คุณหนูในห้องหอ

    บทที่55 ; สตรีขี้อิจฉา 55-2

    ชิงเอ๋อร์กำลังจะจากไปพร้อมเด็กน้อย แต่อู๋ฮวนเก็บนกกระดาษใส่ในอกเสื้อและบอกให้ชิงเอ๋อร์อยู่ต่อ คำกล่าวของอู๋ฮวนไม่เพียงทำให้ชิงเอ๋อร์ชะงัก แต่ทำให้จางหลินถงตกตะลึงด้วยเช่นกัน หัวใจนางบีบรัดรุนแรง นางก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ และบอกตัวเองว่านางควรมีสติให้มากกว่านี้

    “เจ้าค่ะ”ชิงเอ๋อร์ขานรับ นางรับรู้ถึงกระแสอารมณ์ของคนทั้งคู่ อีกฝ่ายยืนมองด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดา อีกฝ่ายเพิ่งจะลุกจากไป นี่มันอะไรกัน แม่นางคนนั้นมีอิทธิพลต่อจวิ้นอ๋องมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

    “อาหลิน ไปคุยที่อื่นเถอะ”อู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แม้ในใจยังโกรธที่นางไม่เชื่อฟัง และอยากตำหนิแต่ตำหนิไม่ลง เขาเดินตรงมาคว้ามือจางหลินถงจูงมือให้เดินตามเหมือนที่เคยทำ

    จางหลินถงมองมือที่ถูกเขากุมไว้ แม้จะบอกตัวเองให้ใจเย็น แต่ทันทีที่ถูกมือของอีกฝ่ายสัมผัส นางซึ่งดื่มสุรามาบ้างเล็กน้อย ผสมกับความโกรธในใจเริ่มปะทุทำให้นางมีความกล้ามากขึ้น นางรีบสะบัดมือออกทันควัน การกระทำของนางทำให้ทุกคนตกใจ ต่างร้องในใจว่า ‘แย่แล้ว’ ก่อนจะเหลือบมองอู๋ฮวน พวกเขาคิดว่าอู๋ฮวนต้องไม่พอใจมากแน่ เป็นอย่างที่พวกเขาคิดไว้จริงๆ เวลานี้สีหน้าอู๋ฮวนดำคล้ำมากขึ้นทุกขณะ

    “อาหลิน” อู๋ฮวนเรียกชื่อนางน้ำเสียงดุดัน

    นางไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธหรือไม่ นางเพียงแค่กล่าวอย่างสงบ“ไม่รบกวนจวิ้นอ๋อง ข้าเดินเองได้”

    “ดี” อู๋ฮวนมองมือที่ถูกปัดทิ้ง ภายในใจรู้สึกขุ่นเคือง ชายหนุ่มมองนางอีกครู่หนึ่ง แล้วหมุนกายเดินนำไปที่บันไดทางขึ้นไปชั้นสาม

    เขาพานางมาที่ห้องห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องพักชั่วคราวที่จิวยี่จัดไว้ให้ การเข้าเมืองหลวงหนนี้เป็นการลักลอบเข้ามา หากพักที่โรงเตี๊ยมธรรมดาอาจจะถูกตรวจสอบได้ง่าย แต่ที่พักหายากเหลือเกินจึงต้องพักที่หอสราญรมย์ไปก่อน

    อีกประการหอสราญรมย์มีคนใหญ่คนโตจากต่างแคว้นคอยหนุนหลัง คนผู้นี้เป็นพันธมิตรที่ต้าอู๋ไม่กล้าบุ่มบ่ามแตะต้อง การตรวจสอบที่นี่จึงทำได้ยาก เหมาะแก่การซ่อนตัวยิ่งนัก อีกทั้งจิวยี่เคยติดค้างบุญคุณต่ออู๋ฮวนหนหนึ่ง เมื่ออู๋ฮวนเดือดร้อนจึงไม่อาจปฏิเสธได้

    ตัวห้องมีขนาดกว้างตกแต่งหรูหรา หลังจากนางเข้ามาด้านใน อู๋ฮวนปิดประตูแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา หยิบจอกหงายขึ้นมาสองใบ และหยิบกาน้ำชามารินให้ตัวเอง และรินให้จางหลินถง เขายกส่วนของเขาขึ้นมาดื่ม ขณะพยายามควบคุมอารมณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ

    “ที่นั่นเป็นห้องของนาง เจ้าไม่ควรอยู่ที่นั่น”ชายหนุ่มกล่าวชี้แจงเหตุผลว่าทำไมเขาต้องพานางออกมา“อาหลินเพิ่งดื่มสุรา ดื่มชาแล้วนอนพักเสียหน่อยดีหรือไม่ สร่างเมาแล้วค่อยคุยกัน”

    อู๋ฮวนเสนอแนะ เขาคิดว่าคุยตอนนี้ไม่น่าจะรู้เรื่อง ตอนแรกเขาไม่รู้ว่านางดื่มกระทั่งเดินมาหยุดใกล้นาง จมูกของเขารับกลิ่นไวเป็นพิเศษจึงได้กลิ่นสุราเจือจาง ทำให้อู๋ฮวนพอคาดการณ์ได้ว่านางกำลังเมา อีกอย่างตัวเขาเองก็โกรธที่นางขัดคำสั่งจึงควรพักการคุยไว้ก่อน

    “ข้าไม่ได้เมา ข้ายังเดินตรงทาง แค่รู้สึกมึนๆเล็กน้อยจะเรียกว่าเมาได้อย่างไร?”นางเถียง นางดื่มแค่สามจอกและมึนหัวเล็กน้อย ไม่ได้ถึงกับเมาเสียหน่อย

    คำกล่าวนั้นทำให้อู๋ฮวนยิ่งฉุน ขณะจางหลินถงกวาดมองรอบห้อง ตรงมุมห้องมีเตากำยาน ยังมีควันจากการจุดเครื่องหอมโชยกรุ่น กลิ่นจากเตากำยานในห้องนี้แตกต่างจากห้องที่เพิ่งจากมา มันทำให้นางรู้สึกสงบ สมองปลอดโปร่งขึ้นมาก จางหลินถงตัดสินใจเดินมานั่งที่โต๊ะน้ำชา ขณะเรียบเรียงสิ่งที่นางต้องการพูดเพื่อจะได้พูดครั้งเดียวโดยไม่ตกหล่น

    “เจ้าไม่ควรมาที่นี่ ทุกที่มีแต่คนของฮ่องเต้ พวกเขารู้ว่าข้าจะมาชิงตัวอู๋อ๋องและอู๋สี่ พวกวางคนไว้ทั่วไปหมด อาหลินหากพวกเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าจะมีอันตรายไปด้วย”

    “จวิ้นอ๋องเป็นห่วงข้า หรือกลัวว่าข้าจะรู้ความลับของจวิ้นอ๋องกันแน่?”

    “ความลับ ความลับอะไร? อาหลิน ข้าเป็นห่วงเจ้าถึงให้เจ้าอยู่ที่โจเจียง ที่นั่นมีคนของข้า พวกเขาจะปกป้องเจ้า แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน”ชายหนุ่มพยายามอธิบายให้นางเข้าใจถึงอันตรายรอบด้าน มีศัตรูมากมายซึ่งหลบซ่อนอยู่ในเงามืด มากจนไม่อาจจินตนาการได้

    จางหลินถงสูดหายใจลึกๆพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองเช่นกัน“นับเป็นวาสนาของข้า ที่มีจวิ้นอ๋องคอยใส่ใจ แต่ข้าดูแลตัวเองได้คงไม่รบกวนคนของจวิ้นอ๋อง”

    “อาหลินเมามากแล้วไปพักก่อนเถอะ ข้าจะให้คนไปสั่งตุ๋นน้ำแกงสร่างมาให้เจ้าดื่ม”อู๋ฮวนกัดฟันข่มความโกรธไว้ในใจ เขาเห็นว่ายิ่งพูดก็เหมือนหาเรื่องทะเลาะ ตัวเขาเองมีเรื่องให้ขบคิดมากมายคงอยู่เป็นเพื่อนทะเลาะกันนางไม่ได้ ไม่สู้ให้นางพักผ่อนและรอให้นางตื่นจากนั้นค่อยคุยกันจะดีกว่า

    “ข้าไม่ได้เมา”นางยืนยัน ทำให้อีกฝ่ายจนปัญญาจะหาวิธีมารับมือกับนาง คนเมามักจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเมา เห็นทีว่าคำกล่าวนี้จะเป็นจริง ชายหนุ่มถอนหายใจ ความโกรธที่นางไม่เชื่อฟัง ถ้อยคำที่อยากตำหนิ ถูกความดื้อรั้นของนางทำลายลงจนหมด

    อู๋ฮวนมองใบหน้าจางหลินถง ดวงตาเหลือบเห็นคราบเลือดที่ยังเกรอะกรังตรงจมูก ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกมาและยื่นไปหวังจะเช็ดออกให้ จางหลินถงหูไวตาไวขึ้นมาก ก่อนที่ผ้าเช็ดหน้าในมือของเขาจะสัมผัสลงบนผิวหน้า นางรีบลุกหนีแสดงท่าทีต่อต้านชัดเจน นางไม่อยากให้มือที่เคยแตะต้องสตรีอื่น มาแตะต้องตัวนางอีก

    อู๋ฮวนมองความว่างเปล่าตรงหน้า เขาแน่ใจแล้วว่าสาเหตุที่จางหลินถงปฏิเสธความห่วงใยจากเขาเป็นเพราะชิงเอ๋อร์ ชายหนุ่มเก็บผ้าเช็ดหน้า ขณะสงบจิตใจให้เยือกเย็น และเปิดใจอธิบายเรื่องราวก่อนที่นางจะเข้าใจผิดใหญ่โต

    “ชิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของอดีตรองเจ้ากรมขุนนางฝ่ายตรวจสอบ พ่อของนางเป็นคนของอดีตฮ่องเต้ ข้าพบกับนางแค่ครั้งเดียวในงานเลี้ยงในวังไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ต่อมาพ่อของนางถูกคนฆ่าตาย ชิงเอ๋อร์ถูกข่มเหงและส่งมาขายที่หอนางโลม หนึ่งปีก่อนข้านัดพบกับรองฝ่ายตรวจสอบคนใหม่ที่นี่และได้พบกับชิงเอ๋อร์พอดี ข้าจะไถ่ตัวนางและส่งนางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่นางบอกว่านางไปไม่ได้ นางยังมีลูกชายอีกหนึ่งคน ลูกของนางตกอยู่ในกำมือของจิวยี่เจ้าของหอสราญรมย์ ข้าไปหาจิวยี่เพื่อเจรจาเด็กคืนแต่ทางนั้นไม่ยอมคืนเด็ก บอกว่าเด็กเกิดที่นี่คือสมบัติของที่นี่ไม่สามารถนำไปได้ ข้าจึงให้คนตรวจสอบพื้นเพของจิวยี่และพบว่าจิวยี่ทุจริตไม่ยอมเสียภาษีกิจการร้านค้า พอข้าหยิบยกเรื่องนี้เพื่อเอาผิด นางจึงยอมจ่ายภาษีและคืนเด็กให้กับชิงเอ๋อร์ แต่เด็กไม่มีพ่อทั้งยังเกิดมาจากการถูกข่มเหง ข้าสงสารเด็กและถูกชะตากับเด็กคนนี้มากจึงรับเขาไว้เป็นลูกบุญธรรม ชิงเอ๋อร์จึงตอบแทนข้าด้วยการแฝงตัวอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อหาข่าวส่งให้ข้า”

    แม้จะรู้ว่าเด็กไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา แต่หัวใจที่เกิดบาดแผลแล้ว ย่อมไม่สามารถรักษาหายได้ทันที เขาบอกเรื่องนี้กับนาง แล้วเรื่องอื่นเล่า ยังมีเรื่องที่ปิดบังนางมากมายเท่าใด ที่สำคัญเขากับสตรีนางนั้นเคยมีความสัมพันธ์ต่อกันหรือไม่ นางอยากรู้แต่นางไม่กล้าถาม ทว่าเหมือนคนข้างหลังราวกับรู้ว่านางคิดอะไรจึงกล่าวอีกว่า

    “ชิงเอ๋อร์กับข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอย่างอื่น ทุกครั้งที่ข้ามาพบนาง เซินสี่กับเฉินอี้อยู่กับข้าตลอดเวลา หากเจ้าไม่เชื่อใจข้า ข้าจะเรียกพวกเขามาให้เจ้าถาม”เขาว่าพลางลุกขึ้นเพื่อไปเรียกคนให้เข้ามา

    “ไม่จำเป็น ข้าไม่ได้อยากรู้ว่าจวิ้นอ๋องเคยร่วมหลับนอนกับใครหรือไม่ ข้ามาแค่จะมาบอกว่าข้าทราบเรื่องอู๋อ๋องได้อย่างไรก็เท่านั้น”จางหลินถงรีบเปลี่ยนเรื่อง ให้นางถามเรื่องพรรณนี้กับชายอื่น บ้าไปแล้วหรือ?

     “อาหลิน ที่ผ่านมาข้าไม่เคยทำให้เจ้าเชื่อใจข้าได้เลยงั้นหรือ?”หัวใจอู๋ฮวนกระตุกแรงเจ็บปวดจนรู้สึกได้ ชายหนุ่มมองจางหลินถง ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าท้อแท้อย่างหนัก ทั้งที่เขาและนางยืนห่างกันไม่มาก แต่กลับรู้สึกว่าห่างไกลเกินเอื้อมถึง นางอยู่ตรงหน้าแต่คว้ามาครอบครองไม่ได้ ไม่นึกว่าคนอย่างอู๋ฮวนก็มีวันนี้เหมือนกัน

    “แล้วจวิ้นอ๋องเล่าเชื่อใจข้าบ้างหรือไม่? ท่านมีทุกข์แต่ไม่เคยบอกข้า ท่านเอาแต่ปิดบังข้า แม้แต่ตัวตนที่แท้จริงของท่าน ข้าก็ไม่รู้จัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคิดว่าเราควรถอยหลังกลับคนละก้าว และไตร่ตรองอีกทีดีหรือไม่?”จางหลินถงตัดสินใจกล่าวออกมา ในเมื่อรักกันมันอึดอัด นางคิดว่าหากแยกกันอาจจะดีกว่าเดิมก็เป็นได้

    อู๋ฮวนแทบล้มทั้งยืน ชายหนุ่มถึงกับเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอตั้งหลักได้และขยับปากจะพูดอธิบาย นางก็รีบชิงกล่าวแทรกขึ้น

    “ข้าคิดว่าจวิ้นอ๋องน่าจะได้อ่านข้อความในสารพวกนั้นแล้ว และคงสัยสัยว่าข้ารู้เรื่องพวกนั้นได้อย่างไร บางทีจวิ้นอ๋องอาจจะกำลังโกรธที่ข้าล่วงรู้แผนการ และคิดว่าข้าสอดแนมคิดร้าย แต่ความจริงแล้วล้วนไม่ใช่ทั้งหมด”จางหลินถงหยุดแค่หายใจแล้วกล่าวต่อ“ท่านยายของข้านามรั่วหวา นางเป็นบุตรสาวของประมุขเผ่าหั่วจู มีพี่สาวฝาแฝดนามรั่วซี...”

    จางหลินถงเปิดปากเล่าเรื่องของนางให้เขาฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเผ่าหั่วจู หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวนาง ทั้งเรื่องปราณโลหิตอัคคีและแม้แต่เรื่องหยั่งรู้ชะตา นางเปิดเผยทุกอย่างที่นางรู้ให้เขาฟังทั้งหมด

    แต่ไหนแต่ไร อู๋ฮวนไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ หลังจากได้ฟังจางหลินถงพูดในช่วงแรกอู๋ฮวนยังมีสีหน้าปกติ ต่อมาเริ่มมีสีหน้าตกตะลึงปนสับสน บวกกับสิ่งที่เขาได้เห็นตอนที่อยู่ในหน่วยพยัคฆ์ขาว ปานอักษร‘หู่’ที่หลังใบหูซ้ายสามารถสำแดงพลัง ทั้งปราณสีแดง และดวงตาของนางที่สามารถเปลี่ยนสีได้ ไหนจะเรื่องสมุดบันทึก ไข่มุก ดาบตระกูลกัวที่มีหน้าตาแปลกประหลาดดูลึกลับ รวมถึงไป๋ไป๋สัตว์ป่าดุร้ายที่ไม่น่าเชื่องกับคน แต่กลับก้มหัวหมอบทำความเคารพให้นาง สิ่งเหล่านั้นทำให้อู๋ฮวนหมดคำโต้แย้ง

    หากทั้งหมดที่นางกล่าวมาเป็นความจริง ความสามารถของนางเทียบเท่า‘ธิดาเทพ’ในตำนานของเผ่าหั่วจูเลยทีเดียว

     “เพราะว่าข้ามีสายเลือดของชนเผ่าหั่วจู ข้าจึงมีความสามารถหยั่งรู้ชะตาฟ้าดิน แต่ถ้าข้าบอกไปว่าข้าเห็นทุกอย่างผ่านหัวของข้า จวิ้นอ๋องก็คงไม่เชื่อข้า ก็เหมือนกับทุกคนที่ไม่เชื่อข้า ดังนั้นข้าจึงวางแผนปลอมตัวเป็นผู้ปราถนาดีส่งสารเตือนแทน แต่จวิ้นอ๋องก็เพิกเฉยทั้งยังส่งคนออกตามจับข้าเพราะคิดว่าข้าเป็นศัตรู ข้าขอร้องให้ลี่เฉิงกับถิงเฟิงส่งข่าวบอกท่านแล้ว แต่พวกเขาไม่ฟังข้า ไม่มีใครยอมฟังข้า ข้าจึงจำเป็นต้องมาที่นี่เพื่อบอกด้วยตัวเอง จวิ้นอ๋องตอนนี้ข้าได้พูดทุกอย่างที่ข้าอยากพูดไปหมดแล้ว หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับจวิ้นอ๋องว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ข้าขอเตือนจวิ้นอ๋องไว้อีกคำ แม่นางชิงเอ๋อร์ท่านต้องใช้นางอย่างระมัดระวัง”

    อู๋ฮวนชะงัก เขาเพิ่งตัดสินใจไถ่ตัวชิงเอ๋อร์โดยที่นางไม่ได้ร้องขอก็เพราะต้องการพิสูจน์บางอย่าง ไม่นึกว่าจางหลินถงจะกล่าวเตือนเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย ชายหนุ่มมองจางหลินถงอย่างคาดไม่ถึง 

    “อาหลิน เจ้าไม่สบายหรือ?”อู๋ฮวนรีบทักท้วงเมื่อเห็นจมูกของนางมีเลือดไหลออกมาอีกครั้ง

    “ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี นี่เป็นแค่ผลข้างเคียงจากการใช้ญาณหยั่งรู้เท่านั้น อีกหน่อยก็ดีขึ้นเอง”นางบอกแล้วยกหลังมือขึ้นมาเช็ดออก

    นางบอกเขาว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล แต่ความจริงแล้วดวงตาของนางเริ่มพร่าเลือนมากขึ้นทุกขณะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมาหรือเพราะใช้ญาณหยั่งรู้มากเกินไป ต่อมานางรู้สึกว่าโลกของนางเริ่มพลิกคว่ำ ก่อนสติจะดับลง นางได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นหู ทั้งยังได้ยินเสียงเรียกด้วยความห่วงใยอยู่ใกล้ๆ

    “อาหลิน!”

     

    จางหลินถงเป็นลมหมดสติ ไห่เถิงไม่รอช้ารีบขึ้นไปดูอาการนางทันที แม้แต่จิวยี่เจ้าของหอสราญรมย์ หลังจากรู้เรื่องก็รีบเร่งรุดมาหา ชิงเอ๋อร์จึงฝากเด็กไว้กับสาวใช้ ส่วนนางมารอฟังข่าวด้วยอีกคน โชคดีที่หอสราญรมย์ปิดร้านแล้ว จึงไม่มีแขกขึ้นมาเพ่นพ่านชั้นบน ผู้คุ้มกันเริ่มจับกลุ่มสนทนาระหว่างรอฟังข่าวไปพลางๆ

              “ตอนนั้นเจ้าบอกว่าซื่อจื่อบาดเจ็บ หมายความว่าซื่อจื่อถูกแม่นางอาหลินเล่นงานงั้นหรือ?”เซินสี่หันไปถามอีม่าน

               “ถูกต้อง เจ้าฟังไม่ผิด ซื่อจื่อบาดเจ็บสาหัสจริงๆ โดนเหมือนว่าจะโดนเล่นงานที่จุดตายเสียด้วย”อีม่านกล่าวเสริม

              “ซื่อจื่อไปทำอะไรแม่นางอาหลิน เหตุใดนางถึงได้โมโหขนาดนั้น”เฉินอี้น้องเล็กกล่าวขึ้นมาบ้างหลังจากฟัง พี่ใหญ่พูดคุยมานาน

              “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าซื่อจื่อร่วมมือกับคุณชายซ่งกวาดล้างหน่วยพยัคฆ์ขาว หากได้พบหน้าคนที่ฆ่าครอบครัวตัวเอง เป็นเจ้าจะแค้นหรือไม่เล่า ข้าเดาว่าแม่นางอาหลินคงคิดอยากล้างแค้น”อีม่านกล่าวเสริม

    ชิงเอ๋อร์ฟังอยู่ พอได้ยินว่าซื่อจื่อและคุณชายตระกูลซ่งร่วมมือกันกวาดล้างหน่วยพยัคฆ์ขาวก็ตกใจจนอยู่ไม่เป็นสุข ดวงตาเบิกค้าง คาดไม่ถึงว่าสตรีนางนั้นจะเป็นทายาทของหน่วยพยัคฆ์ขาวที่หายสาบสูญเมื่อหลายสิบปีก่อน มิน่าเล่านางถึงมีความสำคัญต่ออู๋ฮวนนัก

              “เป็นไปได้อย่างไร นางไม่เคยฝึกวรยุทธ์ จู่ๆจะต่อกรกับซื่อจื่อได้อย่างไร”ยู่เฟิงไม่เชื่อ เพราะเขากับเจี่ยอินแยกตัวออกมาก่อนจึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของจางหลินถง

              “ฝีมือแม่นางอาหลินก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆนะ เจ้าไม่รู้อะไร เจ้าจื่อชิวก็ถูกแม่นางอาหลินสังหารจนตายและยังมีอีก ก่อนออกจากเมืองเตียวฮุย บังเอิญได้พบกับคุณชายซ่ง แม่นางอาหลินใช้กระบี่แทงคุณชายซ่งบาดเจ็บเช่นกัน หากนางคิดเล่นงานซื่อจื่อ ข้าเชื่อว่านางทำได้ เพราะก่อนนางหนีออกจากโจเจียง นางก็เล่นพวกข้ามาแล้วเหมือนกัน” ถิงเฟิงพอได้พูดแล้วก็พูดไม่หยุด เขาอัดอั้นจนต้องหาทางระบาย

              “อะไรนะ นางเล่นงานพวกเจ้างั้นหรือ นี่พวกเจ้าฝีมือตกหรืออย่างไร แค่สตรีนางเดียวก็รับมือไม่ได้”เจี่ยอินกล่าวแล้วกลั้นขำ

              คำกล่าวนั้นทำให้ลี่เฉิงถึงกับเสียหน้า“ได้ยินว่าเจ้าเองก็ถูกนางสาดผงยาใส่ด้วยไม่ใช่หรือ นางยืนตรงหน้าเจ้าแท้ๆ เหตุใดเจ้ายังจับนางกลับมาให้นายท่านไม่ได้อีกเล่า”

              “เจ้าหาเรื่องให้จวิ้นอ๋องตัดมือข้าหรืออย่างไร นางเป็นคู่หมั้นจวิ้นอ๋องเชียวนะ ข้ากล้าแตะต้องนางที่ไหนกัน”เจี่ยอินรีบแก้หน้าให้ตนเอง

              ชิงเอ๋อร์เม้มปาก‘คู่หมั้น’ที่แท้สตรีนางนั้นเป็นคู่หมั้นจวิ้นอ๋อง หัวใจชิงเอ๋อร์หล่นวูบ เป็นอย่างที่ใครบางคนพูดไว้จริงๆ มีแต่นางที่โง่งมก้มหัวรับใช้เขาอย่างหน้ามืดตามัว ที่ผ่านมาเขาดีกับนางก็เพราะลูกของนางเป็นลูกบุญธรรมของเขา ในสายตาผู้คนนางเป็นคนโปรดที่เขาเรียกไปพบบ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น แม้แต่ปลายเล็บของเขานางก็ไม่ได้สัมผัส เขาแวะมาหานางก็มีแต่เรื่องงานเท่านั้น อยู่กับนางก็ต้องมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา เขาไม่เปิดโอกาสให้นางเลยสักครั้ง

              ในใจของนาง นางอยากเป็นคนโปรด ที่ไม่ใช่คนโปรดแค่ในนาม แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะหันมามองนางอย่างที่บุรุษมองสตรี เขามองนางเป็นเพียงสตรีที่น่าสงสาร นางเป็นถึงดาวเด่นของหอสราญรมญ์ แต่เสน่ห์อันเย้ายวนและความสามารถทั้งหมดที่นางมี ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากเขาได้

              เขาดีกับลูกของนางมาก เขาอนุญาตให้ลูกของนางเรียกเขาว่า‘ท่านพ่อ’ได้ แต่แค่สำหรับลูกของนางเท่านั้น! หลังจากรู้ความจริงว่าจางหลินถงเป็นใครมาจากไหน ชิงเอ๋อร์รีบหมุนตัวเดินกลับห้องทันที

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูในห้องหอ ที่คุณอ่าน