ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_40_แผนการเป็นไปตามลำดับ

    หงซานจิน ที่นิ่งไปได้สักพัก ก็โพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น “ผมเข้าใจแล้วท่านนายกหลิว ท่านยั่วยุซือเจิ้นเฉียงที่มีความหยิ่งผยองเป็นทุนเดิมก็เพื่อหลอกล่อให้เขาใช้อำนาจอิทธิพลออกมา ซึ่งภาพลักษณ์เหล่านั้นจะจารึกลงในใจของผู้คน โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกคณะกรรมาธิการในตำบล สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ไม่มีภูมิหลังคงไม่ยอมสูญเสียอำนาจไปแน่นอน เพราะถ้าพวกเขาสูญเสียอำนาจไป พวกเขาจะไร้สิทธิ์ ไร้เสียง เป็นเพียงข้าราชการหุ่นเชิด แล้วยิ่งคนที่มีภูมิหลัง แม้เราจะไม่พูดอะไร แต่ความขับข้องใจย่อมก่อตัวขึ้น และเมื่อถูกกระตุ้นโดยปัจจัยภายนอกมันต้องระเบิดออกมาแน่ ตราบใดที่เรื่องของจางหงเซวียนสามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ ในการประชุมวันพรุ่งนี้คณะกรรมาธิการหลายคนคงเลือกอยู่ข้างท่าน เพราะไม่พอใจต่อซือเจิ้นเฉียง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าข้างท่าน สำหรับคนที่เลือกวางตัวเป็นกลาง ท่านก็ยังมีโอกาสชนะใจพวกเขา”


    หลิวชิงหยู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ หลังจากได้ยินการวิเคราะห์ของหงซานจิน หงซานจินคนนี้แม้จิตใจจะไม่ได้หนักแน่นเด็ดเดี่ยวนัก แต่ก็เข้าใจอะไรได้เร็ว ดังนั้นเขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ คือการใช้ศัตรูสร้างสิ่งเร้าและตัวกระตุ้น พ่อของผมบอกไว้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เราต้องชิงความได้เปรียบเพื่อควบคุมสถานการณ์กำหนดทิศทางล่วงหน้า เราสามารถสร้างตัวกระตุ้นได้ด้วยตัวเอง หรือหลอกล่อให้อีกฝ่ายสร้างขึ้นก็ได้เช่นกัน ทีนี้ผมวานคุณให้ช่วยกระจายข่าวว่า ซือเจิ้นเฉียงกำลังคิดจะรวบอำนาจ และคิดแทรกแซงคณะกรรมาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย คณะราษฎร และแผนกโฆษก เพราะการจะจัดการซือเจิ้นเฉียงให้อยู่หมัด ลำพังหน่วยงานเดียวคงเอาไม่อยู่” .


    หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ หงซานจินก็รู้สึกชื่นชม แล้วพูดด้วยความตื่นเต้น “ท่านนายกหลิว แผนของท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป ไม่ว่าจะเป็นหรือจริงหรือไม่ เหล่าคณะกรรมาธิการย่อมมีท่าทีต่อข่าวนี้ และซือเจิ้นเฉียงจะต้องถูกกดดันจากหน่วยงานอื่นๆ แม้ว่าเขาต้องการจะอธิบาย แต่จากการที่เขาแทรกแซงอำนาจทางการเงินเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ต้องระมัดระวังตัวแน่” หงซานจินไม่ลังเลที่จะประจบแม้แต่น้อย


    ตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้น เขารู้แล้วว่าการที่เขาเลือกอยู่ข้างหลิวชิงหยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าหลิวชิงหยู่จะยังเด็ก แต่เขาก็มีสติปัญญาเป็นเลิศ วิธีการของเขาไม่แพ้พวกอาวุโสคนรุ่นเก่าเลย อนาคตของเด็กคนนี้จะต้องไปได้ไกล แล้วเขายังมีรองนายกถังหนุนหลังอีกด้วย


    หลิวชิงหยู่มองไปยังหงซานจินแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พอแล้วๆ ไม่ต้องมายอผมหรอก ไปทำงานเถอะ.”


    “ท่านรอฟังข่าวดีได้เลย” หงซานจิน วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


    หงซานจินสมกับเป็นคนที่อยู่ในกวนซานมานาน เขาค่อนข้างรู้จักเลือกวิธีการที่จะใช้ ในบ่ายเดียวกัน ก็มีข่าวร้อนระอุเกิดขึ้นในหน่วยงานเทศบาล โดยมีเนื้อหาระบุว่า ซือเจิ้นเฉียง มีแผนจะเข้าควบคุมตำบลกวนซาน และทำการแทรกแซงอำนาจหน่วยงานต่างๆ ในตำบล เพื่อให้กวนซานดำเนินไปตามทิศทางที่เขาต้องการ ข่าวนี้ครึ่งจริงครึ่งเท็จ และด้วยการตอบโต้ของซือเจิ้นเฉียงก่อนหน้านี้มันทำให้ข่าวนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ภายใต้กระแสข่าวนี้เหล่าบรรดาข้าราชการหลายหน่วยงานรีบไปรายงานซือเจิ้นเฉียง หวังจะเอาหน้าจาก ซือเจิ้นเฉียง


    ขณะนี้ภายในสำนักงานคณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัย


    เลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย เมิ่งฮวน หลังจากได้ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของตนไปรายงาน ซือเจิ้นเฉียง มันก็ทำให้สีหน้าเขามืดมน เมิ่งฮวนสามารถเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการและเลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัยได้ทั้งที่อายุน้อย มันไม่ได้เป็นเพราะภูมิหลังของเขาทั้งหมด เขาขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งส่วนหนึ่งมาจากความสามารถ สำหรับเรื่องข่าวลือแรกที่เกิดขึ้น เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นสงครามจิตวิทยาระหว่าง ซือเจิ้นเฉียง กับ หลิวชิงหยู่ ซึ่งเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะเพิกเฉย


    แต่ข่าวที่สองที่ว่า ซือเจิ้นเฉียงต้องการแทรกแซงอำนาจในหน่วยงาน ถึงแม้มันอาจไม่เป็นความจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หลังจากเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย เขาก็แทบไม่ได้จัดการกับคดีอะไรเลย เขามักจะนั่งเงียบๆ อ่านหนังสือพิมพ์ บางครั้งอาจมีคดีให้ต้องจัดการสะสาง แต่ซือเจิ้นเฉียงก็ออกหน้า ที่เขาวิ่งเต้นดิ้นรนคงเพราะต้องการช่วยเหลือคนของตัวเองเพื่อรักษาผลประโยชน์ จึงพอเข้าใจได้ สำหรับเรื่องเจ้าหน้าที่ระดับล่างเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ฉะนั้นคดีเล็กๆ จึงถูกปล่อยตก คดีใหญ่ๆ นับวันก็มีแต่เบาลง เบาลง แม้เมิ่งฮวนจะรู้อยู่แก่ใจว่าซือเจิ้นเฉียงไม่ได้ทำผิดวินัยร้ายแรง แต่ซือเจิ้นเฉียงก็มักจะใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง แม้เมิ่งฮวนจะมีอุดมการณ์และความทะเยอทะยาน แต่เขาก็รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำในเวลานี้


    ทว่าตั้งแต่หลิวชิงหยู่มากวนซาน เขาก็คอยสังเกตหลิวชิงหยู่มาเป็นระยะ เขารู้มาว่าหลิวชิงหยู่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเสวี่ยเหวินหลง เขาจึงเกิดความคิดที่ว่า หลิวชิงหยู่ผู้นี้อาจเป็นมังกรข้ามสมุทร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดี ท้ายที่สุดแล้วแม้เขาจะมีภูมิหลัง แต่การไปมีเรื่องกับผู้ว่าการทั้งที่ตัวเองเป็นนายกเทศมนตรีตำบลเล็กๆ ผลลัพธ์ย่อมยากที่จะจบลงด้วยดี แต่หลิวชิงหยู่เองก็ไม่ธรรมดา แม้เขาจะทำร้ายผู้ว่ากการเทศมณฑลไป กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ ทางวินัย นั่นหมายความว่าหลิวชิงหยู่เป็นคนที่มีพาวเวอร์ ดังนั้นเมิ่งฮวนจึงให้ความสำคัญกับหลิวชิงหยู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยิ่งตอนส่งทีมบรรเทาทุกข์ไป เมิ่งฮวนก็พบว่า หลิวชิงหยู่แม้จะอายุน้อยและปราศจากอำนาจสั่งการหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ความเชื่อใจที่ผู้คนมีให้ หลิวชิงหยู่ แม้แต่ซือเจิ้นเฉียงก็ยังเทียบไม่ติด


    เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทำให้เมิ่งฮวนตื่นเต้น ไม่ว่าหลิวชิงหยู่จะเป็นมังกรข้ามสมุทรหรือไม่ แต่ที่มั่นใจก็คือคนคนนี้จะไม่ยอมก้มหัวสยบให้ใครง่ายๆ และหากต้องการจะตอบโต้ซือเจิ้นเฉียง เขาย่อมต้องการพันธมิตร แน่นอนว่าคนที่วางตัวเป็นกลาง คือคนที่หลิวชิงหยู่หมายตา ตราบใดที่เขายังวางทัศนคติเป็นกลาง หลิวชิงหยู่ย่อมต้องหาทางเอาชนะใจเขา ถึงเวลาที่หลิวชิงหยู่ กับ ซือเจิ้นเฉียงเปิดฉากห่ำหั่น เขาก็จะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้สร้างผลงานชิ้นใหญ่ หากหลิวชิงหยู่ทำได้ดี เขาก็จะเอนไปทางฝั่งหลิวชิงหยู่ แต่หากหลิวชิงหยู่แพ้ให้กับซือเจิ้นเฉียง เขาก็แค่วางตัวเป็นกลางเฉกเช่นเดิม แน่นอนว่าซือเจิ้นเฉียงย่อมต้องรู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมาบ้าง เมื่อคิดถึงจุดนี้ เมิ่งฮวน ก็ยิ้มด้วยความสะใจ


    ………………


    ภายในสำนักงานของซือเจิ้นเฉียง


    หลังจากที่ได้ทราบข่าวจากการออกมาเดินเล่นในช่วงบ่าย ซือเจิ้นเฉียงก็โมโหมาก ทันทีที่กลับถึงห้องเขาก็ทุบโต๊ะอย่างแรง แล้วพูดขึ้นด้วยความโกรธว่า “หลิวชิงหยู่ มันร้ายมาก เห็นได้ชัดว่าเขากำลังสร้างศัตรูให้ฉัน ช่างน่ารังเกียจจริงๆ ”


    หวางตงหยางที่อยู่ถัดจากซือเจิ้นเฉียงก็พูดขึ้นในใจ ‘เลขาธิการซือคุณน่ารังเกียจกว่าเขาอีก’ แน่นอนเขาไม่กล้าเปล่งเสียงพูดออกไป เขาเพียงพูดปลอบไปว่า “เลขาธิการซือ ท่านไม่ต้องสนใจหรอก ด้วยอำนาจของท่านที่มี แม้ท่านคิดจะแทรกแซงหน่วยงานจริง แต่เหล่าคณะกรรมาธิการก็ทำอะไรไม่ได้ และการประชุมคณะกรรมาธิการในวันพรุ่งนี้ แค่ท่านอธิบายสองสามประโยคเรื่องทุกอย่างก็เรียบร้อย”


    ซือเจิ้นเฉียงได้ยินหวางตงหยางพูดแบบนี้ก็สงบใจลงไปบ้าง แต่ใบหน้าของเขายังคงมืดมนแล้วพูดว่า “หลิวชิงหยู่คนนี้น่าชิงชังจริงๆ ดูเหมือนว่าผมจะต้องชิงเสียงสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการในตำบลมาให้ได้” หลังจากพูดจบ ซือเจิ้นเฉียงก็ลังเลว่าเขาควรจะจัดการหลิวชิงหยู่ต่อหน้าคณะกรรมาธิการยังไงดี แต่อย่างไรก็ตาม ซือเจิ้นเฉียงคงไม่คิดว่า ในขณะที่เขากำลังคิด หลิวชิงหยู่ก็ได้เริ่มลงมือแล้ว เขาตรงไปยังสำนักงานของเมิ่งฮวน เลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย ก่อนจะเคาะประตู


    ………………


    10 โมงเช้าในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมาธิการตำบลกวนซานก็เริ่มมาประชุมกันพร้อมหน้า ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ซือเจิ้นเฉียง ก็ยังคงเป็นประธานในที่ประชุม


    ช่วงแรกของการประชุม ซือเจิ้นเฉียงกล่าวด้วยใบหน้าที่เศร้าหมองว่า “ทุกคนผมได้ยินข่าวลือเมื่อบ่ายของเมื่อวานนี้ มีข่าวลือบอกว่า ผมจะแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมาธิการทั้งหลายเพื่อรวบอำนาจมาเป็นของตัวเอง และเข้าควบคุมตำบลกวนซานเอาไว้ ผมเสียใจมากเมื่อได้ทราบข่าวลือนี้ คนที่สร้างข่าวลือนี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ ทุกคนลองคิดดูสิ เรื่องนี้มันไม่จำเป็นสำหรับผมเลย ผมจะทำไปทำไม และทำไปเพื่ออะไร ข่าวลือนี้ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกระจายมันออกไป แต่ผมอยากบอกกับทุกคนที่นี่ อย่าไปหลงเชื่อข่าวลือ และผมหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต มิฉะนั้นผมคงต้องสั่งให้มีการตรวจสอบอย่างหนักและกำหนดบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับการกระทำที่น่ารังเกียจ ที่สร้างความร้าวฉานขึ้นภายในองค์กร” หลังจากพูดจบ ซือเจิ้นเฉียงก็มองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วพูดว่า “นายกเทศมนตรีหลิว คุณมีอะไรจะพูดไหม”

    คล้ายกับเรื่องตงฉินยึดอำนาจ ที่คุณอ่าน