ดาดฟ้าอันกว้างขวางของอารีน่าตอนนี้ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นไวน์ชั้นดี ควันจากตะเกียงน้ำมัน และเสียงกระซิบกระซาบของฝูงชนที่ยังตื่นเต้นจากศึกประมูลอันดุเดือดที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ แสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้นหินขัดมัน สะท้อนเงาของผู้คนในชุดคลุมหรูหราและหน้ากากปิดบังใบหน้า ขณะที่ลมเย็นยามค่ำพัดพากลิ่นฝุ่นทรายจากทะเลทรายรอบเมืองทารอนเข้ามาเตะจมูก
ท่ามกลางความโกลาหลของฝูงชน อาเธอร์และเดวิดยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของดาดฟ้ากับวาอิน ที่ยังคงมีสีหน้าซีดเผือดราวผีดิบ มือทั้งสองสั่นเล็กน้อยขณะจ้องอาเธอร์ด้วยสายตาตื่นตระหนก “ท่า…ท่านหมายความว่ายังไงกันขอรับ! ท่านมีแค่เศษทองไม่กี่เหรียญ แล้วกล้าไปตะโกนประมูลถึงสี่หมื่นเหรียญทองได้ยังไง!” เสียงของวาอินสั่นเครือราวจะร้องไห้ “ถ้าพวกตลาดมืดรู้เข้า พวกมันต้องลากพวกเราไปตายคาเขียงแน่!”
“ชู่!” อาเธอร์ยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก “ใจเย็นๆ วาอิน ข้าจะทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลได้ยังไง” เขายิ้มมุมปาก น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความมั่นใจราวนักวางแผนผู้ช่ำชอง “ข้อแรก ตัวตนของข้ากับเดวิดยังเป็นปริศนาสำหรับทุกคนที่นี่ พวกมันคงเดาว่าเราอาจเป็นคนของสภา หรือไม่ก็กองกำลังลับจากเมืองอื่น บางทีอาจถึงขั้นคิดว่าเรามาจากทวีปตะวันตกหรือตะวันออกเลยด้วยซ้ำ”
อาเธอร์หยุดชั่วครู่ หันไปมองเดวิดที่ยืนนิ่งราวรูปปั้น ดวงตาสีเงินของเขาสะท้อนแสงจันทร์อย่างเย็นชา “เพราะงั้น ถ้าพวกมันจับได้ว่าเราขี้โม้ตั้งแต่ตอนหมื่นเหรียญทองแรก พวกเราคงถูกโยนออกจากงานประมูลไปนานแล้ว” อาเธอร์ยิ้มกว้างขึ้น “แต่เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นแปลว่าพวกมันก็ไม่รู้จักเราจริงๆ ส่วนเบื้องหลังของพวกเรา… พวกมันได้แต่เดากันไปเอง”
“แต..แต่ว่า..” วาอินอ้าปากจะแย้ง แต่ยังไม่ทันพูด อาเธอร์ก็ชิงพูดต่อ “และข้อสอง จากที่เห็นแววตาของตาแก่สองคนนั้น ประมูลหนังสือเล่มนั้นอย่างบ้าคลั่งราวกับจะฆ่ากันตาย แสดงว่าหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน ถึงข้าจะแย่งมันมาไม่ได้ แต่การผลักให้พวกมันต้องควักทองออกมาเป็นกอง… ก็เรียกว่าคุ้มแล้วล่ะ”
เดวิดที่เงียบมาตลอดหันมองอาเธอร์ สายตาไร้อารมณ์แต่แฝงด้วยความเข้าใจ “ผลลัพธ์ไม่เลว” เขากล่าวเรียบๆ สายตาหันไปจับจ้องเรกัสที่อยู่ห่างออกไป ขุนนางหนุ่มจากซาราทิสตอนนี้มีสีหน้าประหลาด ครึ่งหนึ่งดีใจที่ได้ตำราโบราณมาครอบครอง ครึ่งหนึ่งเดือดดาลราวอยากฉีกอาเธอร์และเดวิดเป็นเสี่ยงๆ ถ้าเขาสามารถแลกทองห้าหมื่นเหรียญเพื่อให้เห็นทั้งสองถูกเชือดต่อหน้าได้ เขาคงไม่ลังเลสักวินาที
โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ กลุ่มของเรกัส นำโดยเซอราฟที่เดินด้วยท่าทางสงบนิ่งราวนักปราชญ์ ตามด้วยฮัซเซมที่ยังคงถูข้อมือด้วยความขมขื่น และโอเลียที่ก้าวย่างด้วยความสง่างามแต่แฝงอันตราย รีบมุ่งหน้าไปยังเต็นท์ข้างเวทีเพื่อรับตำราโบราณนั้น เรกัสควักถุงทองออกมาจากเสื้อคลุมหนักอึ้ง มอบให้คนของตลาดมืดเป็นจำนวนห้าพันเหรียญทองก่อน แล้วเซ็นสัญญาสำหรับอีกสี่หมื่นห้าพันเหรียญที่เหลือ ทองจำนวนมหาศาลขนาดนั้น แม้แต่ขุนนางจากซาราทิสก็ไม่อาจแบกมาได้ในคราวเดียว
เมื่อจัดการเอกสารเรียบร้อย กลุ่มของเรกัสไม่รอช้า พวกเขากระโดดลงจากดาดฟ้าของอารีน่า ขึ้นรถม้าที่รออยู่ด้านล่าง และหายลับไปในความมืดของเขตทิศใต้ของเมืองทารอนทันที
เมื่อทำสัญญาทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเขาไม่รีรอ กระโดดลงจากด่านฟ้าของอารีน่าไปโดยทันที
“ไม่รู้ว่ารีบเพราะกลัวหนังสือนั้นจะถูกขโมย หรือเพราะเรกัสโมโหจนอยากระเบิดเมืองนี้ทิ้งกันแน่” อาเธอร์มองตามรถม้าที่หายไปในเงามืด มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอกที่เพิ่งหลอกเหยื่อได้สำเร็จ
“งั้นวันนี้เราก็มาเสียเปล่างั้นสิ” เดวิดกล่าว น้ำเสียงเย็นชาแต่แฝงด้วยคำถาม เขาหันมองอาเธอร์
“ก็ไม่เชิงเสียเปล่า” อาเธอร์หัวเราะเบาๆ “อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าเรกัสตอนที่แทบระเบิดจากความโมโห ถือว่าบันเทิงใช้ได้เลยล่ะ”
วาอินที่เริ่มสงบสติลงบ้างหันมามองทั้งสอง “แล้วพวกท่านจะอยู่ต่อในงานเลี้ยงหลังประมูลไหมขอรับ? ไวน์ที่เขาเสิร์ฟนี่ดีกว่าไวน์ที่เราดื่มข้างล่างเยอะเลยนะ!” น้ำเสียงของเขาออดอ้อนราวเด็กที่ขอของหวาน มือชี้ไปยังโต๊ะยาวที่จัดวางด้วยถาดผลไม้จากทวีปตะวันตกและเหยือกไวน์จากซาราทิส
“ก็ไม่เสียหายอะไร” อาเธอร์ยักไหล่ หัวเราะออกมา
ทันใดนั้น ฝีเท้าคงจังหวะดังขึ้นจากด้านหลัง อาเธอร์หันขวับ เห็นกลุ่มนักบวชจากซิลเวรัสเดินตรงเข้ามา นำโดยฟาริม หัวหน้านักบวชผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นราวผู้อาวุโสใจดี ผ้าคลุมสีบริสุทธิ์ปักลายศักดิ์สิทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ ตามด้วยดารุนที่มองทุกอย่างด้วยสายตาครึ่งสงสัยครึ่งระวังตัว และไคเรน อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนนิ่งราวรูปปั้น เกราะสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันอย่างเงางาม
“เป็นหนึ่งในการประมูลที่ดุเดือดที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาเลยล่ะ” ฟาริมกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น รอยยิ้มประดับใบหน้า แต่สายตากลับจับจ้องอาเธอร์ราวพยายามอ่านใจ “หนังสือเล่มนั้นดูน่าสนใจไม่น้อย ท่านอาเธอร์ว่าเช่นนั้นหรือไม่?”
อาเธอร์ยิ้มตอบ สายตาเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน “แน่นอนขอรับ ท่านฟาริม หนังสือโบราณจากยุคซาราคัส… ใครเล่าจะไม่สนใจ” เขาเน้นน้ำเสียงให้ดูเป็นมิตร แต่จงใจทิ้งช่องว่างให้ฟาริมเผลอหลุดข้อมูลบางอย่างออกมา
“ฮ่าๆ จริงอย่างที่ท่านว่า” ฟาริมหัวเราะกลบเกลื่อน รอยยิ้มยังคงอยู่ แต่สายตาคมกริบราวมีดที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้นเริ่มฉายแวว “แต่ที่ข้าคิดไม่ถึงคือ ท่านอาเธอร์นี่ช่างเป็นผู้มั่งคั่งเสียจริง ถึงกล้าประมูลถึงสี่หมื่นเหรียญทองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นนั้น” เขาหยุดชั่วครู่ “ท่านคงเป็นคุณชายจากที่ใดสักแห่งกระมัง?”
อาเธอร์หัวเราะในลำคอ สายตาไม่หลบเลี่ยง “ท่านฟาริมพูดเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงมนุษย์เดินดินธรรมดาๆ เหมือนคนทั่วไปนี่แหละขอรับ” เขายิ้มกว้าง แต่สายตากลับคมกริบไม่แพ้กันราวกำลังฟันดาบด้วยคำพูด
ทั้งสองจ้องตากันเงียบๆ ราวกับนักดวลที่กำลังประเมินคู่ต่อสู้ รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่ดูเป็นมิตร แต่แววตากลับเต็มไปด้วยเลศนัยและการคำนวณ บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวมีพายุเงียบกำลังก่อตัว
เดวิดที่ยืนนิ่งอยู่นานเอ่ยขึ้นกับอาเธอร์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นายจะจ้องตาเขาอีกนานไหม?”
คำพูดนั้นราวค้อนที่ทุบทำลายความเงียบ อาเธอร์หัวเราะลั่น ถอยหลังหนึ่งก้าว “ฮ่าๆ ท่านฟาริมช่างเป็นผู้อาวุโสน่าเกรงขามเสียจริง”
ฟาริมหัวเราะตาม น้ำเสียงดังก้องราวระฆังศักดิ์สิทธิ์ “และท่านอาเธอร์ก็เป็นผู้เยาว์ที่กล้าแกร่งไม่น้อยเลย!” ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันราวเพื่อนเก่าที่พบกันหลังจากห่างหายไปนาน ทำเอาวาอินและดารุนที่ยืนอยู่ข้างๆ มองหน้ากันด้วยความงุนงง
‘ท่านนักบวชสนใจชายคนนี้ขนาดนั้นเลยหรือ?’ ดารุนคิดในใจ สายตามองอาเธอร์ด้วยความสงสัย ขณะที่วาอินแอบคิด ‘ท่านอาเธอร์นี่แปลกคนจริงๆ ชินแล้วก็ยังรู้สึกแปลกอยู่ดี!’
“ท่านฟาริมจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงหลังประมูลหรือไม่ขอรับ?” อาเธอร์ชวนด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ขออภัยที่ข้าก็ไม่รู้ว่านักบวชจากซิลเวรัสนั้นเดิมสุราได้หรือไม่ แต่ข้าได้ยินมาว่าไวน์ที่นี่รสเลิศนัก ถ้าได้ดื่มพร้อมพูดคุยเรื่องปรัชญาและความหมายของชีวิตกับท่าน คงจะดีไม่น้อย”
ฟาริมยิ้มกว้าง “ไวน์เปรียบเสมือนโลหิตของพระผู้เป็นเจ้า เหล่านักบวชจากซิลเวรัสสามารถดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อเข้าใกล้พระองค์ยิ่งขึ้น” เขาอธิบายราวอาจารย์สอนศิษย์ “แต่น่าเสียดายที่พวกเรายังมีธุระต้องไปต่อ การได้ดื่มไวน์และพูดคุยกับท่านคงจะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”
“น่าเสียดายจริงๆ” อาเธอร์ส่ายหัว ทำท่าเสียใจเกินจริง “แต่ก็ดีใจที่ได้พบสหายใหม่เช่นนี้”
“เช่นกัน” ฟาริมยิ้มตอบ ดวงตาวาววับด้วยความเจ้าเล่ห์ “โอ้ จริงสิ ข้าขอโทษที่เสียมารยาท พอดีข้าแอบได้ยินมาว่าท่านสนใจอัญมณีเวท จึงมางานประมูลนี้ใช่หรือไม่?”
อาเธอร์ยกคิ้ว “เป็นเช่นนั้นแหละขอรับ ท่านฟาริม”
ฟาริมยิ้มลึกลับ ล้วงมือเข้าไปใต้ผ้าคลุม แล้วหยิบอัญมณีสีน้ำเงินเข้มขนาดหนึ่งถึงสองนิ้วออกมา มันส่องประกายราวมีแสงดาวฝังอยู่ในนั้น แม้ในแสงสลัวของตะเกียงน้ำมัน อัญมณีนั้นก็ยังคงเปล่งออร่าลึกลับที่ดึงดูดสายตา
เดวิดจ้องมองอัญมณีนั้น ดวงตาสีเงินประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้าให้อาเธอร์อย่างลับๆ เป็นสัญญาณว่า ‘นี่คืออัญมณีเวทแน่นอน’
อาเธอร์มองอัญมณีด้วยสายตาวาววับ “นี่คืออัญมณีเวทหรือขอรับ? ช่างงดงามยิ่งนัก! ท่านฟาริมจะยอมขายมันให้ข้าได้หรือไม่? รับรองว่าราคาจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่ในใจกลับคิดอย่างรวดเร็ว ‘เงินที่ไหนจะจ่ายวะ? ยืมราเมซก่อนดีไหม? หรือถวายตัวเข้ารีตเข้าศาสนาซิลเวรัสไปเลย?’ เขาเหลือบมองเดวิด ‘หรือจะถอดชิ้นส่วนเดวิดไปขาย หลอกว่าเป็นเทคโนโลยีโบราณจากอาณาจักรไกลโพ้ดทะเล?’
เดวิดหันมาสบตาอาเธอร์ทันที สายตาเย็นเยือกฉายแววอันตรายราวจะบอกว่า ‘ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่’ อาเธอร์รู้สึกหนาวสันหลังวูบ เขาหันกลับมามองฟาริมที่ยังยิ้มอบอุ่น
เมื่อเห็นสายตานั้นเลยเดวิด อาเธอร์แทบจะขนลุกไปทั้งตัว เขาหันกลับมาที่ฟาริมกำลังยิ้มอบอุ่นอยู่อีกครั้ง ‘พอมองนานๆ รอยยิ้มจากตาแก่นี้ก็น่าขนลุกเหมือนกันแฮะ’
“ฮ่าๆ อย่าได้คิดมากไป” ฟาริมหัวเราะเบาๆ เดินเข้าไปจับมืออาเธอร์ แล้วยัดอัญมณีเวทลงในฝ่ามือของเขา “ถือว่าเป็นของขวัญสำหรับมิตรภาพระหว่างเรา”
อาเธอร์สีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งลังเล “เป็นเช่นนี้จะดีหรือขอรับ?”
ฟาริมไม่ตอบ เขากดมืออาเธอร์ให้กำอัญมณีแน่น “ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้น” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงลึกล้ำราวนักบวชผู้รู้แจ้ง จากนั้นไม่รอให้อาเธอร์พูดอะไรต่อ ฟาริมโค้งคำนับอย่างสง่างาม “ไว้พบกันใหม่ ขอให้พระเจ้านำทาง” แล้วหันหลังเดินจากไป ดารุนและไคเรนทำความเคารพตามมารยาทนักบวชก่อนติดตามฟาริมไปอย่างรวดเร็ว
วาอินมองตามกลุ่มนักบวชด้วยความงุนงง ก่อนหันกลับมาหาอาเธอร์ “ถึงจะแปลกไปหน่อย แต่ก็สุดยอดเลยนะขอรับ! ได้อัญมณีเวทมาแบบฟรีๆ! ดูจากสีน้ำเงินเข้มแบบนี้ ต้องเป็นอัญมณีเวทระดับสูงแน่!” เขายิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
อาเธอร์และเดวิดสบตากันครู่หนึ่ง อาเธอร์แบมือมองอัญมณีเวทที่ส่องประกายอยู่ในฝ่ามือ น้ำหนักของมันเบาราวขนนก แต่กลับให้ความรู้สึกหนักอึ้งราวมีพลังลึกลับซ่อนอยู่ เขาสูดหายใจลึก พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ “รู้อะไรไหมวาอิน? ของฟรีน่ะ… มันคือของที่มีราคาแพงที่สุดต่างหาก”
อาเธอร์หันหลัง เดินนำไปยังทางออกของดาดฟ้า “กลับกันเถอะ”
เดวิดเดินตามเงียบๆ ขณะที่วาอินยืนนิ่งครู่หนึ่ง สีหน้าเศร้าสร้อยราวเด็กที่ถูกแย่งของเล่น “แล้ว… ไวน์กับงานเลี้ยงล่ะขอรับ?” เขาบ่นพึมพำ ก่อนรีบวิ่งตามทั้งสองไป
ในมุมมืดของดาดฟ้า เงาสองร่างยืนซ่อนตัวอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ สายตาจับจ้องกลุ่มของอาเฮอร์ที่กำลังเดินจากไป ชายคนหนึ่งคือพิธีกรงานประมูลในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม คทาไม้ประดับอัญมณีสีแดงยังอยู่ในมือ เขาก้มศีรษะด้วยความเคารพต่อชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “นายท่าน ชายคนนั้นมีทองมากพออย่างที่เขาประมูลจริงหรือขอรับ? เราควรสืบให้ลึกกว่านี้หรือไม่?”
ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยเงาของหมวก รูปกายสูงโปร่งและท่าทางน่าเกรงขามราวนักรบผู้ผ่านศึกมาแล้วนับไม่ถ้วน เขาคือราซิด เจ้าของอารีน่าและตลาดมืดแห่งนี้ และหัวหน้าแก๊งโจรในสี่แก๊งที่ปกครองเมืองดรากัล “ไม่จำเป็น” น้ำเสียงของเขาดังก้องราวแผ่นดินที่สั่นสะเทือน “การที่มันเป็นแขกของราเมซ และไอเซนจากกลุ่มของเรกัสยังไม่เคลื่อนไหวอะไร ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ระดับหนึ่งแล้ว”
ราซิดหยุดชั่วครู่ สายตากวาดมองไปยังจุดที่กลุ่มนักบวชจากซิลเวรัสเพิ่งจากไป “ยิ่งไปกว่านั้น การที่นักบวชจากซิลเวรัสทำท่าทีแปลกๆ กับพวกมันก็… อย่าเสียเวลาสืบเรื่องของพวกมันเลย ไม่ว่ามันจะมีทองจริงหรือไม่ ก็ต้องขอบคุณมันที่ทำให้การประมูลครั้งนี้ได้ทองมากกว่าที่คาดไว้มาก”
“เข้าใจแล้วขอรับนายท่าน” พิธีกรโค้งศีรษะ “แต่นึกไม่ถึงว่าหนังสือโบราณเล่มนั้นจะมีมูลค่าขนาดนี้ มันคืออะไรกันแน่ขอรับ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเพียงรู้ว่ามันอาจจะมีความลับอะไรบางอย่างจากยุคโบราณ พวกเซราทิสกับซิลเวรัสคงรู้คุณค่าของมัน” ราซิดถอนหายใจ “ข้าคิดว่ามันจะมีค่าแค่สักหมื่นทองเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าเรกัสยอมจ่ายถึงห้าหมื่นทองเพื่อมัน ดูท่าคุณค่าจริงๆ มันอาจจะมีมากกว่านั้น”
“ให้ไปชิงกลับมาไหมขอรับ?” ชายพิธีกรพูดขึ้น
“ไร้สาระ!” ราซิดตวาด น้ำเสียงดังราวฟ้าผ่า “ปัญหาที่ดรากัลก็มากพอแล้ว จะให้เราไปเปิดศึกกับซาราทิสอีกหรือ? ช่างมันเถอะ ตอนนี้เราได้ทองมากเกินคาดแล้ว เจ้ารีบกลับไปดรากัลและเตรียมพร้อม อย่าให้มีข้อผิดพลาด”
“ขอรับ ท่านราซิด” พิธีกรโค้งคำนับอีกครั้งก่อนเดินหายไปในเงามืด
ราซิดยืนนิ่ง มองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างราวตาแห่งเทพเจ้าที่จ้องลงมา เขากำหมัดแน่น “สงครามมันใกล้เข้ามาทุกที…” เขาพึมพำ ก่อนหันหลังเดินหายไปในความมืดยามราตรี