น่าแปลกจริงๆที่พระองค์รู้สึกเอ็นดูนางมากขนาดนี้ทั้งๆที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน ทั้งยังเจอกันไม่กี่ครั้งทว่ากลับรู้สึกโหยหานางอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้มีปริศนาเกี่ยวกับนางมากมายแต่พระองค์ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ยินยอมให้นางทุกอย่างแต่โดยดี
สายตาวูบไหวเบาๆเมื่อนึกถึงเรื่องของโจวอ๋องที่ได้รับหลังให้คนสืบเรื่องราวหลังจากการสอบของสาขาปรุงโอสถในครั้งนั้นทั้งๆที่นางกับโจวอ๋องพบกับเป็นครั้งแรก แต่โจวอ๋องก็แสดงออกชัดว่าชอบพอในตัวจิ้งจอกของพระองค์
โจวอ๋องไม่เคยมีเรื่องเกี่ยวพันกับสตรีนางใดมากก่อนเลยทว่าก็ยังคงแตกต่างกับพระองค์อยู่บ้าง โจวอ๋องไม่แต่งชายาหรือรับอนุมีเพียงปลดปล่อยอารมณ์เพียงบางครั้ง แต่พระองค์กลับไม่ชื่นชอบแตะต้องสตรีนางใดเลยเมื่อก่อนเป็นเพราะหลีกเลี่ยงเมื่อสตรีต่างแสดงท่าทีหวาดกลัวแต่ตอนนี้ต้องบอกว่าชินชาและรู้สึกขยะแขยงหน่อยๆ
ในครั้งนี้ฮุ่ยชินอ๋องจึงไม่สามารถอยู่เฉยๆได้อีกอย่างไรก็จะต้องทำให้จิ้งจอกน้อยตัวนี้ไม่อาจมองใครได้อีก
“กินอย่างไรให้เลอะเช่นนี้”ฮุ่ยชินอ๋องเอื้อมมือไปเช็ดรอยเปื้อนที่มุมปากให้อีกคน ท้องนิ้วโป้งเกลี่ยไล้เบาๆจิ้งจอกน้อยแสนเจ้าเล่ห์ที่มักทำตัวเหมือนมีอะไรอยู่ตลอดเบิกตากว้างและนิ่งค้างไปฮุ่ยอ๋องยิ้มขำเบาๆ จิ้งจอกน้อยของพระองค์ยังเด็กนักอย่างที่นางเคยบอกเอาไว้จริงๆ
ซูเจินกระแอมไอแก้เขิน แล้วก้มหน้ากินเงียบๆหลังกินเสร็จซูเจินก็เดินเที่ยวต่อกับเขาจนถึงตอนเย็น ถึงได้กลับวังตะวันออกทหารเฝ้ายามหน้าประตูยังคงเป็นชุดเดิม พวกเขามองนางกับฮุ่ยอ๋องก่อนจะก้มหน้าอมยิ้มซูเจินพลันรู้สึกทำตัวไม่ถูก
ฮุ่ยอ๋องเดินมาส่งถึงหน้าเรือนพัก
“ขอบคุณนะเจ้าคะ วันนี้สนุกมากเลย”ซูเจินยิ้มกว้างขอบคุณอีกคนอย่างสดใสร่าเริง
“อืม” คนตัวโตรับคำสั้นๆ“พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าคะข้าเองก็มีธุระต้องไปทำข้างนอกเหมือนกัน”ซูเจินพูดถือโอกาสบอกกล่าวไว้ก่อนเลยก็แล้วกัน
“อย่ากลับดึกนักออกไปด้านนอกให้สวมหมวกเอาไว้ตลอดด้วย” ฮุ่ยชินอ๋องกล่าวอย่างรู้ทันหมวกในมือถูกยัดใส่มือของสตรีที่ทำหน้ายู่
“รู้แล้วเจ้าค่ะ”
“ให้ข้าจัดคนตามไปด้วยหรือไม่?”
ซูเจินส่ายหน้า“แค่จือเหลียงคนเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
ฮุ่ยชินอ๋องย่นคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะถามขึ้น“สำหรับเจ้าแล้วจือเหลียงอยู่ในสถานะใดในใจเจ้า?”
ซูเจินเงยหน้ามองอีกคนรู้สึกได้ถึงกลิ่นน้ำส้มเปรี้ยว มุมปากของนางขยับยกขึ้นอย่างล้อเลียน “อะไรกัน หึงข้าหรือเจ้าคะ?”
ฮุ่ยชินอ๋องไม่ตอบ แต่ทำสีหน้าจริงจัง
“แฮ่ม...อืม สำหรับข้าแล้วจือเหลียงคงเป็นคนสนิทเป็นพี่น้อง เป็นสหาย ข้ารู้สึกได้ถึงความจริงใจของเขา มีเขาอยู่ทำให้ข้าสบายใจ ท่านอย่าคิดมากเลยข้าชอบบุรุษที่ทรงเสน่ห์อย่างท่านมากกว่า” ซูเจินยิ้มประกายในตาส่องวิบวับ
ฮุ่ยชินอ๋องพยักหน้าดูเหมือนจือเหลียงจะมีความสำคัญในใจนางมากทีเดียว
ซูเจินยืนส่งอีกฝ่ายจนลับสายตาไปถึงค่อยเดินเข้าไปยังเรือนฝั่งขวาที่เป็นที่พักของจือเหลียงและเหลียงจือภายในเรือนมีเหลียงจือรออยู่ก่อนแล้ว เขาเดินเข้ามาหานางอย่างกระวนกระวายเล็กน้อยคงตื่นเต้นอยากจะให้นางถอนพิษเต็มแก่แล้ว
“จือเหลียงเล่า?”
“อยู่ในห้อง เข้าไปแล้วก็ยังไม่ออกมาเลย”
ซูเจินขมวดคิ้ว นางรู้สึกว่าจือเหลียงแปลกไปจริงๆไม่ได้คิดไปเองแน่ แต่เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
“นำไปที่ห้องเจ้าสิต้องใช้ห้องที่มิดชิดหน่อยเพราะข้าไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าข้าใช้เวทเยียวยาได้”ซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ทว่าสายตาที่มองอีกฝ่ายเยือกเย็นจนหนาวเข้ากระดูก
“อะ...โอ” เหลียงจือพยักหน้ารัวๆเดินลิ่วไปที่ห้องพักของตัวเองซูเจินเดินตามเข้ามาแล้วก็ปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนาเดินไปรอบห้องอยู่หนหนึ่งแล้วกางม่านพลังภายในห้องไว้ ป้องกันไม่ใช้ภายนอกรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นด้านใน
เหลียงจืออยากร่ำไห้อีกแล้ว ทำไมนางถึงไม่เป็นเหมือนคนปรกติด้วยอายุเท่านางมีใครบ้างสามารถกางม่านพลังได้แข็งแกร่งเพียงนี้ ฮือ อาจารย์ขอรับข้าคงเอาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับปีศาจเสียแล้ว
“ยืนทำอะไรอยู่เล่า รีบมานั่งสิ”ซูเจินตบลงที่เตียงพื้นที่ข้างตัว
“ข้าได้ยินว่าสตรีที่ดีงามจะต้องสำรวมกิริยาไม่ใช่หรือ?แต่เจ้าเป็นสตรีแบบไหนเดินเข้าห้องบุรุษและยังเรียกให้ไปหาที่เตียงได้หน้าตาเฉย”แม้จะบ่นแต่ก็ยังเดินไปนั่งลงตรงที่นางเรียกอยู่ดี
“หรือจะไม่ต้องถอนพิษให้เจ้าดีเล่า?”
“ไม่ดี!”
ซูเจินทำหน้าเบื่อหน่าย ไม่ต้องพูดถึงว่านางมีความทรงจำของคนยุคสองพันกว่าในโลกนู้นเลยตอนนี้นางเป็นชาวยุทธ์ไม่ใช่คุณหนูลูกขุนนาง เรื่องเช่นนี้ยังต้องถือสาอีกหรืออย่างไร? อีกอย่างกับคนเช่นเขานางไม่เห็นรู้สึกอะไรด้วยเลย
ซูเจินคว้าจับข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นมาจับชีพจรกระแสพลังบางเบาสายหนึ่งไหลจากปลายนิ้วเข้าไปยังเส้นชีพจรช้าๆไปทั่วร่างเหลียงจือมีสีหน้าเจ็บปวดและสะท้านด้วยความหนาวเย็นจากพิษที่อยู่ในร่างเล็กน้อย
ซูเจินมองสังเกตสีหน้าของเขาอยู่ตลอดพลังที่ส่งเข้าไปในร่างชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ใบหน้าของเขาพลันแดงขึ้นหยดเหงื่อไหลซึมตามไรผม สีหน้าซูเจินพลันหนักใจขึ้น
ซูเจินถอนพลังกลับมาแล้วปล่อยข้อมือของเขามองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ
“เจ้าโชคดีจริงๆที่ไม่ตายตอนกินโอสถตะวันทองกดพิษเย็นยะเยือก”
“มันเลวร้ายมากหรือ? ถอนพิษได้หรือไม่?”เหลียงจือเริ่มเกิดความกังวล
“พิษน่ะถอนได้อยู่แล้วแต่ปัญหาก็คือเมื่อทำการถอนพิษโดยไม่ใช่โอสถเพลิงพิโรธมันจะทำให้ฤทธิ์ของโอสถตะวันทองที่กดพิษเย็นยะเยือกอยู่เกิดความไม่สมดุล และมันจะเริ่มออกฤทธิ์รุนแรงขึ้นต้องทำการถอนฤทธิ์ของมันไปพร้อมกับพิษเย็นยะเยือกทีละน้อยเจ้าอาจจะต้องเจ็บมากสักหน่อยนะ” ซูเจินบอกเขาแล้วทำหน้าเวทนาใส่
“งั้น...งั้นข้าว่าหาโอสถเพลิงพิโรธดีกว่า ใช่ๆข้าไม่รีบๆ หรือไม่เจ้าก็หลอมมันให้ข้าสิระดับของมันไม่สูงมากเจ้าหลอมได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”เหลียงจือเริ่มหวาดกลัวความเจ็บปวด
“ก็หลอมได้แต่เสียเวลาและข้าเองก็ไม่อยากหลอมด้วย ใช้วิธีนี้เร็วกว่าและข้าก็ถนัดมากกว่าเถอะน่า เจ็บแป๊บเดียว เพียงครึ่งชั่วยามก็เสร็จแล้ว” ซูเจินพูดปลอบใจ “หันหลังแล้วถอดเสื้อออกเร็ว”
เหลียงจือเบ้ปากร่ำไห้ ทว่าไม่มีทางเลือกเขาหันหลังคลายสายรัดเอวออกแล้วแหวกเสื้อถอดมันออก เผยให้เห็นแผ่นหลังอันสมส่วน
หูย แอบซ่อนรูปนะเนี่ย ขาวเชียว
ซูเจินยั้งมือที่กำลังจะเอื้อมไปลูบไล้แผ่นหลังของสหายได้ทันท่วงทีนางสะบัดหัวเรียกสติอยู่สองสามครั้ง ไม่ได้ เขาเป็นสหาย ท่องไว้ เขาเป็นสหาย...
พ่อยักษ์ของนางยิ่งมีแววขี้หึงอยู่ด้วยตอนนี้อยู่ในถิ่นเขาเราต้องทำตัวเป็นเด็กดีเข้าไว้
“หายใจเข้าลึกๆนะ หนึ่ง...สอง...เริ่ม!” ซูเจินใช้พลังแห่งการรักษาห่อหุ้มมือทั้งสองข้างแล้วประกบมันเข้ากับแผ่นหลังเนียนของเหลียงจือ
พลังจากฝ่ามือแผ่ขยายคลุมทั้งตัวของเหลียงจือเขาหลับตาแน่น ซูเจินตั้งสมาธิภาพร่างกายมนุษย์ปรากฏขึ้นในหัว โครงสร้าง ผิวหนังกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบอวัยวะ เส้นชีพจร เส้นพลัง ทุกอย่างถูกเรียบเรียงขึ้น
ซูเจินลืมตามองพลังที่แผ่คลุมจือเหลียงม้วนตัวพุ่งเข้าไปในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
เหลียงจือกัดฟันแน่น สองมือกำเข้าหากันก่อนจะอ้าปากร้องอย่างสุดทน
“อ๊ากกกกก!”