เช้าวันใหม่มาเยือน
พร้อมแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านแนวใบไม้ ม่านหมอกลืมตาขึ้น พร้อมกับความปวดร้าว ที่แทรกอยู่แทบทุกอณูของร่างกาย กล้ามเนื้อแข็งตึง ราวกับยังไม่ยอมลืมบทลงโทษของเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น…เขาก็ยังลุกขึ้น
การซ้อมเริ่มต้นอย่างทุลักทุเล ก้าวขาแต่ละก้าวหนักหน่วง แขนยกขึ้นช้ากว่าปกติ เหงื่อเริ่มซึมั้แ่ยังไม่ทันเข้าจังหวะจริง
ขณะที่แทนยืนมองอยู่ไม่ไกล สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม นิ่ง เย็น และตั้งกำแพงสูงขึ้นกว่าทุกวัน เขาไม่เอ่ยคำปลอบ ไม่ยื่นมือช่วย
มีเพียงสายตาที่จับจ้อง ราวกับกำลังวัดใจ ม่านหมอกรู้สึกได้ และแทนที่จะถอยห่าง…เขากลับเลือก แกล้งหนักกว่าเดิม
ท่าทางที่ฝืนเกินตัว จังหวะที่ตั้งใจทำให้พลาด เสียงหายใจที่ดังเกินความกว่าจะเป็
“ฝืนขนาดนี้ เดี๋ยวก็เจ็บ”
แทนเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงราบเรียบเหมือนเตือนทั่วไป ม่านหมอกหันไปมอง ดวงตาที่แดงระเรื่อจากความอ่อนล้า กลับฉายแววดื้อดึงชัดเจน
“ถ้าเจ็บ…ก็เจ็บเพราะคุณนั่นแหละ” เขาตอบเสียงเบา แต่จงใจให้ได้ยิน
แทนขมวดคิ้วเล็กน้อย ม่านหมอกก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นใกล้เกินกว่าระยะของการฝึก ใกล้เสียจนแทนต้องชะงัก
“ฉันรู้แล้วนะ…”เสียงนั้นอ่อนลงอย่างตั้งใจ
“ว่า...”และม่านหมอกไม่พูดอะไรต่อ
แค่รอยยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงอ้อนที่ไม่เคยใช้ และสายตาที่บอกชัดว่า เขาไม่ยอมแพ้ และมันทำให้แทนเม้มริมฝีปาก สายตาหลบไปในทันที
และในเสี้ยววินาทีนั้น มันก็ทำให้ม่านหมอกได้รู้แล้วว่า เขากำลังถืออาวุธหนักไว้ในมือ และอีกไม่นานเขาจะใช้อาวุธนี้ เพื่อการหลบหนี ออกจากการฝึกบ้าๆ นี้ให้ได้
ทุกเช้าเริ่มต้นเหมือนเดิม
เสียงนาฬิกาปลุกยังไม่ทันดัง ม่านหมอกก็ถูกปลุก ด้วยเสียงของใครบางคน ที่น่ารำคาญยิ่งกว่าเสียงใดบนโลกใบนี้
“วิ่ง”
คำสั้น ๆ จากแทน พร้อมสายตานิ่ง ๆ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ต่อรอง มันทำให้ม่านหมอกถอนหายใจแรง แต่ก็ต้องลากขาตัวเองออกไปวิ่งรอบเกาะตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ราวกับค่ายทหาร
วิ่ง
วิดพื้น
ซิทอัพ
แพลงก์
ทุกอย่างคือการเพิ่มความแข็งแรงของมัดกล้ามเนื้อ ที่เขาไม่เคยสนใจจะมีมาก่อนในชีวิตเด็กศิลปะอย่างม่านหมอก
“ฉันเรียนศิลปะ…ไม่ใช่สมัครเป็ทหาร”
เขาบ่นทุกวันและแทนก็เมินหนักขึ้นทุกวัน หลังจากนั้นคือตารางเรียนที่โหดไม่แพ้กัน
ทั้งต่อยมวย—หมัดหนักจนข้อมือชา
ยิงปืน—เสียงปังที่ทำให้หัวใจสะดุ้งทุกครั้ง
ฟันดาบ—แขนสั่นจนแทบยกไม่ขึ้น
ยูโด—พื้นแข็ง ๆ ที่รับร่างบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ร่างกายม่านหมอกอ่อนล้า แต่สมองของเขากลับไม่เคยหยุดทำงานเพราะในบรรดาทุกตารางฝึก มีเพียง “อย่างเดียว” ที่ทำให้เขายอมอดทน
คือกุญแจเรือยานพาหนะเพียงลำเดียว ที่จะพาเขาออกจากเกาะบ้านี่ ออกจากตารางฝึกบ้า ๆ และออกจากผู้ชายหน้าเฉยชา ไร้ความรู้สึกอย่างแทน
ม่านหมอกสังเกตแทนทุกครั้ง ที่เขาเดินผ่าน มือที่แกล้งเฉียดแ่เบา คำพูดอ้อน ๆ ที่ซ่อนเจตนาบางอย่าง
“นี่ลุง..มาอยู่กับฉันหลายวันแล้วลูกเมียไม่ตามหาหรือไง?”
“ไม่มี”
เช้านี้ไม่มีเสียงปลุกแต่ม่านหมอกก็ตื่นตามเวลาเพราะเริ่มชิน เขาแต่งตัวเดินออกมาจากห้อง ขณะที่แทนก็กำลังเดินมาพอดี
จังหวะนั้น แทนยกเสื้อแขนยาวสีเข้มมาสวมใส่ ปืนพกที่คาดเอวตามปกติ และถือพวงกุญแจ ซึ่งเป็สิ่งที่ม่านหมอก กำลังตามหา
“วันนี้ไม่ฝึก” เขาพูดสั้น ๆ
ม่านหมอกชะงัก “อะ..อะไรนะ?”
“ผมจะไปฝั่ง” แทนมองนาฬิกา “เย็น ๆ กลับ..ไม่ต้องคิดจะหนีละ รอบๆ มีแต่น้ำทะเลบนเขามีสัตว์ป่า และผมดูคุณในกล้อง”
ม่านหมอกยืนเบ้ปาก เพราะเื่นี้แทนขู่เขาั้แ่วันแรก และเขาก็ไม่คิดจะหนีแบบนั้น เพราะสิ่งที่จะพาเขาออกจากที่นี่ได้คือ เรือที่แทนกำลังจะขับมันออกไปนี้ต่างหาก
“ฉันไม่หนีหรอก..ขับเรือดีๆ ละ..และก็รีบๆ กลับนะ..ฉันเหงา”
แทนกำลังแต่งตัวถึงกับหยุดชะงักกับคำพูด รอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้าสวยๆ ของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า นับวันเขายิ่งเห็นม่านหมอกน่ารักมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาทำทางทางออดอ้อน
เรือถูกสตาร์ต เสียงเครื่องยนต์ดัง ม่านหมอกยืนมองเรือค่อย ๆ แล่นออกจากท่า เขาแอบยกมือบ๊ายบาย ยิ่งทำให้หัวใจชายร่างใหญ่รู้สึกหวั่นๆ
“มาไม้ไหนกันเนี่ย!.” แทนพึมพำ ก่อนเร่งเครื่องเรือเดินทางไปยังฝั่ง
ม่านหมอกยืนมองแผ่นหลังของแทนเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงเส้นขอบน้ำกับฟ้า ทั้งเกาะ เงียบลงอย่างประหลาด ลมพัดคลื่นเข้าฝั่งเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ไม่มีเสียงคำสั่ง ไม่มีเสียงรองเท้าฝึก ม่านหมอกยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ ยกยิ้ม
“อยู่คนเดียวสินะ…แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี..เห๊อ!”
สายตาเขากวาดมองรอบเกาะ บ้านพัก โรงฝึก แต่สุดท้ายก็ต้องเดินกลับเข้าห้องนอน
เพราะทำอะไรไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของแทนต่อให้เขาไม่อยู่เพราะทุกซอกมุมมีกล้องวงจรปิด จนบางครั้งเขาก็แอบคิดว่าเกาะนี้อาจไม่ได้มีแค่ศูนย์ฝึก อาจเป็มากกว่านั้น
เรือเทียบท่าใน่บ่าย
เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมเงาของผู้ชายในเสื้อแจ็กเกตสีเข้มที่ก้าวลงจากเรืออย่างมั่นคง
แทนยังไม่ทันได้ยกของลง ม่านหมอกรับเดินเข้ามาหาอย่างเร็วปรี่เข้าใกล้ แถมยังส่งรอยยิ้มน่ารัก ที่ทำให้แทนพยายามลืมมาค่อนวัน
“เหนื่อยไหม..มาฉันช่วย”
เสียงนั้นอ่อนอย่างไม่ปกติ พร้อมรอยยิ้มใส ๆ ที่แทนคุ้นตาเกินกว่าจะไม่ระแวง ชายร่างสูงเหลือบมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
ม่านหมอกรีบเอื้อมมือไปช่วยรับของ แล้วเดินนำเข้าบ้าน ขณะที่แทนมองตามหลังอย่างมึนงง
เมื่อวางข้าวของมากมายที่ขนมา ม่านหมอกก็หันมาช่วยถอดเสื้อแจ็กเกตให้เหมือนเป็เื่ปกติที่สุดในโลก
“มา..ฉันช่วย”
แทนมึนงง แต่ก็ปล่อยให้อีกคนทำตามสบายใจ จังหวะนั้นนิ้วเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออย่างแเีรวดเร็ว แ่เบา และเต็มไปด้วยความหวัง
แต่กลับพบความว่างเปล่า ม่านหมอกชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่แทนรู้แล้วว่าทั้งหมดคือการแสดง เพื่อ้าอะไรบางอย่างที่อยู่กับเขา
ทั้งสองช่วยกันจัดข้าวของ ทั้งของกินของใช้เข้าชั้นวางและตู้เย็น ก่อนที่จะหันมาเตรียมเครื่องปรุงเพื่อทำมื้อเย็น
ส่วนม่านหมอกเดินวนใกล้ๆ สายตาลอบมองต่ำลงไปที่่เอวและกระเป๋ากางเกงของแทนอย่างครุ่นคิด
“นี่นาย..ฉันเหมือนจะเวียนหัวเลยอ้า..”
เสียงของม่านหมอกเอ่ยขึ้น หลังความคิดตกผนึกแล้ว เขาเพิ่มความแเีมากขึ้น ด้วยทำทางยืนเซเหมือนเสียหลัก ร่างบางซบเข้ากับอกกว้างของแทนอย่างตั้งใจ
“อื้อ~~..คุณเป็อะไรหรือเปล่า”
แทนหันมา รีบรับตัวม่านหมอกไว้ด้วยความเป็ห่วง จังหวะนั้นแขนเรียวของม่านหมอกรีบกอดร่างของแทนไว้แน่น ราวกับยึดเป็ที่พึ่ง
“ฉันเวียนหัวมากเลย..”
มือหนึ่งวางแนบอก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะมืออีกข้างกำลัง เลื่อนไปที่กระเป๋ากางเกงของแทนอย่างแเี
แต่ว่าครั้งนี้แทนไม่ยอม มือใหญ่รีบคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ทันที แรงไม่มาก แต่หนักแน่นพอจะหยุดทุกความคิด
“คุณ้าอะไร?”แทนส่งเสียงต่ำแต่คมชัด
“แฮ่ๆ” ม่านหมอกเงยหน้าขึ้น ฝืนยิ้มแห้ง ๆ
แต่แววตาตากลับเป็ประกาย และในจังหวะนั้นเองปลายนิ้วของเขาก็ัับางอย่างที่แข็ง เย็น คล้ายกุญแจ…มันแขวนอยู่ตรงเอวของแทน ม่านหมอกคลี่ยิ้ม แบบที่ตั้งใจให้ดูน่ารักที่สุดในชีวิต
จนทำให้แทนเผลอชะงัก เสี้ยววินาทีเดียว ในจังหวะนั้น โลกทั้งใบของแทนก็หยุดลง เมื่อม่านหมอกตั้งใจแค่จะหอมแก้ม หวังหลอกล่อให้แทนหลงกล จนลืมสนใจกุญแจ
“จุ๊บ~~”
แต่แล้วแทนกลับขยับหน้าหันมาเล็กน้อย ทำให้ริมฝีปากของพวกเขาัักันเต็ม ๆ ความนุ่มนิ่ม ร้อนผ่าว และไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจสะดุด หัวใจเต้นแรง แทนแข็งค้าง เป็ก้อนหิน
แม้จังหวะนั้นม่านหมอกเองก็ชะงัก ไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบฉวยโอกาสกระชากกุญแจออกมา แล้วรีบหมุนตัววิ่งสุดแรงที่ฝึกมาหลายวัน
“คุณ!” แทนตั้งสติได้ รีบวิ่งตาม
เสียงฝีเท้าดังแข่งกับเสียงหัวใจ ม่านหมอกวิ่งลงน้ำมุ่งจะขึ้นเรือที่จอดอยู่แม้คลื่นจะซัดขาให้วิ่งช้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยความหวัง
เกือบถึงแล้ว…เกือบได้อิสระแล้ว…แต่มือใหญ่กลับคว้าร่างบางเอาไว้ได้เสียก่อน ด้วยแรงและร่างกายที่ต่างกัน
“คุณหยุดนะ”
“อื้อ~~ปล่อยนะ!”
ม่านหมอกโวยวาย ด่ากราดไม่ยั้ง ออกแรงดิ้นรนสุดชีวิต ขณะที่แทนล็อกตัวอีกคนเอาไว้แน่น
“หึ!” แต่แล้วม่านหมอกก็ยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะเหวี่ยงมือโยนกุญแจลงทะเลไปอย่างไม่ทันคิด เพียงหวังเอาชนะ
“ได้~~งั้นนายก็อย่าหวัง!”
จุ๋ม...เสียงโลหะกระทบน้ำ หายไปในคลื่น ก่อนที่ทั้งสองจะ เงียบลงพร้อมกัน ราวนัดหมาย
ความหนักอึ้งโรยตัวลงมากระทบผิวน้ำทะเล และเสียงคลื่น ก่อนที่แทนจะกดข่มความโมโหเอาไว้ไม่ได้ จนขาดสติ
“เอาแต่ใจนักใช่ไหม? ..ได้~”
“อื้อ~~~” เขากดร่างบางลงน้ำ ตั้งใจแค่จะสั่งสอน แต่แรงของเขามันมากเกินไป จนทำให้ม่านหมอกสำลักน้ำ และหายใจไม่ทัน ร่างบางหมดแรงดิ้น จนนิ่งไป
“คุณ..ม่านหมอก..หยุดเล่นนะ”
แทนชะงัก หัวใจร่วงวูบ “ม่านหมอก!”
เขารีบดึงร่างที่แน่นิ่งใต้น้ำขึ้นมา แล้วอุ้มขึ้นฝั่ง มือใหญ่สั่นเทา ใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“คุณ...คุณ..ม่านหมอก..ตื่น..ตื่นมา..หมอกๆ”
แทนส่งเสียงสั่น เขารีบก้มลงประกบริมฝีปาก เป่าลมช่วยชีวิตอย่างเร่งรีบ ก่อนจะยกหน้าขึ้น แล้วประกบริมฝีปากเป่าอีกครั้ง
จนกระทั่งครั้งที่สามในจังหวะนั้นเอง ม่านหมอกก็ฟื้นขึ้นมาภาพแรกที่เห็น คือใบหน้าของแทนใกล้ชิด ริมฝีปากของอีกฝ่ายแนบอยู่กับปากตนจนรู้สึกถึงความนุ่มอุ่น
“ไอ้บ้า!!”
ม่านหมอกออกแรงถีบแทนเต็มแรง ตัวเปียกชุ่ม จนเสื้อผ้าแนบเนื้อ ร่างบางโมโห จนใบหน้าขึ้นสีแดง
“นี่..นายจูบฉัน!!”
“ห่ะ!” แทนล้มลงไปในน้ำ ทั้งอึ้ง เขิน และพูดไม่ออก
ขณะที่ม่านหมอกรีบยันตัวยืนหายใจหอบ หัวใจเต้นแรง ริมฝีปากยังชาแต่ตาแวววาวเต็มไปด้วยน้ำใสๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าบ้านไปในทันที
“คะ..คุณ..ผม..ผะ..ผม..ไม่”
แทนพยายามะโตามหลังอย่างอธิบาย แต่ม่านหมอกก็วิ่งไปไกลเกินกว่าจะได้ยินแล้ว
“บ้าจริง!”
เขาหันไปมองน้ำทะเล ตรงที่กุญแจเรือจบลงไป ก่อนจะหัวเราะขำขันให้กับตัวเอง ไม่รู้ว่ากรรมเวรอะไร ถึงต้องมาเจอเื่แบบนี้ กับเด็กดื้อรั้นคนนี้ และที่สำคัญเวลานี้ทั้งสองคนติดเกาะด้วยกันแน่นอน
..................................