สวรรค์นิรันดร์กาล

    ปะทะผู้อาวุโสนิกายซากศพ

            ขณะที่ระดับปฐพีของอาณาจักรจงชิงพากันหนีตายออกไปจนหมดทำให้ในเมืองต่างๆไม่หลงเหลือบุคคนที่แข็งแกร่งอยู่เลย หลายคนยอมรับชะตากรรมและรอความตายมาถึง

            “ฮ่าฮ่า ไม่คิดว่าแผนการของพวกเราจะสำเร็จได้ง่ายดายขนาดนี้หลังจากที่พวกเราเปลี่ยนผู้คนเป็นทหารศพจนหมดกองกำลังของนิกายพวกเราก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นถึงตอนนั้นต่อให้สี่นิกายร่วมมือกันก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้แล้ว”

            “ไม่ผิดสำหรับประชาชนธรรมดาพวกนั้นพวกเราสามารถใช้พวกมันเป็นอาหารให้กับทหารศพของพวกเราได้ฮ่า ฮ่า” เหล่าศิษย์ของนิกายซากศพพากันเย้ยหยันสี่นิกายใหญ่และราชวงศ์

            ขณะเดียวกันข่าวที่ฉางเฟิงได้ปล่อยออกไปทำให้ประชาชนและคนที่ยังเหลือรอดต่างเห็นความหวังพวกเรารีบเดินทางมายังประตูทิศใต้ของเมืองหลวงทันที และเมื่อมาถึงพวกเขาก็พบกับระดับราชันกลุ่มหนึ่งมารอพวกเขาอยู่แล้ว

            “พวกเจ้าเมื่อมาถึงแล้วให้อยู่เงียบๆอย่าได้สร้างปัญหาแล้วพวกเราจะพาพวกเจ้าออกไปอย่างปลอดภัยทุกคน”ผู้อาวุโสนิกายบุปผากล่าว

            “พวกเราจะหนีรอดไปได้จริงๆงั้นเหรอ”ชายคนหนึ่งถาม

            “แน่นอนตอนนี้กองกำลังของนิกายบุปผาได้กระจายออกไปคอยปกป้องพวกเจ้าอยู่ห่างๆถ้าคนของนิกายซากศพเข้ามาใกล้พวกนั้นจะลงมือทันที”

            “ขอขอบคุณผู้มีพระคุณอย่างมาก”หลายคนก้มกราบทันที

            “ถ้าพวกเจ้ารู้สึกขอบคุณพวกเจ้าก็ต้องไปขอบคุณผู้อาวุโสคนหนึ่งของนิกายบุปผานามของเขาคือฉางเฟิง เป็นเขาที่เสนอความคิดนี้และนำกองกำลังมาช่วยพวกเจ้าด้วยตัวเอง”ผู้อาวุโสนิกายบุปผากล่าว

            เวลาผ่านไปเมื่อถึงเวลากำหนกผู้อาวุโสนิกายบุปผาก็ไม่สามารถรอได้อีกต่อไปใครก็ตามที่มารวมตัวไม่ทันก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาแล้ว กองกำลังขนาดใหญ่ได้รีบเคลื่อนใหวออกจากเมืองทันที

            “ผู้อาวุโสมีคนของเราพบว่ามีประชาชนและผู้บ่มเพาะจำนวนมากกำลังหนีออกจากเมืองทางประตูทิศใต้”ศิษย์ของนิกายซากศพรีบมารายงานผู้อาวุโสของนิกายทันที

            “แล้วเจ้าส่งคนออกไปหยุดหรือยังถึงยังไงนั่นก็คืออาหารหล่อเลี้ยงทหารศพของพวกเรา” ผู้อาวุโสนิกายศากศพกล่าว

            ตอนนี้ผู้อาวุโสนิกายศากศพได้ทำการขุดศพของบรรพชนตระกูลใหญ่สี่นิกายขนาดเล็กและราชวงศ์จงชิงอยู่

            “พวกเราได้ส่งศิษย์กลุ่มหนึ่งออกไปแล้วแต่กลับตกตายทั้งหมด”

            “แสดงว่ามีคนยื่นมือมายุ่งสินะในสถานการณ์แบบนี้อาณษจักรสวรรค์งั้นเหรอ” ผู้อาวุโสนิกายศากศพขบคิด

            “น่าจะเป็นเช่นนั้นคนเหล่านี้ฝึกฝนทักษะลอบสังหารมาดีมาก คนของเรายังไม่ทันได้เรียกทหารศพออกมาก็ถูกสังหารไปแล้ว”

            “ดีข้าเองก็อยากเห็นว่าอาณาจักรสวรรค์ที่พึ่งก่อตั้งเอาความกล้ามาจากใหนถึงกล้ามายุ่งกับพวกเรา”ผู้อาวุโสนิกายซากศพตอนนั้นมั่นใจมากว่าอาณาจักรสวรรค์นั้นไม่สามารถเทียบกับพวกตนได้เพราะขนาดกองกำลังของสี่นิกายใหญ่ยังแพ้ให้กับพวกเขา

            ผู้อาวุโสนิกายซากศพได้นำศิษย์และผู้อาวุโสส่วนหนึ่งตรงไปยังประตูเมืองทิศใต้แรงกดดันระดับราชันแผ่กระจายออกมาอย่างไม่ปิด

            “นายน้อยอีกฝ่ายลงมือแล้ว”ฉางเฟิงที่กำลังยืนอยู่บนตึกสูงได้รับรายงานทันที

            “พวกเจ้าทำหน้าที่พาคนหลบหนีต่อไปส่วนทางด้านนี้ข้าจะจัดการเอง” ฉางเฟิงกล่าว

            “ขอรับ”

            เมื่อคนจากไปฉางเฟิงก็เผยสีหน้าเย็นชาการกระทำของนิกายซากศพนั้นน่ารังเกียจเกินไปจนเขาเองยังไม่สามารถให้อภัยได้ ร่างของฉางเฟิงปะทุพลังสายฟ้าออกมาก่อนจะพุ่งออกไป

            ขณะที่ผู้อาวุโสนิกายซากศพเห็นกลุ่มของผู้คนกำลังเดินทางหลบหนีอยู่ใกล้ก็ยกยิ้มอย่างเช่นชาก่อนจะเร่งความเร็วในการเคลื่อนใหว

            “พวกเจ้าคิดจะไปใหนงั้นเหรอ”แต่พริบตานั้นเองเสียงที่เย็นชาดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งสวมชุดสีดำสนิทและมีเส้นผมสีเขียวอ่อนที่งดงาม

            “รูปร่างแบบนั้นเจ้าคือฉางเฟิงแห่งนิกายบุปผา” ผู้อาวุโสนิกายซากศพเคยเห็นภาพเหมือนของฉางเฟิงมาแล้วจึงจำได้ทันที

            “โอ้ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะสืบข้อมูลมาดีแต่ก็ไม่แปลกเพราะเป้าหมายต่อไปของพวกเจ้าหลังจากจัดการกับพวกนิกายใหญ่ก็คงเป็นพวกข้า”ฉางเฟิงยกยิ้ม

            “เจ้าเข้าใจผิดแล้วพวกข้าไม่ได้สนใจอาณาจักรเลยแม้แต่น้อย”ผู้อาวุโสนิกายซากศพกล่าว

            “งั้นหรือแต่จากที่ข้ารู้มาสำหรับนิกายซากศพ ศพที่มีคุณภาพที่เป็นที่ต้องการของพวกเจ้าโดยเฉพาะศพของอัจฉริยะที่แข็งแกร่งใช่ใหมละ”ฉางเฟิงยกยิ้ม

            “เหอะดูเหมือนเจ้าเองก็สืบมาดี ไม่ผิดเมื่อพวกเรากล้าปรากฎตัวพวกเราก็มีแผนจะหลอมกลั่นสรรพชีวิตให้เป็นทหารซากศพให้หมดอยู่แล้ว”ผู้อาวุโสนิกายซากศพเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายก่อนจะปลดปล่อยพลังออกมา

            “ตูม!!!!!!!!”

            โลงศพจำนวน5 โงปรากฏออกมาพร้อมกับฝาโลงเปิดออก ศพที่อยู่ข้างในนั้น 4 ศพเป็นระดับราชันขั้นที่7-9 ส่วนศพสุดท้ายเป็นถึงระดับจักรพรรดิขั้นที่ 1

            “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสู้กับระดับจักรพรรดิขั้นที่1 ได้อย่างสูสี เพราะงั้นข้าจึงอยากจะเห็นแล้วสิว่าเจ้าจะสามารถจัดการกับทหารศพระดับจักรพรรดิของข้าได้หรือไม่”ผู้อาวุโสนิกายซากศพเผยสีหน้าโหดเหี้ยม

            “ก็แค่ศพที่ตายไปแล้วมีอะไรน่ากลัว”ฉางเฟิงยกยิ้ม

            “งั้นเหรอพวกเจ้าไปจัดการคนของอาณาจักรสวรรค์ให้หมดและอย่าลืมเก็บศพมาด้วยเพราะมันเป็นศพที่มีคุณภาพ”

            “แน่นอนว่าเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”ผู้อาวุโสส่วนหนึ่งและบรรดาศิษย์ยิ้มชั่วร้ายและพุ่งออกไป

            “ใครให้พวกเจ้าผ่านไปไม่ทราย”ร่างของฉางเฟิงส่องสว่างสายฟ้าและพุ่งออกไป

            ของเหลวศักดิ์สิทธิ์แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่และโจมตีออกไปแต่ในขณะเดียวกันทหารศพระดับจักรพรรดิและระดับราชันทั้งห้าตัวก็พุ่งเข้าหาฉางเฟิงเช่นกัน

            “ใสหัวไป”ฉางเฟิงคำรามและปลดปล่อยทักษะออกไป

            “ก็แค่ทักษะของนิกายที่เป็นของสตรีเจ้าคิดว่ามันจะสร้างความเสียหายให้ศพของข้าได้งั้นเหรอ”

            เมื่ออีกฝ่ายดูถูกมาฉางเฟิงก็เผยจิตสังหารที่รุนแรงสำหรับศพที่ไร้จิตใจพลังจิตจึงโจมตีไม่ได้ผล แต่สำหรับคนที่ควบคุมนั้นไม่ใช่

            “เนตรโกลาหล”ฉางเฟิงปลดปล่อยพลังจิตออกมาโจมตีไปยังบรรดาศิษย์และผู้อาวุโสที่กำลังตรงไปหาผู้คนที่กำลังหลบหนีทันที

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกก”

            พริบตาเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดก็ปรากฏขึ้นร่างของบรรดาศิษย์ล้มลงและนอนแน่นิ่งไปเลย ส่วนผู้อาวุโสแม้จะยังไม่ตายแต่ก็หมดสติไปแล้ว

            “ระดับจักรพรรดิพลังจิตของเจ้าไปถึงระดับจักรพรรดิแล้ว” คราวนี้ผู้อาวุโสนิกายซากศพตื่นตระหนกขึ้นแล้ว

            เพราะจุดอ่อนเดียวของพวกนิกายซากศพนั้นอยู่ที่ตัวของผู้ควบคุมศพถ้าผู้ควบคุมถูกเล่นงานหรือตายทหารศพก็จะเคลื่อนใหวไม่ได้และพลังจิตของฉางเฟิงก็ยังแข็งแกร่งเป็นพิเศษสามารถเอาชนะระดับราชันได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวอีกด้วย