต้าหู้หวานก็ยิ่งอร่อย แม้เด็กน้อยอยากจะดื่มด่ำกับอาหารให้เต็มที่ แต่เห็นได้ชัดว่าเขายังถือตะเกียบไม่ถนัด ดังนั้นเมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวกินเสร็จแล้ว จึงเป็นฝ่ายป้อนอาหารให้เด็กน้อยเอง


    “ขอบคุณเหมียวเหมี่ยว”


    เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พร้อมใบหน้าแดงเรื่อ แอบมองเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นระยะ และหัวเราะออกมาเหมือนลูกแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น


    เฉินเหมียวเหมี่ยวก็หัวเราะในใจเช่นกัน รู้สึกว่าวันนี้จู่ ๆ ก็มีพลังขึ้นมา


    เมื่อทั้งคู่กินอิ่มแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็นำเครื่องมือใส่เข้าไปในถุงเฉียนคุน ก่อนจะจูงเจ้าตัวเล็กขึ้นเขาไป


    นกน้อยส่งเสียงร้อง พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงส่องแสงเจิดจ้า แสงตะวันสาดส่องลงมายังต้นไม้ทั่วทั้งภูเขาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา


    เฉินเหมียวเหมี่ยวใช้ความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดของนางทำความเข้าใจพันธุ์ไม้ต่าง ๆ เหมือนจะมีต้นผีผา ต้นพุทรา ต้นส้ม ลูกพลับ ต้นเกาลัด ต้นซานจาป่า...


    มิน่าล่ะ แม่ทัพเนี่ยถึงบอกว่าที่นี่เต็มไปด้วยไอวิญญาณ เป็นฮวงจุ้ยที่หาได้ยาก ดูแค่ของที่ขึ้นตามธรรมชาติเหล่านี้ นางสามารถทำปิงถังหูลู่ ลูกพลับแห้ง ต้านเกาเกาลัด พุทราแห้ง และอีกมากมาย ให้เจ้าตัวเล็กกินได้เหลือเฟือแล้ว


    “มา!” เฉินเหมียวเหมี่ยวแขวนถุงเฉียนคุนเอาไว้ที่คอของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะสวมถุงมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งให้เขา พลางชี้ไปที่เกาลัดป่าที่ร่วงอยู่บนพื้นแล้วเอ่ยขึ้น “ถุงเฉียนคุนนี้มีช่องเก็บของด้านใน สามารถใส่ของลงไปได้ ภารกิจของเจ้าวันนี้ก็คือ ตามเก็บเกาลัดป่าบนพื้นใส่ถุงเฉียนคุนตามหลังข้า ทำได้หรือไม่ แต่ต้องระวังอย่าให้เปลือกเกาลัดทิ่มมือได้นะ”


    “ได้ขอรับ!”


    “ดีมาก!” เฉินเหมียวเหมี่ยวตบที่ไหล่ของเด็กน้อยเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ของว่างวันนี้ของเราต้องพึ่งตัวเล็กแล้วนะ”


    “อื้ม!”


    เมื่อมองเจ้าตัวเล็กที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็รู้สึกมีพลังงานขึ้นมา นางหยิบขวานขึ้นมาก่อนจะเลือกต้นไม้ที่มีขนาดพอเหมาะเพื่อตัดมัน


    เดิมคิดว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่คาดไม่ถึงว่าขวานที่นิกายดาวเหนือมอบให้จะทรงพลังเช่นนี้ นางฟันไปสิบกว่าครั้งก็สามารถโค่นต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดเท่ากับหนึ่งคนโอบลงได้แล้ว!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงดีใจอย่างมาก หันไปเอ่ยกับเจ้าตัวเล็ก “เป็นเช่นไร ข้าร้ายกาจหรือไม่!”


    เจ้าตัวเล็กพยักหน้าให้ด้วยท่าทางแข็งขัน ปากก็เอ่ยออกมา “ร้ายกาจ” แต่ในใจกลับรู้สึกสงสารจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว


    ฮือฮือฮือ เหมียวเหมี่ยวอ่อนแอจังเลย แค่ตัดต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่งยังใช้เวลาตั้งนาน ข้าอยากช่วยเหมียวเหมี่ยว


    หลังจากตัดต้นไม้ไปได้หกต้น เฉินเหมียวเหมี่ยวก็เหนื่อยจนรู้สึกหอบ จึงนั่งลงบนพื้นโดยไม่สนภาพลักษณ์ใด ๆ แม้แต่น้อย ขณะที่กำลังเตรียมนำผลงานใส่ลงในถุงเฉียนคุน ก็พบว่าช่องว่างในถุงเฉียนคุนไม่เพียงพอเสียแล้ว!


    “???”


    แบบนี้จะน่าอายเกินไปแล้วกระมัง?


    เจ้าตัวเล็กเห็นท่าทางผิดหวังของเฉินเหมียวเหมี่ยว จึงรีบเอ่ยถาม “เหมียวเหมี่ยว เป็นอะไรหรือ?”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ “ถุงเฉียนคุนนี้เล็กเกินไป ใส่ต้นไม้ที่เราตัดวันนี้ไม่พอ ดูท่าเราคงต้องใช้วิธีอื่นขนพวกมันกลับไปที่เรือนแล้ว”


    ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าควรจะไปเชิญคนจากตำบลซาเจียวมาช่วยดีหรือไม่นั้น จู่ ๆ เจ้าตัวเล็กก็ชี้ไปที่ไข่มุกบนคอของเฉินเหมียวเหมี่ยว “เหมียวเหมี่ยว ในเมื่อที่ว่างไม่พอ เช่นนั้นเหตุใดไม่เปิดใช้มันล่ะขอรับ?”


    หากถามว่าภายในโลกนี้เผ่าใดที่รู้เรื่องสมบัติมากที่สุด คงไม่มีเผ่าใดอยู่เหนือเผ่ามังกรอีกแล้ว


    เจ้าตัวเล็กเป็นถึงนายน้อยของเกาะมังกรเวหา ต่อให้ไม่มีความสามารถอื่น แต่ความรู้เรื่องสมบัตินั้นถือว่าไม่เป็นรองใคร นี่เป็นพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมที่มีมาตั้งแต่กำเนิด!


    เขาจึงสามารถดูออกว่า ไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ ที่คอของเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นสุดยอดสมบัติที่ใช้เก็บของได้!


    “เปิดใช้?” เฉินเหมียวเหมี่ยวลูบไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นั้นด้วยความตกใจ “เจ้าหมายถึงหยดเลือดเพื่อแสดงความเป็นนายอย่างนั้นหรือ?”


    ไม่ใช่ว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่เคยคิดจะหยดเลือดเพื่อให้ไข่มุกนี้รับนางเป็นนาย แต่นางไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร พลังจิตวิญญาณก็ด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรมาก การจะทำพันธสัญญากับอาวุธวิญญาณต้องใช้พลังจิตวิญญาณมาสนับสนุน การที่คนธรรมดาจะทำพันธสัญญากับอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งได้จึงมีข้อจำกัด


    อย่างเช่นตอนนั้นที่นางสามารถทำพันธสัญญากับชุดมังกรขาวได้ นั่นเพราะมีม่อเสวียนหมิงอยู่ข้างกาย หลังจากม่อเสวียนหมิงจากไปแล้วเฉินเหมียวเหมี่ยวก็คิดจะทำพันธสัญญากับถุงเฉียนคุนที่อยู่ในมือของเจ้าตัวเล็ก แต่มันกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ 


    แม้แต่ถุงเฉียนคุนธรรมดานางยังไม่สามารถทำพันธสัญญาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธเวทเก็บของที่สูงส่งอย่างไข่มุกเม็ดนี้


    “ไม่ใช่นะขอรับ” เจ้าตัวเล็กก้าวสั้น ๆ วิ่งเข้ามาหยุดข้างกายของเฉินเหมียวเหมี่ยว มือทั้งสองข้างจับข้อมือของนางเอาไว้ ก่อนจะชี้ไปยังลายเปลวไฟบนข้อมือของนาง “ไข่มุกเม็ดนี้เดิมเป็นอาวุธเวทของท่านอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องทำพันธสัญญา เพียงใช้สิ่งนี้เปิดใช้มันก็พอขอรับ”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยความสงสัย “เรื่องเช่นนี้เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?” แม้แต่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังไม่มีเรื่องนี้ด้วยซ้ำ


    เจ้าตัวเล็กยึดอกขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “นี่เป็นพรสวรรค์ของตัวเล็ก ไม่ว่าจะเป็นสมบัติ ค่ายกล เคล็ดวิชา หลักการอะไร ตัวเล็กล้วนสามารถมองออกได้ พวกท่านปู่ ท่านย่า ต่างก็บอกว่า พรสวรรค์นี้ของตัวเล็กหาได้ยากยิ่งนัก!”


    หากไม่ใช่เช่นนั้น เจ้าตัวเล็กก็คงไม่สามารถข้ามมหาสมุทรแห่งสายฟ้า และทัณฑ์โกลาหลมาหาเฉินเหมียวเหมี่ยวได้หรอก!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวได้สัมผัสกับความน่ารังเกียจ และความชั่วร้ายของโลกนี้มากับตัวเอง นางพลันจินตนาการไปถึงการชิงดีชิงเด่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง การหลอกลวงซึ่งกันและกันของตระกูลใหญ่ จึงทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนี้หลงทางอยู่ข้างนอก ไม่มีใครตามหา ทันใดนั้นก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ จึงรีบเอ่ยขึ้น “ตัวเล็ก เจ้ารับปากข้าก่อน ว่าต่อไปเรื่องพรสวรรค์ของเจ้า ห้ามบอกให้ใครรู้ส่งเดชอีก เข้าใจหรือไม่?”


    เจ้าตัวเล็กยิ้มออกมาอย่างเขินอาย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน “ตัวเล็กทราบดี ตัวเล็กไม่พูดส่งเดชแน่นอน ที่บอกเรื่องนี้แก่เหมียวเหมี่ยว เพราะท่านไม่ใช่คนอื่น แต่ท่านคือเหมียวเหมี่ยวของข้านี่นา”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวถูกความน่ารักเล่นงานเข้าอีกครั้ง นางกุมหัวใจของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหอมแก้มเจ้าตัวเล็กจนแทบช้ำ!


    โอ๊ย เหตุใดนางจึงเป็นเช่นนี้เนี่ย!


    น่าหงุดหงิดจริง ๆ ถูกความน่ารักของเจ้าตัวเล็กเล่นงานอีกแล้ว!


    “เหมียวเหมี่ยวรีบลองดูเร็วเข้า มันต้องเยี่ยมมากแน่ ๆ ข้าสัมผัสได้!”


    สายตาของเจ้าตัวเล็กจับจ้องไปที่ไข่มุกบนคอของเฉินเหมียวเหมี่ยวพร้อมกับเอ่ยเร่ง หากตอนนี้เขามีหางละก็ คงแกว่งไปมาไม่หยุดเป็นแน่


    “ได้ ๆ”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวส่งยิ้มให้ พร้อมกับลูบผมที่แข็งราวกับเหล็กของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะถอดไข่มุกออกและใช้มันแตะไปที่ลายเปลวไฟเบา ๆ 


    ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    ทั้งสองดวงตาเบิกโพลง!


    ทันใดนั้นบรรยากาศก็เริ่มอึดอัด


    เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงกระแอมออกมาเบา ๆ “เอ่อ...ไม่เป็นไร บางครั้งคนเราก็มองผิดได้ เป็นเรื่องธรรมดา”


    เจ้าตัวเล็กมุ่ยปาก “เป็นไปไม่ได้นี่นา...”


    เอ่ยจบเขาก็ยื่นมืออวบ ๆ ขาว ๆ ออกไป เพื่อจะลูบลายเปลวไฟนั่น 


    ในตอนนั้นเอง มีนิมิตประหลาดเกิดขึ้น!


    จู่ ๆ มีเปลวไฟลุกโชนขึ้นจากข้อมือของเฉินเหมียวเหมี่ยว ก่อนจะมีเสียงดัง ตูม และดูดกลืนทั้งสองคนเข้าไป!


    ม่อเสวียนหมิงก้าวข้ามความว่างเปล่า แปลงกายเป็นลำแสงเหาะเข้ามาทันที ทว่าฝ่ามือของเขานอกจากเปลวไฟแล้ว ก็ไม่สามารถคว้าสิ่งใดเอาไว้ได้อีก


    ไม่ว่าจะเป็นเฉินเหมียวเหมี่ยวหรือว่าเจ้าตัวเล็ก ทั้งสองพลันกลายเป็นเถ้าธุลี ลอยกระทบปลายนิ้วของเขาอย่างช้า ๆ และล่องลอยอยู่ในสายลม...


    พริบตานั้น ฟ้าดินพลันทรุดตัวลง ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดฟันลงมา


    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน