มวลพฤกษาแสงนวลตาที่เบ่งบานตามแรงอธิษฐานของนางอัปสรพันบุปผา ค่อยๆ พยุงร่างของ แม่หญิงจันทร์ ให้ลอยเด่นขึ้นเหนือลานมณีทิพย์แผ่นมณีอันราบเรียบพลันยกตัวขึ้นตั้งตระหง่านอยู่กลางสระโบกขรณีประดุจเวทีสรวงสวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนางเพียงผู้เดียว
นางอัปสรพันบุปผาสะบัดหัตถ์เพียงครั้งเดียวดอกไม้ทิพย์ขนาดมหึมาก็ร่วงหล่นลงมาประดิษฐานอยู่เบื้องหลังแผ่นมณีสาดแสงเจิดจรัสส่องสว่างจนทั่วบริเวณกลายเป็นสีเงินยวงราวกับมีดวงจันทร์ดวงที่สองมาจุติอยู่กลางงานสโมสรเทวสันนิบาต!
ภายใต้แสงนวลใยที่สาดส่องจากด้านหลังนั้นเงาของแม่หญิงจันทร์ที่ทาบลงบนแผ่นมณีฉายภาพเงาประดุจพญามยุราตัวน้อยที่กำลังกะเทาะเปลือกไข่ออกมาดูโลกด้วยความสงสัย...ภาพเงานั้นค่อยๆ ขยับปีกที่ยังอ่อนแรง ท่ามกลางลมพายุที่โหมกระหน่ำนกยูงน้อยตัวนั้นกลับหยัดยืนและเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งต่อสู้กับความหนาวเหน็บและความอ้างว้างเพียงลำพัง จนในที่สุดมันก็ได้สยายปีกกว้างร่อนถลาขึ้นสู่เวหาและเริงระบำท่ามกลางมวลไม้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเบิกบาน
เหล่าเทพบุตรและนางฟ้าที่นั่งชมอยู่ต่างพากันนิ่งงันขอบตาของบางองค์เริ่มแดงซ่านโดยไม่รู้ตัว เพราะระบำนี้ไม่ได้เพียงแค่สวยงามแต่มันสื่อถึง "วิถีแห่งความหลุดพ้น"
"การสร้างบารมีนั้นหาใช่เรื่องง่าย..."เทพอาวุโสองค์หนึ่งพึมพำ "เส้นทางสายธรรมของพวกเราทุกคน ก็ไม่ต่างจากนกยูงน้อยตัวนั้นที่ต้องฝ่าฟันความทุกข์ยากเพื่อเข้าถึงความสงบ"
ระบำนี้ไม่ได้สื่อถึงความแค้นเคืองในโชคชะตาแต่เป็นการบอกเล่าว่า แม้จะผ่านความเจ็บปวดมาเพียงใดเมื่อได้ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มวลพฤกษา พวกเขาก็ควรจะเลือกเริงระบำด้วยหัวใจที่สดใสและมอบความงดงามกลับคืนสู่โลกใบนี้... นี่หาใช่ระบำของนกยูงเพียงตัวเดียวแต่มันคือระบำที่สะท้อนชีวิตของทวยเทพทุกองค์ที่กว่าจะจุติมาถึงจุดนี้ได้
....
จ้อยที่แอบดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้าง เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเพราะระบำนี้เปลี่ยนไปจากตอนที่ฝึกซ้อมบนดวงจันทร์อย่างสิ้นเชิง!เขารู้ดีว่าตอนที่เขาไปวิ่งป่วนข้างนอก นายหญิงไม่ได้อยู่เฉยๆนางคงใช้เวลาช่วงนั้นร่วมกับนางอัปสรพันบุปผาเพื่อปรับปรุงระบำนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไม่ใช่แค่เน้นความสวยงาม แต่นางได้ใส่จิตวิญญาณลงไปในทุกขยับกาย
เมื่อดนตรีไทยเดิมค่อยๆ แผ่วลงแม่หญิงจันทร์ก็ค่อยๆ สำรวมกิริยาก้มกราบขอบคุณรอบทิศนางยืนหอบหายใจแผ่วเบาอยู่กลางลาน แสงจากดอกไม้มหึมาค่อยๆ จางลงเหลือเพียงความเงียบสงัดที่น่าอัศจรรย์ท่ามกลางสายตาเทพนับหมื่นองค์ที่จ้องมองมาเป็นจุดเดียว
"เตรียมรับมือให้ดีนะ..."นางอัปสรพันบุปผากระซิบพร้อมรอยยิ้ม
ยังไม่ทันที่แม่หญิงจันทร์จะสงสัยเสียงโห่ร้องสาธุการก็ดังระเบิดขึ้นประดุจฟ้าผ่าพร้อมเสียงปรบมือที่กึกก้องปานเสียงกัมปนาทสะเทือนไปทั่วชั้นดาวดึงส์!เหล่าเทพต่างพากันลุกขึ้นยืนให้เกียรติทำเอาแม่หญิงจันทร์ถึงกับตื้นตันจนทำอะไรไม่ถูก นางรีบก้มกราบขอบคุณรอบทิศแววตาสั่นระริกพยายามกวาดสายตามองหาเจ้าตัวป่วนของนาง
....
"พี่ชาย!ช่วยผมหน่อยสิ!" จ้อยรีบตะโกนบอก ราชสีห์ขนคำ ที่หมอบอยู่ข้างๆ"ช่วยโยนผมขึ้นไปสูงๆ หน่อย ให้นายหญิงเห็นผมที!"
"เจ้ามันก็แค่สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วเทพเยอะขนาดนี้ นางไม่เห็นเจ้าหรอก" ราชสีห์ขนคำบ่นอุบแต่ก็แอบเอ็นดูในความพยายาม
ที่นั่งอยู่ข้างๆ จ้อยคือแม่หญิงพิกุล นางถึงกับมือไม้อ่อน พลางพึมพำด้วยความทึ่ง: "แม่หญิงจันทร์...นางงดงามยิ่งนัก งดงามจนข้าแทบไม่กล้าหายใจแรง"
ไม่ไกลนัก ดาบสเขจร(พระฤาษีไม้เท้าเหล็ก) แค่นเสียงในลำคอ: "ทุกคนเขามองแต่นางฟ้าผู้เลอโฉมใครเขาจะมามองหาเจ้ากระรอกหน้าขนกัน?"
พระฤาษีพรหมมุนี (พระฤาษีขี่ลา)หัวเราะเบาๆ พลางมองไปยัง พระฤาษีตบะเดช และดาบสเขจร: "พวกท่านทั้งสอง...เห็นสาวงามระดับนี้อยู่ตรงหน้า ไม่คิดจะแสดงความสง่างามอวดเขาหน่อยหรือ?"
พระฤาษีตบะเดช สะบัดชายผ้าอย่างถือดีวางฟอร์มจัด: "ข้าคือบรมครูผู้สันโดษปกติมีแต่เหล่านางฟ้าต้องมาเริงระบำขอพรจากข้าเรื่องจะให้ข้าไปทำตัวเด่นอวดสาวน่ะรึ? ไม่มีทางเสียหรอก!"
จ้อยมองดูพวกคนแก่วางท่าแล้วส่ายหัว 'โธ่เอ๊ย! เมื่อกี้ขลุ่ยยังหล่นมืออยู่เลย!'เมื่อเห็นว่าพึ่งใครไม่ได้ จ้อยจึงตัดสินใจรวบรวมกำลังขากระโดดพรวดขึ้นไปบนอากาศด้วยตัวเอง พลางโบกขาหน้า ส่ายก้น และตะโกนสุดเสียง:"ทางนี้จ้า! แม่หญิงจันทร์! จ้อยอยู่ทางนี้!!!"
ขณะที่ตัวเขากำลังจะร่วง จู่ๆก็มีแรงลมทิพย์ลูกใหญ่กระแทกเข้าที่ก้น ส่งให้จ้อยพุ่งทะยานขึ้นไปสูงยิ่งกว่าเดิม!จ้อยหันไปมองพบว่าเป็นพระฤาษีพรหมมุนีที่แอบใช้พัดใบลานโบกส่งเขาขึ้นไปพร้อมขยิบตาให้
ในจังหวะที่จ้อยพุ่งตัวขึ้นเป็นครั้งที่สามแม่หญิงจันทร์ก็บังเอิญเหลือบมาสบตาเข้าพอดี!ความกังวลบนใบหน้าของนางมลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเท่าที่เคยมีมาแววตาที่ส่องประกายแห่งความสุขนั้นสะกดหัวใจของเทพบุตรทั้งสวรรค์ในพริบตา!
จ้อยลำพองใจสุดขีด ตะโกนลั่น:"เห็นไหม! นั่นน่ะนายหญิงของผม...!"
ปึก!ร่างของจ้อยหล่นตุ๊บลงมานอนแผ่อยู่บนโต๊ะไม้ทิพย์อย่างแรง "ท่านฤาษี!ทำไมไม่ส่งต่อล่ะ!"
เขาหันไปมอง พบว่าพระฤาษีพรหมมุนียืนนิ่งอึ้งตะลึงงันไปแล้ว...ขนาดพระฤาษีผู้ทรงธรรมยังโดนรอยยิ้มนั้นสะกดเข้าให้ แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคือพระฤาษีตบะเดช และ ดาบสเขจร สองคนที่บอกว่าจะ "ไม่ทำตัวเด่น"บัดนี้หายไปจากที่นั่งเสียแล้ว!
ดาบสเขจรบัดนี้ไปยืนพิงต้นกัลปพฤกษ์อย่างสง่างาม มือถือขลุ่ยเพียงออเลี่ยมทองทำท่าจะเป่าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อยสุขุมสายตาเหม่อมองไปทางแม่หญิงจันทร์อย่างมีเชิงชาย...
"ท่านพี่ตบะเดช!ท่านจะเอาหน้าเกินไปแล้วนะ!" ดาบสเขจรตะโกนด่าขึ้นไปบนยอดไม้
บนกิ่งไม้สูงขึ้นไป พระฤาษีตบะเดชยืนตระหง่านอยู่บนใบไม้เพียงใบเดียว! มือหนึ่งกุมพระขรรค์ทิพย์พาดบ่าเสื้อคลุมสีทองปลิวไสวประดุจผู้วิเศษผู้สันโดษเขาแสร้งทำหน้าเศร้าซึ้งอย่างมีระดับ จ้อยเห็นดังนั้นหน้าดำคร่ำเครียดทันที 'พวกตาแก่นี่! ไหนบอกไม่โชว์ไงวะ!' เขาจึงคว้าก้อนหินมณีแถวนั้น แล้วเขวี้ยงใส่หัวพระฤาษีตบะเดชดั่งลูกกระสุน!ฟิ้ว!
ทว่าพระฤาษีตบะเดชเพียงแค่ยืนนิ่งพลังอำนาจตบะก็แผ่ออกมาทำให้หินแตกกระจายเป็นผง! จากนั้นเขาก็สะบัดมือเบาๆเมล็ดดอกไม้ที่ติดอยู่ในผงหินก็พลันแตกรากผลิบานเป็นดอกไม้ทิพย์สีทองอร่ามบนฝ่ามือ
เขายกดอกไม้ขึ้นสูดดมอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม:"บุปผาว่าหอมแล้ว... แต่กลิ่นอายความดีของนางนั้นหอมยิ่งกว่า... ดอกไม้งามนี้คู่ควรกับยอดหญิงเพียงผู้เดียว"
พูดจบเขาก็สะบัดมือส่งดอกไม้ทิพย์ที่มีเกราะมนตราป้องกันอย่างแน่นหนาลอยตรงไปหาแม่หญิงจันทร์!จ้อยเห็นดังนั้นตาเหลือก "ปัดโธ่!" เขาไม่ยอมให้ตาแก่นี่ทำคะแนนเด็ดขาดจ้อยสปริงตัวขึ้นฟ้าสุดแรง คว้าดอกไม้นั้นไว้กลางอากาศ!
"หึๆเจ้ากระรอกน้อย... ดอกไม้นี้ข้าคุ้มครองไว้ด้วยตบะนับหมื่นปีเจ้าทำลายไม่ได้หรอก" พระฤาษีตบะเดชกล่าวอย่างเหนือชั้น
จ้อยพบว่าดอกไม้มีเกราะใสหุ้มไว้จริงเขาจึงไม่เสียเวลาขยี้ แต่กลับอ้าปากกว้างแล้วยัดเข้าไปทั้งดอก!
กรวบ! เสียงมนตราแตกกระจายดอกไม้ทิพย์ถูกจ้อยเคี้ยวกลืนลงท้องไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาตะลึงของเทพทั้งงานใบหน้าที่เคยสง่านิ่งของพระฤาษีตบะเดช แข็งทื่อประดุจหินปูนไปในทันที!
"ลงมาเถอะท่านพี่...เพิ่งอวดอ้างไปหยกๆ ว่าไม่โชว์เท่ พอโดนกระรอกกินดอกไม้โชว์เข้าไปแบบนี้ผมว่าท่านพี่ไปมุดดินหนีดีกว่านะ" ราชสีห์ขนคำ ตะโกนล้ออย่างสะใจ