ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 งานประมูลครั้งใหญ่ (2)

            “ขอเชิญพูดคุยกับผู้ที่เป็นตัวแทนของปรมาจารย์โอสถเพียงหนึ่งเดียวหัวหน้าสวีหยางอี้แห่งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์” ฉีจงข่ายรีบผายมือเชิญพลังกดดันวิญญาณรุนแรงเกินไป เขาไม่อยากอยู่ตรงนี้นาน

            กลางอากาศขึ้นไป มวลพลังกดดันวิญญาณไร้รูปร่างแต่ทรงพลังทั้งสิบสองมวลครอบคลุมทั่วทั้งงานแห่งนี้เบื้องล่างคือตระกูลและกองกำลังแถวหน้าของโลกผู้ฝึกตนในประเทศหวาซย่าตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนเซวียนหยวน ตระกูลหนานหง ตระกูลหมิง อาศรมชิงเต๋ากวนและวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเขาอู่ฟาง...ซึ่งตอนนี้ทุกคู่สายตาของบุคคลเหล่านี้ล้วนจับจ้องมาบนเวทีอย่างไม่ละสายตา

            อิงจากตำนานศาสตร์โอสถโบราณมีอิทธิฤทธิ์เหนือกว่ายาเหลวไม่รู้กี่หมื่นแสนเท่าตัว!ผู้ฝึกตนไม่สามารถใช้โอสถวิเศษได้อย่างพร่ำเพื่อเพราะต้องใช้เวลาและกรรมวิธีการสกัดดึงเอาพลังบริสุทธิ์จากพืชสมุนไพรวิเศษหลอมเป็นเม็ดโอสถ!

            ว่ากันว่า เมื่อโอสถวิเศษของจริงปรากฏตัวขึ้นมา ธุรกิจยาเหลวและยาแคปซูลจะถึงคราต้องล่มสลายทันที!

            สวีหยางอี้เดินขึ้นไปบนเวทีอย่างไม่ช้าไม่เร็ววันนี้เขาใส่ชุดสูทสีดำทั้งตัว เสื้อเชิ้ตด้านในสีดำ ดูสะอาดเรียบหรูเป็นที่สุดประสานมือขึ้นอย่างสำรวม เปล่งเสียงดังฟังชัด “กระผมสวีหยางอี้หัวหน้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ ได้รับมอบหมายมาเปิดประมูลโอสถวิเศษสิบเม็ด...”

            “เหอะๆๆ ...” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะแห้งๆคล้ายศพก็ดังออกมาจากศาลาหนึ่งอีกครั้ง “เจ้าหนู... นายช่างกล้าหาญ...”

            บรรยากาศในงานเงียบสงัดไร้สรรพเสียง

            ดวงตาทุกคนเป็นประกายกว่าที่ผ่านมา

            สวีหยางอี้อยู่ที่นี่ตอนนี้ เขาเป็นคนเดียวที่ติดต่อกับปรมาจารย์โอสถได้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าปรมาจารย์โอสถเป็นใคร... หรือบางทีเขาอาจจะเป็นปรมาจารย์โอสถเองก็ได้

            หากต้องการรู้เรื่องทั้งหมดหากต้องเตรียมพร้อมรับผลกระทบอันใหญ่หลวงที่อาจทำให้วงการยาเหลวและยาแคปซูลพังทลายมีแต่ต้องถามสวีหยางอี้คนนี้เท่านั้น

            “ผู้คนทั่วทั้งงานเล็งเขาไว้...”ผู้เฒ่าจากตระกูลหมิงมองสวีหยางอี้ด้วยแววตาลึกล้ำ “วาสนายิ่งใหญ่มาพร้อมอันตรายใหญ่ยิ่ง หลายคนคิดว่าเขาจะไม่มาไม่กล้ามาเพราะกลัวรับความกดดันนี้ไม่ไหว... แต่ในที่สุดเขาก็มาจนได้...ไม่รู้จะเรียกว่าโง่เง่าหรือไม่มีที่พึ่งดี...”

            “ช่างกล้าหาญจริงๆ ...” ผู้หญิงข้างๆ คนหนึ่งคลี่ยิ้ม “แต่น่าเสียดาย...คนกล้าหาญส่วนใหญ่มักชีวิตสั้น...”

            ถึงแขกร่วมงานส่วนใหญ่จะไม่กล้าทำอะไรสวีหยางอี้แต่จินตันเจินเหรินกล้าแน่นอน!

            “หนึ่งร้อยเจ็ดสิบปีก่อนหน้านี้...” เสียงแห้งผากดังขึ้นอีกครั้ง“โอสถหลอมแก่นพลังจินตัน ช่วยให้ฉันก้าวขึ้นมาเหยียบบนบัลลังก์จินตันในวันนี้ฉันยังจำรสชาติและความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้ไม่เคยลืม... ละลายในปากความรู้สึกลึกล้ำพิศวงคล้ายจุดไฟในน้ำ... นายรู้หรือไม่ฉันเฝ้าคอยโอสถวิเศษเม็ดที่สองมาเป็นร้อยปี แต่กลับไร้วาสนาหาไม่พบ”

            “การที่นายมายืนอยู่ตรงนี้ นายเตรียมตัว...” น้ำเสียงหยุดชะงักลงพลังจิตเพ่งพินิจกวาดมองศาลาหลังอื่นๆ อย่างเปิดเผย เอ่ยขึ้นเรียบเรียบ“นายเตรียมตัวมาเป็นผู้ช่วยในสังกัดของเหล่าจินตันเจินเหรินแล้วใช่ไหม”

            เมาปาเอ้อไม่ห้าวหาญเหมือนที่ผ่านมาเขาได้แต่หลบอยู่หลังเวทีและแอบดูทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

            คนอื่นๆ ผ่อนลมหายใจให้บางลงเช่นกัน มวลพลังจิตทั้งสิบสองก้อนที่ดูเบาบางทว่ามันจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนกลางอากาศจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            ทุกคนในงานต่างรู้ดีงานประมูลสินค้าในวันนี้ไม่ใช่การประมูลดั่งชื่อเรียกมันหัวใจหลักของงานคือปรมาจารย์โอสถ... ท่าทีของจินตันเจินเหรินที่แสดงออกมาเป็นตัวแทนของความปรารถนาในใจของทุกคน!แม้จะเกรงกลัวอำนาจบารมีของเหล่าเจินเหริน... ทว่าพวกเขาก็พร้อมเสี่ยงเพื่อแย่งชิงโอกาสเพียงเศษเสี้ยวมาให้ได้!

            สวีหยางอี้นิ่งเงียบไม่พูดจา หัวใจเต้นรุนแรงเขาเตรียมใจมาก่อนหน้านี้แล้วว่างานประมูลครั้งนี้จะต้องตึงมือแม้การเปิดงานจะดูราบลื่นทว่าใต้ผิวหน้าของความราบลื่นนี้กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำอันรุนแรงบ้าคลั่งอันตรายเกินกว่าที่เขาเตรียมตัวมา

            “กำลังหยั่งเชิงเจินเหรินคนอื่นๆ อยู่สินะ...” สวีหยางอี้พูดขึ้นในใจ“ถ้าเจินเหรินคนอื่นๆ ไม่แสดงท่าทีที่เห็นต่างผู้เฒ่าคนนี้ก็พร้อมลงมือไล่บี้ฉันทันที!”

            นี่คือพลัง!

            นาทีนี้ ความหมายของคำว่าพลังภายในใจเขาชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

            ถ้าตัวเองเป็นรองเหล่าจินตันเจินเหรินจริงๆแล้วทำไมต้องเสี่ยงทำและวางแผนมาอย่างหนักหน่วงขนาดนี้?

            หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดยาเหลว

            พังทลาย

            หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดยาแคปซูล

            พังทลาย

            หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสองตลาดนี้? แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะทำอย่างไรกับบุคคลต้นเหตุ?

            ทุกคนในที่แห่งนี้ไม่กล้าจิตนาการต่อ

            สำหรับสวีหยางอี้ แม้อาจจะมีหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่ตัวเองตัดสินใจแล้วเลือกแล้ว และลงมือทำแล้ว

            ไม่มีเสียงอื่นผุดขึ้น ศาลาหลังอื่นยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิมเสียงแห้งผากหยุดชะงักลงไปสามวิฯ ก่อนดังขึ้นอีกครั้ง “ถ้างั้นฉันขอถือวิสาสะชมโอสถวิเศษเป็นคนแรกแล้วกัน ดูซิว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”

            ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ทันใดนั้นเพียงเสี้ยววินาทีมือขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากกระดูกก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศอย่างไม่มีสัญญาณบอกกล่าว!ไม่ต้องโคจรพลังปราณเหมือนผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ ไม่ต้องร่ายพลังเวทใดๆปรากฏขึ้นมาราวกับข้ามขั้นตอนทุกอย่างไป!

            เสกพลังเวทเพียงโบกมือ!

            เมื่อตบะบรรลุขั้นจินตัน จะเสกพายุหรือคลื่นเชี่ยวกรากก็ทำได้เพียงแค่คิด... เจินเหรินตบมือแค่ครั้งเดียว อานุภาพทำลายล้างก็รุนแรงกว่าพลังเวทที่รุนแรงที่สุดของขั้นจู้จีเสียอีก!

            “ซู้ด...” แขกที่อยู่ด้านล่างสูดลมหายใจเยือกเย็นวูบวาบพวกเขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย เห็นเพียงไอสีดำจำนวนมากแผ่ซ่านออกมาจากซอกกระดูกชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ที่ประกอบเป็นมือขนาดใหญ่แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับกลาง นาทีนี้ยังต้องยกมือกุมอกและหายใจไม่สะดวก

            “พรึบ!” วินาทีที่มือขนาดใหญ่กำลังเอื้อมแตะตัวสวีหยางอี้มันก็สลายกลายเป็นฝุ่นควันทันที

            ผลึกพลังปีศาจขนาดเท่ากำปั้นสีฟ้าอ่อนกำอยู่ในมือของสวีหยางอี้และตัวเขากำลังมองขึ้นเป็นในอากาศอย่างแน่นิ่ง

            ขณะมือกระดูกยักษ์หายไปกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านเคล้าระคนอยู่ในสายลมคลั่งราวกับคล้ายกระบี่พุ่งเฉี่ยวข้างแก้มเขาเขาเล่มแล้วเล่มเล่าทว่าสีหน้าของสวีหยางอี้ยังคงแน่วแน่ ปรากฏรอยเลือดซิบขึ้นตามผิวของสวีหยางอี้

            สีหน้าของเขายังคงไม่ไหวติง และได้แต่ยืนกำผลึกพลังปีศาจแน่นก้อนผลึกสีฟ้าสว่างประหนึ่งยืนชูคบเพลิงกลางราตรีอันมืดมิด เขาไม่พูดอะไรและได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองศาลาสีดำสนิททั้งหลัง

            บรรยากาศแปรเปลี่ยนอย่างรวดรวด เมื่อครู่เป็นเพียงความเงียบสงัดธรรมดาตอนนี้กลายเป็นความเงียบสงัดวังเวงที่พบได้ตามสุสานฝังศพ

            “นี่ นี่มัน...” ผู้เฒ่าตระกูลหมิงกำหมัดแน่น ดวงตาแดงเรื่อขึ้นมาทันที“ผลึกพลังปีศาจของปี้ปัวเจินเหริน...”

            สวีหยางอี้ไม่พูดจา มือข้างหนึ่งยังคงกำผลึกพลังปีศาจแน่น ส่วนอีกข้างค่อยๆ ปลดกระดุมเปิดชุดสูทตัวเองออก

            “เจ้าหนู...” “นายกล้าบ้าบิ่นมาก!” “สหาย ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้!”

            ขณะนั้นเองแขกที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีก็ทยอยพากันลุกขึ้นพรวดพราดอย่างเสียอาการ!

            ภายใต้ชุดสูทของสวีหยางอี้ แปะยันต์ระเบิดเต็มตัว!

            เขายังคงยืนเงียบไม่พูดอะไร แต่ความหมายที่ต้องการจะสื่อชัดเจนเป็นที่สุด

            ยอมเป็นหยกแหลกลาญ ไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์[1]!

            ริอาจแตะต้อง ก็จงลองดู!

            แม้เจินเหรินทั้งสิบสองคนอาจไม่ตายแต่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีในที่แห่งไม่รอดแน่!

            แม้เจินเหรินทั้งสิบสองคนไม่ตาย ก็บาดเจ็บสาหัส!

            “เหอะ...” คล้ายเสียงแห้งผากตกใจขึ้นเล็กน้อยวินาทีต่อมากลายเป็นแค่นเสียงเหอะ “ฉันไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนที่ไม่เสียดายชีวิตตัวเองแบบนี้...วันนี้ได้เห็นแล้ว...”

            คนอื่นๆ ยังไม่ทันผ่อนลมหายใจ วินาทีต่อมาก็ทำเอาทุกคนเกือบส่งเสียงร้องตกใจขึ้นทันที!

            “แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่า ผู้ฝึกตนที่มีเพียงหนึ่งในหมื่นอย่างนายจะไม่เสียดายชีวิตตัวเอง!”

            “ขุนเขาขยี้หยก...” เสียงแห้งผากเรียบนิ่งดังขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าศาลาสีดำสนิทปรากฏวังวนสีดำวงรีขนาดสิบกว่าเมตรขึ้นเพิ่งปรากฏขึ้นมาไม่นาน กระแสอากาศสีดำก็หมุนโคจรบิดตัวกลายเป็นวังวนอย่างรวดเร็ว!

            ดวงไฟวิญญาณสีเขียวเรืองรองหลายพุ่มปรากฏขึ้นรอบๆ เสียงเหล่าดวงวิญญาณโหยหวนดังระงมคล้ายขุมนรกกลางเวหา!

            “ไป” เสียงแห้งผากพูดขึ้นคล้ายเป็นคำสุดแสนธรรมดา เพียงพริบตาไม้เรียวราชครูที่สร้างจากกระดูกก็พุ่งออกมาจากวังวนสีดำและตรงเข้าใส่สวีหยางอี้อย่างรวดเร็ว!

            “หวืดๆๆ !” กระแสลมแห่งความตายกรรโชกแปรปรวนทั่วทั้งงาน! แขกในงานแม้หวาดกลัวก็อดรู้สึกตกตะลึงขึ้นไม่ได้เพราะโอกาสได้เห็นการดวลพลังเวทของจินตันเจินเหรินมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก!

            แต่วันนี้คู่ดวลกลับไม่ใช่เจินเหรินด้วยกันเองแต่กับเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ที่กำผลึกพลังปีศาจระดับจินตันอยู่ในมือ!

            ทุกคนนิ่งเงียบแม้หวาดกลัว ไม่มีใครกล้าปริปากพูดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานแปรเปลี่ยนฉับไวจนแทบไม่มีเวลามาไล่เรียง!

            “ตู้ม!” สวีหยางอี้ที่เผชิญหน้ากับพลังเวทของจินตันโดยตรงคล้ายยืนเป้าอยู่ท่ามกลางระเบิดอากาศ!เสื้อผ้าตามขาดกระจุย เลือดไหลซิบออกมาจากมุมปากทว่าแววตาของเขากลับไปมัวหมองลงแม้แต่น้อย

            เปล่งประกายคล้ายดวงดาวจรัสแสงยิ่งกว่าเดิม

            นี่ไม่ใช่พลังเวทระดับจินตันทั้งหมด!

            ระหว่างเสี้ยวพริบตานั้น ขณะที่เขาควักผลึกพลังปีศาจออกมาหากอีกฝ่ายต้องการฆ่าเขาจริงๆ ก็ต้องลงมือด้วยความเร็วเหนือแสงชนิดที่ปิดช่องโหว่ไม่ให้ตัวเขาเหนี่ยวนำพลังปราณเข้ายันต์อาคมเพื่อระเบิดตัวเอง

            จริงอยู่ที่การโจมตีอาจทำให้ตัวเขาสลายเป็นเถ้าถ่านได้ทว่าความเร็วยังช้ากว่าคำว่า ‘เหนือแสง’ อยู่มาก! ทำไมกันนะ? 

            ดวงตาของสวีหยางอี้มองไปยังศาลาอีกหลังหนึ่งทันที!

            คุณ... กำลังรออะไรอยู่!

            ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะปล่อยให้ฉันตายต่อหน้าต่อตา!

            ในเวลาเดียวกัน ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีคนหนึ่งผงะตกใจเมื่อก้มมองดูใต้เท้าของตัวเองเขาอดส่งเสียงร้องตกใจขึ้นมาไม่ได้ “เงา... เงาร่างของฉันล่ะ?”

            เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น แขกในงานคนอื่นๆ ก็รู้ตัวขึ้นเช่นกันเงาร่างของพวกเขาคล้ายมีบางยังชักนำพุ่งตรงไปทางสวีหยางอี้คล้ายกระแสน้ำเชี่ยวทันที!

            เร็วดั่งประกายสายไฟไม่น้อยหน้าการโจมตีของไม้เรียวกระดูกราชครูกลางอากาศแม้แต่น้อย!

            เพียงพริบตา เงาร่างของทุกคนในงานก็หายไปทันที!

            “นี่มัน...” ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีวัยกลางคนคนหนึ่งพูดขึ้นเสียงสั่น“เงาเหนือแสง... นี่คือเงาเหนือแสง!”

            “กู่ซ่งเจินเหรินลงมือแล้ว!” “ไม่อยากเชื่อ...พลังเวทของจินตันเจินเหรินทั้งสองคนหักล้างกัน!” “อะไรแบบนี้ที่เห็นได้แค่ในนิยายไม่นึกว่าจะได้เห็นกับตาจริงๆ !” “กู่ซงเจินเหรินต้องการปกป้องสหายสวีงั้นเหรอ?”“ก็ใช่... สหายสวีเป็นคนของอวี้หลินเว่ย! จินตันเจินเหรินไร้นามคนนี้ไม่ไว้หน้ากู่ซงเจินเหรินเลย!”

            “เงาแปดทิศ” ท่ามกลางอากาศ เสียงเรียบนิ่งอีกเสียงดังมาจากศาลาสีส้มแม้อยู่ห่างออกไปร้อยเมตร แต่ทุกคนกลับได้ยินชัดเจน

            “ตู้ม!” ไม้เรียวกระดูกตีแสกกลางเข้าที่เบื้องหน้าสวีหยางอี้โดยตรงทว่าในเวลาเดียวกันกรงล้อมเงาดำจากเงาร่างจำนวนมากก็ครอบคลุมร่างสวีหยางอี้ไว้ทันทีเงาร่างไร้รูปทรงก่อนหน้านี้กลายเป็นรูปทรงที่มองเห็นและจับต้องได้ปกคลุมสวีหยางอี้เอาไว้ด้านใน ป้องกันเข้าไว้ได้อย่างสมบูรณ์!

            ไม้เรียวกระดูกพลันสลายกลายเป็นอณูปราณ กรงล้อมสีดำพลันสลายกลายเป็นคลื่นอากาศเช่นกัน

            หนึ่งท่าพลังเวทโจมตี หนึ่งท่าพลังเวทป้องกัน หักล้างกันอย่างสมบูรณ์

            บรรยากาศในงานเงียบสงัดเหมือนเดิม เสียงหัวใจของแขกคนอื่นๆเต้นโครมครามเป็นเสียงเดียวกันท่ามกลางความเงียบเคล้าเสียงหัวใจเต้นคลอเคลียอยู่ข้างใบหู ชวนให้รู้สึกพิศวงชอบกล

            สวีหยางอี้ถอนหายใจยาวๆ ออกมา

            คำพูดที่สวีหยางอี้เอ่ยถามในใจเมื่อครู่ว่า ‘รออะไร’ ในที่สุดก็สำฤทธิ์ผล!

            คำพูดเมื่อครู่... แท้จริงแล้วคือพูดกับกูซ่งเจินเหริน!

            เผชิญหน้ากับพลังเวทจินตันก็มีแต่พลังเวทจินตันด้วยกันถึงจะสามารถปกป้องเขาได้!

            วาสนาครั้งนี้ยิ่งใหญ่เสียจนตัวเขาไม่อาจแบ่งรับไว้คนเดียว!

            “สหายผู้นี้” เสียเบาบางลอยมาจากศาลาสีส้ม “เป็นหน้าเป็นตาให้ฉันเป็นผู้ฝึกตนในสังกัดฉัน และเป็นลูกน้องรุ่นต่อไปของฉัน สหายไร้นามเอ๋ยนายกำลังมองข้ามหัวฉันไปอยู่หรือ?”

            “เหอะๆ ...” เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังขึ้น“ฉันก็แค่ต้องการขอดูโอสถวิเศษว่าเป็นของจริงหรือปลอมเท่านั้น”

            เซี่ยงจวงรำดาบ เจตจำนงอยู่ที่เพ่ยกง[2]

            ถ้าการโจมตีเมื่อครู่คร่าชีวิตสวีหยางอี้ไปเกรงว่าตอนนี้คำแก้ตัวตอนนี้คงไม่ใช่แค่ขอดูว่าโอสถเป็นของจริงหรือปลอม

            “เป็นเช่นนั้นย่อมดี” เสียงของกู่ซงเจินเหรินดังขึ้นอีกครั้ง“ฉันไม่ต้องการให้เกิดเรื่องอึกทึกครึกโครมเกินไป แม้เจินเหรินอย่างฉันจะแก่ชราทว่าคมดาบยังไม่บิ่น”

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] ยอมเป็นหยกแหลกลาญไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์ หมายถึงยอมตายไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีภายหลังมักใช้หมายถึงการยึดมั่นในหลักความเชื่อ - อุดมการณ์ของตนอย่างแน่วแน่แม้จนตัวตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

    [2] เซี่ยงจวงรำดาบ เจตจำนงอยู่ที่เพ่ยกงหมายความว่า บุคคลที่คำพูดกับการกระทำไม่ตรงกัน หรือ กระทำการใดโดยมีวาระซ่อนเร้นซึ่งตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “ปากไม่ตรงกับใจ”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน