ตอนที่ 47 :กวีที่ได้สลักป้ายโลหะ
ตกกลางคืน
บัณฑิตสำนักศึกษาผิงโจว ก็ได้หมดคาบเรียนในวันนี้แล้ว
มีบัณฑิตไม่น้อยที่ยังรวมตัว และพูดคุยกัน
“วันนี้คัดลอกกวีบทใหม่ของหลินอี้พลังพรสวรรค์ของข้าเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเลย เฮ้อ จะมินับถือก็มิได้จริง ๆ ”
“กล่าวตามตรง ข้าอิจฉาหลี่เหวินโป๋อยู่เล็กน้อยคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นเด็กรับใช้ของหลินอี้ คาดว่าคงได้รับผลประโยชน์แล้ว ถึงกับขาดคาบการบรรยายของอาจารย์ในวันนี้...”
“มีอะไรให้น่าอิจฉากันข้ายอมรับว่าความสามารถทางบทกวีของหลินอี้นั้นเป็นของจริง แต่พวกเจ้าคงมิคิดว่า เขายังสามารถประพันธ์บทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์ขึ้นมาได้อีกใช่ไหม”
“พอเจ้ากล่าวเยี่ยงนี้มันก็จริง... กวีทั้งสองบทของหลินอี้มีพลังพรสวรรค์สูงกว่าห้าถังขึ้นไปใช่ไหม หากเขายังสามารถประพันธ์บทกวีที่สามออกมาได้อีกคืนนี้ข้าจะกินหัวตัวเองแทนอาหารแน่”
“กล่าวตามจริง พรสวรรค์ของหลินอี้ยังขาดไปอีกเล็กน้อยข้าคาดว่าเขามิสามารถเป็นผู้รับชะตาขั้นแปดได้ อย่างไรนั่นก็อาจจะเพราะพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ที่มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะมีได้...”
เหล่าบัณฑิตพูดคุยกันในขณะที่เดิน
มีคนเคารพหลินอี้ ก็ย่อมมีคนที่มองหลินอี้ในแง่ร้ายด้วยเช่นกัน
อย่างไรความเก่งกาจของหลินอี้ก็อยู่ที่ความสามารถทางบทกวี หาใช่คุณสมบัติด้านเส้นทางวรรณกรรมไม่
ความสามารถทางบทกวี
อย่างมากก็ทำให้การดูดซับพลังพรสวรรค์ของหลินอี้เร็วขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้นแต่หลินอี้ก็มิได้สามารถประพันธ์บทกวีขึ้นมาได้อย่างสบาย ๆ หรอกใช่ไหม
โรงครัวสำนักศึกษา
เหล่าบัณฑิตที่พูดคุยกันในระหว่างที่เดิน ก็มาถึงโรงครัวกันโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นก็มีบัณฑิตบางคนตาเป็นประกาย เพราะมองเห็นหลี่เหวินโป๋ที่กำลังตักอาหาร
“นั่นมิใช่หลี่เหวินโป๋หรือไป... พวกเราเข้าไปถามเขากัน การเป็นเด็กรับใช้วันนี้เป็นเยี่ยงไรบ้าง”
“ไป”
เหล่าบัณฑิตต่างเดินเข้าไปทักทาย ด้วยใจที่อยากรู้อยากเห็น
“ท่านอาจารย์ ให้น่องไก่เพิ่มอีกสองน่องได้หรือไม่”
สองมือของหลี่เหวินโป๋ถือถาดอาหารไม้ไผ่ อยากจะให้อาจารย์ที่รับผิดชอบตักอาหารตักน่องไก่เพิ่มให้อีกสองน่อง
อาจารย์ท่านนี้ตาเหล่
เขามองหลี่เหวินโป๋ จากนั้นก็กล่าวด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่ว “เจ้าคือหลี่เหวินโป๋ใช่ไหมมิใช่ว่าเจ้ามิทานเนื้อสัตว์หรอกหรือ”
หลี่เหวินโป๋กล่าวยิ้ม ๆ “ท่านอาจารย์ ศิษย์เอาไปให้ผู้อื่น มื้อเที่ยงวันนี้เขามิได้ทานข้าวหมกมุ่นอยู่กับตำรา ดังนั้นข้าจึงอยากนำไปให้เขามากกว่านี้เสียหน่อย...”
“ฟางฉิงเสวี่ยหรือมิใช่นางไปร่วมการสอบราชสำนักที่เมืองหลวงแล้วหรือ”
“มิใช่นาง แต่เป็นหลินอี้”
“ที่แท้ก็นำไปให้เขาถือว่าเจ้าทำหน้าที่เด็กรับใช้ได้ดีเลย ได้... ข้าให้เขาสี่ชิ้นเลย”
อาจารย์ตาเหล่หัวเราะ ใช้ช้อนไม้ตักน่องไก่ และวางลงบนถาดอาหารของหลี่เหวินโป๋
ตอนนี้หลินอี้ถือเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในสำนักศึกษา เรื่องที่ตีนภูเขาวันนั้นบทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์ของเขา ทำให้บัณฑิตในสำนักศึกษาเคารพเขากันถ้วนหน้า
จนแม้แต่อาจารย์ของพวกเขา ก็ยังอับอายเช่นกัน
หลี่เหวินโป๋ชะงักชั่วครู่ และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเพิ่งให้มาหนึ่งชิ้น...”
อาจารย์ตาเหล่มองถาดอาหารของหลี่เหวินโป๋ กะพริบตาปริบๆ และกล่าวด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
"พูดจาไร้สาระ เจ้าคงมิคิดว่าอาจารย์มองเห็นไม่ชัดจริง ๆ หรอกใช่ไหมนี่มันสี่ชิ้นชัด ๆ "
“มีหนึ่งชิ้นจริงๆ ”
“เจ้าเห็นอาจารย์ตาบอดหรือไร”
“มิใช่ มีเพียงหนึ่งชิ้นอย่างแท้จริง...”
หลี่เหวินโป๋ไม่ทราบว่าควรจะกล่าวอย่างไรดี เดิมทีอาจารย์ผู้นี้ถูกความโกรธของซูหลี่เหรินแห่งสำนักศึกษาจวินจี๋เข้าไปจนตาเหล่
มีคาบสอนน้อยอย่างมาก
จึงมาคอยตักอาหารให้กับบัณฑิตสำนักศึกษาอยู่ที่โรงครัว
แต่เพราะอาการตาเหล่ของอาจารย์ ยามที่อาการป่วยกำเริบขึ้นมาเป็นครั้งคราวก็จะส่งผลกระทบต่อการมองสิ่งของอย่างมาก และก่อเรื่องไม่พึงประสงค์มากมาย
คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้
“ไสหัวไปเสีย”
อาจารย์ตาเหล่ก็เดือดดาลมากเช่นกัน ขวางช้อนออกไป และไล่หลี่เหวินโป๋ไปให้พ้นหน้า
จะสนทำไมว่าได้หนึ่งหรือสี่
ท่าทางของหลี่เหวินโป๋ ทำเขาหงุดหงิดอย่างยิ่ง
“ขอรับ”
หลี่เหวินโป๋มิได้กล่าวอันใดต่อให้มากความ กังวลว่าจะทำให้อาจารย์เดือดดาลอีกคราวจึงปิดฝากล่องข้าว ก้มหน้าสลดและเตรียมจะเดินออกไป
ทันใดนั้นเอง
บัณฑิตสำนักศึกษาสิบกว่าคนก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบ จนขวางทางเดินของเขา
“ศิษย์พี่หลี่”
บัณฑิตร่างสูงผู้หนึ่งเป็นฝ่ายเอ่ยปาก “ท่านกำลังตักอาหารไปให้หลินอี้หรือจะก้มหน้าสลดไปทำไมกัน การได้เป็นเด็กรับใช้ของเขาเป็นเรื่องที่ดีมิใช่หรือ”
“ใช่ หากว่าปรนนิบัติหลินอี้ได้ดีไม่แน่เขาอาจจะมอบบทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์สักหนึ่งบทให้ท่านก็เป็นได้”
“ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
บัณฑิตเหล่านั้นต่างกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเช่นกัน
ใบหน้าเต็มไปด้วยอารามขบขัน
หลี่เหวินโป๋คิ้วขมวดนิ่ว และเอ่ยเสียงเรียบว่า “กบก้นบ่อ”
เขาถือถาดอาหารเดินหลีกออกมา
กังวลว่าอาหารจะเย็น และทำให้หลินอี้กลืนลำบาก
เหล่าบัณฑิตต่างชะงักในพลัน ต่างก็ปรี่เข้าไปขวางทางหลี่เหวินโป๋ในทันที“อย่าเพิ่งไป ศิษย์พี่หลี่ ท่านกล่าวเยี่ยงนี้หมายความว่าอย่างไร”
“ศิษย์พี่หลี่ ทำไมจึงด่ากันเยี่ยงนี้พวกเราเพียงแค่อยากถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการได้เป็นเด็กรับใช้”
“ใช่ ศิษย์พี่หลี่ท่านเปลี่ยนไป”
เหล่าบัณฑิตต่างพบว่าหลี่เหวินโป๋ได้เปลี่ยนไปจนแปลกตาขึ้นมาในพลัน ราวกับได้วาดเส้นแบ่งเขตกับพวกเขาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“มิได้มีอันใด หลีกทางเสียอย่าได้รบกวนเวลาของข้า อาหารจะเย็นแล้ว หลินอี้ได้ทานคงไม่ยินดี อย่าถือโทษว่าข้ามิเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต”
หลี่เหวินโป๋กล่าวเสียงเข้ม จากนั้นก็ดันกลุ่มคนออก และรีบสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว
เสียงของอาจารย์ตาเหล่ ทันใดนั้นก็เอ่ยเสียงดังขึ้นมาว่า “ที่เขาก้มหน้าสลดก็เพราะอาจารย์ให้น่องไก่เขาน้อยไปสามชิ้นคาดว่าเขาคงกังวลว่าหลินอี้จะทานไม่อิ่ม”
“???”
บัณฑิตทุกคนต่างก็มึนงงในพลัน
หลี่เหวินโป๋ยอมรับว่าตนเองเป็นเด็กรับใช้แล้วจริงหรือ
เขาคือศิษย์ลำดับที่สามแห่งสำนักศึกษาผิงโจว ต่อให้บทกวีของหลินอี้จะดีอย่างไร...แต่ก็ไม่เห็นว่าจะทำให้หลี่เหวินโป๋ผู้หยิ่งผยองยอมจำนนได้เช่นกัน
“ผิดแปลกไปแล้ว”
บัณฑิตบางคนขมวดคิ้วขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง
“เร็ว เร็วเข้า ท่านคณบดีกำลังแขวนป้ายเหล็กอยู่ที่โถงใหญ่ของสำนักศึกษาได้ยินว่าเป็นบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เป็นงานต้นฉบับ”
บัณฑิตคนหนึ่งวิ่งมาหยุดยืนหน้าโรงครัวด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ และตะโกนไปทางกลุ่มบัณฑิต
“บทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์แบบต้นฉบับหรือทั้งยังได้แขวนที่โถงใหญ่หรือ มีความเป็นไปได้ที่กวีบทนี้จะโดดเด่นยิ่งกว่ากวีที่ได้สลักจารึกของหลินอี้”
“เยี่ยงนั้นจะทานข้าวต่อทำไมไป ไปดูกัน”
เหล่าบัณฑิตต่างก็ไม่ทานข้าวแล้วเช่นกัน ต่างพากันวิ่งไปทางโถงใหญ่ของสำนักศึกษาแต่ละคนต่างก็มีท่าทางตื่นเต้นยินดี
สำนักศึกษาผิงโจวของพวกเขา มีความเสียใจครั้งใหญ่ด้วยกันถึงสองครั้ง
และเป็นความเจ็บปวดภายในใจของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน
จนทำให้ผู้อาวุโสสูญเสียจิตวิญญาณไป หลบลี้ออกไปจากสำนักศึกษาในยามค่ำคืนที่พายุฝนฟ้าคลั่งและมิได้พบเจอกับเขาอีกเลย
สองความเสียใจครั้งใหญ่ก็คือ ไม่มีบทกวีที่ได้สลักจารึกบนศิลาจารึก และบทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะที่โถงใหญ่ของสำนักศึกษา
คาดไม่ถึง
ระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน ความเสียใจครั้งใหญ่ของสำนักศึกษาผิงโจวก็ได้รับการชดเชยแล้ว
หลินอี้คู่ควรกับคำขอบคุณ
แต่ความสำคัญของกวีที่ได้สลักป้ายโลหะนี้ กลับสำคัญยิ่งกว่ากวีที่ได้สลักจารึกหลายเท่าเพราะ...
มันจะต้องถูกประพันธ์ขึ้นจริงโดยสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ
และต้องเป็นบทกวีระดับกู่ก้องแดนที่มีระดับพลังพรสวรรค์สูงแปดถังขึ้นไป
ในขณะเดียวกัน บทกวีนั้นจะต้องมีประโยชน์ในการปลุกสติเหล่าบัณฑิตอีกด้วย
เงื่อนไขใหญ่ทั้งสามข้อ จะข้ามไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว
และกวีที่ได้สลักจารึก จะอยู่ที่ศิลาจารึกบริเวณประตูทางเข้าของสำนักศึกษาแต่กวีที่ได้สลักป้ายโลหะนั้น จะแขวนอยู่ในโถงใหญ่ของสำนักศึกษา
บัณฑิตทั่วทั้งสำนักศึกษา แค่เพียงเงยหน้าก็จะเห็น ในยามนั้นก็จะได้รับการปลุกสติจากบทกวีนั้นซึ่งมีความหมายอย่างมาก
“มิทราบว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดที่มอบกวีที่ได้สลักป้ายโลหะให้กับท่านคณบดีและนี่คือบทกวีที่ถูกประพันธ์จริงด้วยสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ โอกาสของพวกเรามาแล้ว”
“หากภายภาคหน้าผู้อาวุโสผู้มอบบทกวีนี้มาเยือนสำนักศึกษาพวกเราจะต้องคุกเข่าสามคราว โขกศีรษะคำนับเขาเก้าครั้ง”
“มิผิด รีบไปดูเร็วเข้า...”
ใบหน้าของบัณฑิตทุกคนต่างแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น สำหรับพวกเขาแล้วนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่ดีไม่น้อยไปกว่ากันเลย