เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 49 ห้วงรักในเงามายา

    เฉิงลู่หัวเราะเบาๆ “ท่านคงแปลกใจสินะที่พลังของข้าเทียบแล้วใกล้เคียงกับท่าน แต่ท่านจงรู้ไว้เถิดว่า ยังมีผู้คนที่มีพลังสูงส่งเช่นนี้อีกมาก จักรพรรดิของข้า จ้าวเฟิง ครอบครองพลังที่แม้ท่านก็มิอาจหยั่งถึง เขาได้ส่งข้ามาเชิญท่านและท่านเจ้าวายุไปยังอาณาจักรน่านเจ้า เพื่อเจรจาบางสิ่งซึ่งข้าเองก็มิอาจทราบได้”

    “อาณาจักรน่านเจ้า…” เทพีเหมันต์ขมวดคิ้วครุ่นคิดหลายสิ่งภายในใจ “ข้าเคยท่องภาคใต้หลายครั้ง ไม่เคยพบร่องรอยใดๆ เหตุใดพวกท่านจึงมีความสามารถเร้นกายได้ถึงปานนี้”

    เฉิงลู่ฉีกยิ้มบางๆ ดวงตาทอประกาย “พวกเรามีความสามารถปกปิดทุกสิ่งไว้ในม่านแห่งพลัง ผู้ที่ด้อยกว่าระดับเหนือเทพ ย่อมมิอาจมองเห็นได้ จึงเป็นการง่ายสำหรับจักรพรรดิของเราที่จะคอยเฝ้ามองทุกสรรพสิ่ง ทุกๆเหตุการณ์ในผืนพิภพนี้อย่างเงียบๆมาตลอด โดยที่พวกท่านเองก็มิอาจรับรู้ได้”

    ทันใดนั้น เขาสะบัดมือ แสงวาบสว่างเจิดจ้าก็บังเกิดขึ้น ร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์และเจ้าวายุถูกโอบล้อมด้วยพายุปราณ ก่อนหายวับไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง

    ความเงียบกดทับผู้คนทั้งลานหน้าสำนัก เทพีเอวากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องหวั่นวิตกอันใด อาจารย์ของข้าเหนือกว่าทหารเหล่านั้นพอสมควร ข้าเชื่อว่านางจะกลับมาอย่างปลอดภัย”

    เทพีเอวาหันกลับมามองฝูงชน พลางกล่าววาจา “ข้าจะรับหน้าที่ประมุขนี้ จนกว่าอาจารย์จะหวนคืนสำนัก”

    เทพอัคคีลุกขึ้น ประกาศเสียงก้อง “จากนี้ไป เทพีเอวาคือเทพคุมกฎ และรักษาการประมุขแห่งสำนักเทพอัสนีย์”

    เสียงซุบซิบดังขึ้น บ้างครหาว่าเพราะเป็นศิษย์สายตรงจึงได้ตำแหน่งนี้ไป แต่หลายคนก็เข้าใจ และเห็นว่าเหมาะสมแล้ว เพราะคงไม่มีปรมาจารย์คนไหนมีพลังสูงกว่านางอีกแล้ว ทว่าภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งของนาง หัวใจกลับร่ำไห้ เพราะพลังและเกียรติที่ครอบครองในวันนี้คือผลจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักไปถึงสามคน

    เมื่อการประชุมยุติ ผู้คนต่างทยอยกลับ เหลือเพียงเทพีเอวาที่ยังคงยืนทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า รอคอยวันที่อาจารย์กลับมา พร้อมคำตอบเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้าว่าดีหรือร้ายเพียงใด

    ณ พิภพวิญญาณ

    ในยามรัตติกาลภายใต้แสงจันทร์อันแจ่มกระจ่างสะท้อนผืนน้ำใสราวกระจกของสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหน้าตำหนักองค์ชายใหญ่ ที่ก้นสระปรากฏเงานางเงือกสาวผู้เลอโฉม เกล็ดสีเงินระยับวาวไล่จากปลายหางถึงเนินอก ผสานกับผิวขาวนวลดุจไข่มุกที่เรืองรองยามต้องแสงจันทร์ เรือนผมสีดำพลิ้วลอยในสายน้ำดุจใยไหมอันลึกลับ ดวงตาสีฟ้าอมเขียวคู่นั้นทอแสงลึกล้ำเย้ายวนใจยิ่งนัก

    เงือกสาวผู้นี้ก็คือ “ภูติเมริส” ผู้เป็นดังเงาแห่งสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิภพวิญญาณ

    องค์ชายใหญ่ก้าวเข้ามายังศาลาริมสระ ดวงเนตรคมจ้องผิวน้ำอันสงบนิ่ง “เมริส… เจ้าอยู่ที่นั่นหรือไม่”

    ผิวน้ำพลันสั่นสะท้าน เผยให้เห็นร่างของภูติเมริสที่ค่อยๆ ลอยตัวจากส่วนลึกของสระขึ้นมายังผิวน้ำ องค์ชายเอื้อมพระหัตถ์ ประคองนางขึ้นจากสระอย่างอ่อนโยน เพียงเสี้ยวอึดใจ ร่างนั้นพลันแปรเปลี่ยนจากเงือกเป็นสตรีผู้งดงามในอาภรณ์อันวิจิตร มงกุฎลายเปลือกหอยประดับด้วยเพชรเม็ดใหญ่ รับกับเรือนผมสีดำขลับ ประหนึ่งนางพญาแห่งสายน้ำ

    นางทอดสายตามองสบตาองค์ชาย ดวงตาสีฟ้าอมเขียวเปล่งประกาย ภักดีและอ่อนหวานเกินเอื้อนเอ่ย องค์ชายใหญ่ยื่นพระหัตถ์กุมมือนางไว้แนบแน่น

    “ข้ารอเจ้ามานานแล้ว… เมริส… บอกข้าเถิด สำนักเทพอัสนีย์มีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง”

    เมริสสบตาองค์ชาย แววตามั่นคงดุจคลื่นลึกใต้มหาสมุทร “ทุกสิ่งดำเนินตามพระประสงค์ ข้าได้ลอบเข้าไป โดยไร้ผู้ใดล่วงรู้…”

    เสียงนางแผ่วหวาน ทว่ามั่นคง องค์ชายใหญ่โน้มพระพักตร์ลง ประทับริมฝีปากอย่างอ่อนโยนบนริมฝีปากของนางด้วยความคิดถึงที่เก็บกดมานาน ภูติเมริสหลับตาลง หัวใจสั่นสะท้าน นางปล่อยให้ตัวเองละลายไปในอ้อมแขนที่โอบกอดอันแน่นหนานั้น

    สายลมยามราตรีพัดพาเอากลิ่นน้ำค้างและดอกไม้ริมสระเข้ามา เสียงน้ำหยดเบาๆ คล้ายบรรเลงเป็นท่วงทำนองให้สองหัวใจผสานเป็นหนึ่งเดียว

    เมริสพิงอกองค์ชายใหญ่ ดวงตาสั่นไหว พลางคิดในใจ “แม้หัวใจของพระองค์จะมิได้มอบให้ข้าเพียงผู้เดียว… ขอแค่เพียงเศษเสี้ยวที่ได้ครอบครองนี้… ก็เพียงพอสำหรับตัวข้าแล้ว”

    นางกระซิบเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่เจือไว้ด้วยความเศร้า

    “ตราบใดดวงจันทร์ยังคงส่องแสง ข้าไม่อาจหวังสิ่งใด ขอเพียงเป็นเงาที่คอยอยู่เคียงใกล้พระองค์ตลอดไป… เท่านี้สำหรับข้าก็เพียงพอแล้ว”

    องค์ชายใหญ่โอบนางแน่นขึ้น สายตาที่ทอดมองกันเต็มไปด้วยความรู้สึกซ่อนเร้น ความรัก ความเจ็บปวด และความลับที่ไม่อาจเปิดเผยต่อผู้ใด

    ใต้แสงจันทร์ที่สะท้อนบนสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ราวโลกทั้งใบเหลือเพียงสองดวงใจที่เต้นประสานกัน

    แสงอรุณแรกคลี่คลุมผืนฟ้าด้วยประกายละมุนดุจแพรไหมสีทอง ผืนน้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ใสราวอัญมณีสะท้อนเงาองค์ชายใหญ่ผู้เลื่องลือทั้งในเรื่องความรักและความอำมหิต ร่างสูงสง่าเอนกายเคียงภูติเมริส เงือกสาวผู้เลอโฉมซึ่งเฝ้ารอเขาดุจดวงดาวที่คอยแสงจันทราในราตรีอันยาวนาน

    ความอบอุ่นจากอ้อมกอดยังไม่เลือนหาย องค์ชายใหญ่พลันลืมตาตื่น ดวงตาคมลึกดุจต้องมนต์สะท้อนภาพหญิงสาวที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากของเขาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หากเปี่ยมไปด้วยอำนาจสะกดใจ “เจ้าไม่เพียงงดงาม… แต่ราวกับเทพธิดาที่มาโปรดให้ข้าหลุดพ้นจากความเดียวดาย”

    หัวใจของเมริสเต้นสะท้าน สายเลือดเงือกในกายพลันร้อนวาบ นางซบกายแนบอกเขา ราวเถาวัลย์พันผูกไม้ใหญ่ไม่อาจถอยห่างได้อีก “บัดนี้ ข้าขอสถาปนาเจ้าเป็นสนมเอกของข้า” เสียงองค์ชายใหญ่เปรียบดังสายน้ำอันอ่อนโยนไหลหลั่งลงสู่ห้วงลึกแห่งจิตใจ เมริสกัดริมฝีปากเบาๆ ความปลื้มปีติรินรดจิตวิญญาณ นางยกใบหน้าขึ้นประทับจุมพิตอ่อนหวานบนแก้มเขา สายตาเต็มไปด้วยความรักและภักดิ์ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

    แต่แล้วบรรยากาศอันหวานล้ำกลับพลิกผันด้วยคำเอ่ยขององค์ชายใหญ่ น้ำเสียงแม้สงบ หากทุ้มลึกแฝงความเข้มงวดดุจดาบซ่อนคม “เมื่อคืน ข้ามาหาเจ้า… มิใช่เพียงเพราะคิดถึง หากยังปรารถนาจะฟังความจากภารกิจที่ข้ามอบหมายให้เจ้าไปสืบข้อมูลในสำนักเทพอัสนีย์ เจ้าได้สืบไปถึงไหนแล้ว”

    เมริสเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววเขินอายแต่ก็มีเลศนัยพรางอยู่ ริมฝีปากระเรื่อคลี่ยิ้มบางๆ “แล้วเหตุใดท่านพี่จึงเลือกทำให้น้องว้าวุ่นจนลืมรายงานเล่า… เจ้าคะ”

    รอยยิ้มขององค์ชายใหญ่ผุดขึ้นที่มุมปาก คล้ายแสงดาววาบขึ้นกลางรัตติกาล หากแฝงด้วยความน่าหวาดหวั่น เขาเอียงหน้าเล็กน้อย จ้องนางด้วยแววตาที่เข้มขึ้น “เอาล่ะ… กล่าวมาเถิดเมริส อย่าให้พี่ต้องรอนาน”

    นางรีบขยับกาย กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ในสำนักเทพอัสนีย์… บัดนี้ได้ประกาศสถาปนา ‘พิภพเทพ’ ขึ้น โดยมีเทพีน้ำค้างเหมันต์ ผู้สำเร็จขั้นเหนือเทพ เป็นผู้นำ ส่วนอาณาจักรน่านเจ้าก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว พวกเขาได้เชิญเทพีน้ำค้างเหมันต์พร้อมองค์ชายรองไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ปรมาจารย์ผู้มากด้วยฝีมือจึงเหลือเพียงเทพีเอวาผู้เดียว”

    ถ้อยคำเหล่านั้นดุจสายลมแห่งชัยชนะพัดโหมเข้ากลางใจ องค์ชายใหญ่เผลอกายตีมือกับต้นขาของตัวเอง พลางยิ้มอย่างเยือกเย็น ราวกับเสือที่ได้กลิ่นคาวเลือด เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังก้องศาลา “ดั่งฟ้าบันดาลให้ข้าได้สมความปรารถนา… เคลื่อนทัพของเราโดยพลัน ข้าจะบุกไปยังสำนักเทพอัสนีย์ ครานี้ข้าขอทายว่าข้าจะได้ชายาอย่างแน่นอน”

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน