เวลาผ่านไปช้าๆผู้คนยิ่งนานยิ่งหนาตา เบียดเสียดหนาแน่นวุ่นวาย
ในที่สุด ...ขบวนเสด็จที่รอคอยก็ปรากฏเสียงแซ่ซ้องดังกระหึ่มกึกก้อง ชาวเมืองิเวยพากันคุกเข่าลง ร้องสรรเสริญองค์รัชทาทยาทต้าถังผู้เปรียบประดุจเทพบนฟากฟ้าแต่เลือกย่ำพสุธาบนแดนมนุษย์เพื่อบรรเทาทุกข์ทั่วสารทิศ
หากกล่าวตามจริงการที่ชาวประชาราษฎร์ต่างชื่นชมเพียงจ้าวเหว่ยทั้งยังกล่าวถึงความเปี่ยมบารมีแผ่ไพศาลของเขายิ่งกว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเช่นนี้นับว่าไม่เหมาะสมอยู่มาก
บุตรไม่อาจเหนือกว่าบิดา
จ้าวเหว่ยย่อมรู้ดีว่าการใดควรไม่ควรคำสั่งเคลื่อนทัพแม้เป็เขาเสนอตัว ทว่าความจริงย่อมเป็เพราะอำนาจแห่งพระราชดํารัสของพระบิดา เขาจึงให้หัวหน้าขบวนกล่าวคำนำแซ่ซ้องต่อพระองค์ไปจนสุดทางความหมายว่าอำนาจบารมีของจักรพรรดิอยู่สูงที่สุด แผ่ไพศาลยิ่งกว่าใคร ชาวบ้านจึงพร้อมใจเปลี่ยนมากล่าวคำสรรเสริญดังกึกก้องว่า
‘ต้าถังจงเจริญขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี ขอบุญบารมีแห่งพระองค์ส่งให้จอมทัพชนะศึกครานี้’
การกระทำของจ้าวเหว่ยล้วนอยู่ในพระเนตรของฮ่องเต้ทั้งสิ้นและพระองค์ก็ทรงเห็นชอบอย่างยิ่งทั้งยังมีพระประสงค์สละบัลลังก์ให้โอรสผู้นี้เต็มที่
เพียงแต่ขั้วอำนาจในราชสำนักยังไม่นิ่งและจ้าวเหว่ยเองก็ปฏิเสธการเชื่อมสัมพันธ์กับสตรี โดยการออกนอกพื้นที่อยู่ร่ำไป เื่นี้ทำให้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยระดับหนึ่งจึงมิได้เร่งรัดอันใด ทรงรักษาฐานอำนาจภายในเอาไว้ด้วยองค์เองส่วนใหญ่มีขั้วอำนาจของโอรสธิดาคานกันเองอีกส่วนหนึ่งแล้วปล่อยให้ทั่วแคว้นเป็ฐานอำนาจภายนอกให้จ้าวเหว่ยไปเช่นนั้น
หากถึงเวลาที่พระองค์ทรงสละบัลลังก์เป็ไท่ซ่างหวงตามที่ปรารถนาก็คงไม่ต้องเป็ห่วงอันใดมากเพราะยามนี้ถือได้ว่าต้าถังมีการจัดการและกระจายอำนาจที่ดีในรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งแน่นอนคนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยที่สุดย่อมเป็จ้าวเหว่ย
เมื่อหัวขบวนค่อยๆเคลื่อนตัวมาใกล้ ผู้คนรอบด้านยิ่งถอยล่นเปิดทางให้อย่างรู้กาลเทศะเห็นมีทหารม้าขึ้นหน้านำอยู่จำนวนหนึ่ง ทุกคนสวมชุดเกราะสีเงินยวง
ซานซานจ้องเขม็งอย่างตื่นเต้นอยู่บ้างนางไม่เคยเห็น เชื้อพระวงศ์อันสูงส่งมาก่อนไม่ว่าจะเป็ชาติที่แล้วหรือชาตินี้
ยิ่งเป็บุรุษที่ได้รับการขนานนามว่าเป็เทพแห่งาอย่างองค์รัชทายาทต้าถังก็ยิ่งยินดีที่จะได้เปิดหูเปิดตาสักครา
รอจนทหารม้าเคลื่อนตัวผ่านไปซักพักตรงกลางขบวนพลันปรากฏบุรุษหนุ่มรูปงามนั่งสง่าอยู่บนอาชาศึกตัวใหญ่พันธุ์ดี
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีคิ้วเข้มตาคมจมูกโด่งปากแดง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลามาก
เขาคือองค์รัชทายาทผู้เป็จอมทัพนามจ้าวเหว่ย
แสงตะวันเรืองรองอาบไล้ชุดเกราะสีดำสนิทบนร่างเขาส่องสะท้อนราศีเหนือหมู่มวลชวนมอง เรือนร่างสูงใหญ่อันน่าเกรงขามเปล่งประกายความเป็สุภาพชนผู้เรืองอำนาจออกมา บารมีแผ่ไพศาลไปทั่วอาณาบริเวณที่เคลื่อนผ่านแผ่ซ่านความเป็เอกบุรุษเหนือชั้น
ซานซานจับจ้องว่าที่องค์ราชันไม่วางตาเยี่ยงวีรสตรีที่ชมชอบวีรบุรุษผู้กล้า ั์ตาลุ่มลึกนึกชื่นชมโดยไร้เงื่อนไข ปราศจากความหลงใหลเฉกเช่นชู้สาวถึงแม้ว่านางจักไม่เคยพบเจอใครที่มีรูปโฉมดุจเทพเซียนจำแลงเยี่ยงนี้มาก่อนก็ตาม
จากที่ได้ฟังเื่ราวที่กล่าวถึงวีรกรรมความกล้าหาญและการเสียสละความสุขส่วนตัวแล้วเลือกเดินทางออกมาดูแลชาวประชาด้วยตนเองเสมอมา ทำให้ซานซานปลื้มรัชทายาทหนุ่มผู้นี้เหลือเกินในใจนางคิดว่า บุรุษผู้นี้ช่างเหมาะสมยิ่งนักที่จักเป็โอรส์ เป็องค์จักรพรรดิผู้ปกปักษ์พิทักษ์แคว้นไม่อาจมีใครอื่นแทนที่เขาได้ ราชันแห่งต้าถังต้องเป็คนผู้นี้เท่านั้น
ส่วนลู่หลิ่งมองตามมารดาด้วยดวงตากลมโตไร้เดียงสาทว่าสุกสกาวพราวระยับยากสงบ ผ่านไปซักพักสองมือเล็กก็ยกขึ้นแขนกางออก สาวน้อยร้องไห้กระซิกเบาๆร้องว่าจะเอาๆ ไม่หยุด ทว่ารอบด้านยามนี้ เสียงของชาวบ้านดังเกินไปจึงไม่มีใครได้ยินแม้แต่ซานซาน
รัชทายาทหนุ่มรูปงามสูงศักดิ์เป็ที่หมายปองของอิสตรี ทั้งสูงส่งและห่างไกลปานนั้น ไม่มีสิทธิ์แม้คิดฝันที่จะได้เฉียดใกล้
ขบวนเสด็จอันเกรียงไกรค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านหน้าไป ซานซานอุ้มลูกน้อยเอาไว้แนบอกอุ่นพวกนางแม่ลูกปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนจนแทบจะถูกกลืนหาย
จ้าวเหว่ยบนหลังม้ารู้สึกชาวาบในอกอย่างประหลาด
เบื้องล่างของชายหนุ่มบนหลังม้าเต็มไปด้วยฝูงชนที่คุกเข่าคลาคล่ำเบียดเสียดแน่นขนัดมองไม่ออกว่าใครเป็ใคร
ภายใต้ใบหน้าคมสันเรียบนิ่งทั้งสุขุมทั้งเยือกเย็นปานนั้น กลับบังเกิดคลื่นใหญ่สาดซัดอยู่ในใจไร้ที่มาที่ไปยากสงบ
เนตรักวาดมองไปรอบทิศโดยไม่รู้ตัวแต่ยังไม่อาจเห็นสิ่งใดที่สะกิดหัวใจในคลื่นมหาชนที่ล้นทะลักเต็มสองฝั่งถนน
ในขณะที่แผงอกด้านซ้ายรู้สึกร้อนรนสั่นไหวจ้าวเหว่ยครุ่นคิดในใจ ศึกชายแดนครานี้ต้องสยบโดยไวจักได้มีเวลาตามหาใครบางคนได้นานขึ้น
หลังจากสิ้นสุดท้ายขบวนทุกคนจึงลุกขึ้นยืนพร้อมเพรียงแล้วพากันกระจายตัวราวกับนัดหมาย
เพียงพริบตาเดียวสองฝากถนนคนบางตาไปกว่าครึ่งซานซานจึงคิดจะพาลู่หลิ่งไปเที่ยวต่อแล้วหาของกิน เมื่อก้มมองดูลูกน้อยในอ้อมแขนจึงเห็นเ้าก้อนแป้งร้องไห้กระซิกๆ อยู่
“หลิ่งเอ๋อร์เป็อะไรไป”
เด็กน้อยสะอื้นไห้ตอบเสียงสั่น“หลิ่งเอ๋อร์จะเอา”
แม่นางน้อยกล่าวพลางชี้ไปทางขบวนของรัชทายาทปลายนิ้วมีเป้าหมายอยู่ตรงบุรุษสูงศักดิ์บนอาชาแกร่ง
เรียวคิ้วซานซานขมวดวูบถามบุตรสาวเสียงเครียด “อย่าบอกนะว่าเ้าอยากได้องค์รัชทายาทผู้นั้น”
ลู่หลิ่งพยักหน้าถี่ๆแล้วเบ้ปากสะอื้นฮักๆ
ซานซานถึงกับกุมขมับ“ลูกแม่ นั่นมันเกินไปแล้ว”
ลู่หลิ่งได้ยินก็ร้องไห้งอแงส่งเสียงดังว่า จะเอาๆ ไม่หยุด ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆพลันหัวเราะชอบใจในความไร้เดียงสาของเด็กหญิง มีสตรีแต่งกายงดงามนางหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“โธ่เอ๋ย! เ้าอย่าดุลูกเลย ลองหันไปมองด้านนั้นเถิด”
ซานซานมองตามมือที่สะกิดแล้ววาดนิ้วชี้นั้นก็เห็นสตรีหลายคนยืนเหม่อหน้าแดงบิดชายผ้าปากก็พร่ำพรรณนาชื่นชมองค์รัชทายาทไม่หยุด บางคนถึงขนาดเอ่ยปากพร่ำเพ้อคล้ายละเมอว่าอยากได้ๆอยากเข้าไปอยู่ในตำหนักบูรพา ไม่รู้ว่าสตรีนางใดจะเป็ผู้โชคดีได้เคียงข้างเอกบุรุษเช่นนี้พวกนาง้าใกล้ชิดพระองค์เหลือเกิน
ซานซานจึงหลุดหัวเราะออกมา
สตรีที่ชวนนางคุยยังคงเอ่ยต่อ“องค์รัชทายาทยังไม่แต่งพระชายาไม่แปลกที่ผู้คนจะพากันหลงใหลถึงขั้นใฝ่ฝันหาอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้บุตรสาวของข้าก็ชอบเช่นกัน เพียงแต่วันนี้นางหลับกลางวันอยู่กับแม่นม จึงมิได้พามาชมด้วยกัน”
ซานซานเลิกคิ้วเล็กน้อยสนทนาด้วยดี “เกรงว่าบุตรสาวของท่านคงอายุใกล้เคียงบุตรสาวของข้ากระมัง”
“ไม่ผิดๆเห็นเป็เด็กเล็กก็อย่าได้ดูเบาเชียว อายุแค่นี้ก็รู้จักชมชอบบุรุษแล้ว”
ทั้งสองพากันหัวเราะชอบใจคุยกันถูกคอไม่น้อย
ภายหลังซานซานจึงได้รู้ว่าสตรีนางนี้เป็เ้าของเหลาอาหารหาวชืออยู่อีกตรอกถนนนางจึงพาลู่หลิ่งมาอุดหนุนกินอาหารเสียเลย
“ข้ามีนามว่าจางเหรินเรียกอาเหรินได้เลย” จางเหรินเอ่ยกับซานซานอย่างเป็กันเองพลางดูแลอาหารจนเต็มโต๊ะ
หญิงสาวยิ้มรับไมตรีไม่มีปฏิเสธ“เรียกข้าว่าซานซาน ส่วนลูกข้า ลู่หลิ่ง นี่น้องชายข้า เสี่ยเฟิง”นางแนะนำจนไปถึงสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย หัวคิ้วจึงเลิกขึ้น นึกแปลกใจนัก
เสี่ยเฟิงรีบแนะนำต่อทันที“นางมีนามว่าเว่ยลี่ขอรับ เรียกลี่เอ๋อร์ก็ได้” จบคำก็ยกยิ้มเก้อเขิน แม่นางเว่ยลี่ก็ก้มหน้าเอียงอาย
ซานซานจึงเข้าใจได้เพราะแม่นางเว่ยลี่คือคนเดียวกับที่ทักทายเสี่ยเฟิงก่อนหน้าระหว่างรอขบวนเสด็จมา ทั้งสองคงเบียดเสียดกันจนสานสัมพันธ์่เวลาชุลมุน
นับว่าบ้านเมืองแห่งนี้ให้อิสระเื่ชายหญิงเหลือเกินพบพานเจอหน้า ถูกชะตาคบหา ไม่ต้องผ่านผู้ใหญ่ เมื่อเป็เช่นนี้ เสี่ยเฟิงที่ไม่มีใครก็คงสร้างครอบครัวได้ไม่ยากเย็น
ซานซานจึงกำชับเสียงอ่อนโยน“อาเฟิง เ้าต้องขยันให้มากๆ แล้วล่ะ จะได้มีเงินแต่งงานเร็วๆ”
เมื่อประโยคนี้กล่าวจบสองชายหญิงก็มองหน้ากัน บิดชายผ้าเกือบขาดฉีกกระจาย
การกินอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นเป็กันเองทั้งหมดสนทนาอย่างออกรสออกชาติ
ซานซานในชาตินี้ไม่คิดสร้างศัตรูการผูกมิตรเป็เื่ที่ดีกว่าผูกอาฆาตมากนักทั้งยังได้รับรู้เื่ราวหลากหลายโดยไม่ต้องสืบหาทำให้สามารถปรับตัวกับผู้คนต่างเมืองต่างถิ่นดีเยี่ยม
ทั้งจางเหรินเสี่ยเฟิง และเว่ยลี่ ล้วนเป็คนในพื้นที่และมีอายุแตกต่างจึงมีประสบการณ์เื่เล่าเกี่ยวกับต้าถังมากมาย
หนึ่งในหัวข้อสนทนายังมีเื่ขององค์รัชทายาทต้าถังนามถังจ้าวเหว่ยผู้ที่อยู่กลางขบวนอันยิ่งใหญ่เพื่อเดินทางไกลไปปกปักษ์พิทักษ์แคว้นให้อยู่ร่มเย็นเป็สุขเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา
พระองค์เป็บุรุษผู้ยอดเยี่ยมเหนือผู้ใดเป็ศูนย์รวมจิตใจของชาวประชาแคว้นต้าถัง เป็ที่เคารพรักจากราษฎรอย่างแท้จริงผู้คนล้วนกล่าวว่าจ้าวเหว่ยรักประชาชน ไม่ถือตัวว่าเป็ราชนิกุลทั้งบรรเทาความทุกข์ยาก และรับฟังความคิดเห็นของราษฎรเมื่อเสด็จออกข้างนอกก็มักจะได้รับการต้อนรับและเสียงแซ่ซ้องให้กำลังใจแน่นขนัดเต็มสองฝั่งข้างทาง
ความสามารถนี้สั่นคลอนใต้หล้าเห็นว่าเมื่อสองปีก่อนยังยกทัพรวบสามเมืองที่ยากจนค้นแค้นเข้ามาในปกครองต้าถัง เพื่อดูแลเองอย่างทั่วถึง
ซานซานนั่งฟังเพลิดเพลินคิดแค่เพียงว่าคนผู้นี้ไม่เลวเลย
เมื่อลู่หลิ่งกินอิ่มก็เริ่มซุกซนแม่นางน้อยจึงวิ่งเล่นกับบุตรสาวของจางเหรินที่มีอายุไล่เลี่ยกัน
ซานซานเห็นลูกมีเพื่อนเล่นจึงปล่อยไปเช่นนั้นสั่งอาหารเพิ่มแล้วนั่งกินอย่างใจเย็น
จางเหรินยิ่งยินดีเพราะได้ค้าขาย
เสี่ยเฟิงยิ่งปรีดาเพราะได้นั่งสนทนากับคนงาม
“ท่านแม่”
ลู่หลิ่งวิ่งตึกๆกลับมาหาซานซาน มือเล็กยกกระดาษที่มีหมึกวาดอักษรขึ้นสูง โอ้อวดเต็มที่
“หลิ่งเอ๋อร์เขียนเองได้พี่สาวสอน งามหรือไม่?”
ซานซานยังไม่ทันได้ชื่นชมเสียงสดใสของแม่นางน้อยอีกคนก็ดังขึ้น “น้องหลิ่งฉลาดมากๆ เลย ข้าสอนแค่ครั้งเดียวเขียนได้ตั้งหลายตัวเ้าค่ะ”
หลิ่งเอ๋อร์หัวเราะร่าเริง“ข้าชอบเขียนที่สุด”
บุตรสาวจางเหรินตบไหล่“ชอบเขียนแสดงว่าชอบเรียน”
“อื้ม...ข้าชอบเรียนที่สุด”
“ชอบเรียนก็ต้องได้เรียน”
“อื้ม...เรียนที่ใด?”
“ก็สำนักศึกษาอย่างไรเล่า”
“สำนักศึกษารึ?”
“ใช่!”
“คือที่ใด?”
“โอ...เ้าไม่รู้ได้อย่างไร?”
“ข้าไม่รู้”
“เฮ้อ! ช่างเถอะๆ มานี่”
เด็กหญิงทั้งสองคุยกันเสร็จก็จับมือวิ่งตึงๆจากไป
ซานซานได้แต่มองตามไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำ
ทว่าโดยที่ไม่มีใครรู้นางได้จดจำคำพูดเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับไปคิดเสียมากมาย
หลังจากหาเงินร่วมกับเสี่ยเฟิงได้หอบใหญ่
ซานซานก็วาดแบบอาวุธให้เสี่ยเฟิงลงรายละเอียดเพื่อรอขึ้นรูปอีกหลายแผ่นส่วนนางก็พาลู่หลิ่งกลับถ้ำหิน ปล่อยเ้าของอย่างเสี่ยเฟิงได้ดูแลกิจการตีเหล็กบีบเครื่องเงินด้วยตนเองต่อไป ยังไม่ลืมเพิ่มช่องทางการค้าระหว่างเมืองโดยการให้เสี่ยเฟิงติดต่อกับชิงหลิวผู้เป็น้องชายที่ผิงเหยียน
ห้าปีมานี้ชิงหลิวดูแลกิจการบ้านหานด้วยตัวเองทั้งหมดฝีมือการค้าเก่งกาจไม่เบา ส่วนหานอี้ซวนกับเจียหรู๋ก็อยู่ตามประสาผู้เฒ่าเฝ้าบ้านไร้ปากเสียง
ชิงหลิวและเสี่ยเฟิงอายุสิบแปดปีเท่ากันระหว่างพวกเขาคือสหายวัยเดียวกัน เพียงพบหน้าก็เสวนาถูกคอ
คนหนึ่งเป็พ่อค้าฝีมือดีมีเส้นสายอีกคนหนึ่งฉลาดปราดเปรื่องมากความสามารถสรรสร้างสินค้าได้
เงินทองย่อมเพิ่มพูนส่วนแบ่งยิ่งมากมาย ซานซานรับเงินปันผลจากเสี่ยเฟิงและชิงหลิว สองทางเลย
ทว่าคนโลภอย่างนางยังคงรู้สึกว่ามันน้อยเสียเหลือเกิน
แท้จริงแล้วในใจของซานซานคิดจะลงหลักปักฐานที่ใดสักแห่ง เพื่อลู่หลิ่ง นางจึงคิดจะซื้อบ้านสักหลัง หาอาชีพมั่นคงทำส่งลูกร่ำเรียนเขียนอ่าน มิให้น้อยหน้าผู้ใด
เพราะสองปีมานี้เด็กน้อยต้องติดตามมารดาเช่นนางเดินทางไปทั่วระหว่างทางก็พำนักที่โรงเตี๊ยมบ้าง วัดร้างบ้าง บ้านของชาวนาบ้างคล้ายคนเร่ร่อนก็ไม่ปาน
ซานซานครุ่นคิดหนักหน่วงอยู่บนต้นไม้ยอดูเาจากจุดที่นางอยู่ยามนี้ สามารถมองเห็นผังเมืองทั้งเมืองได้โดยง่าย สายตาจึงมองกวาดไปทั่วเมืองหลวงเพื่อหาสถานที่ดีเยี่ยม เตรียมจะพำนักถาวร
เมืองยิ่งรุ่งเรืองผู้คนยิ่งมั่งคั่ง มากความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็ขุนนางใหญ่โตหรือทำอาชีพวาณิชธรรมดา พวกเขาล้วนส่งเสริมการศึกษาให้บุตรธิดา ไม่เหมือนผู้คนชนบทห่างไกล
ซานซานในชาติที่แล้วก็เป็คนชอบศึกษาหาความรู้เพียงแต่นางไม่ชอบบทกวี ร่ายกลอน ยิ่งไม่ชอบเย็บปักถักร้อย
สิ่งที่ชอบที่สุดคือร่ำเรียนวิทยายุทธฝึกฝนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด คิดค้นเคล็ดวิชาชั่วช้า กระทั่งผงาดทะยานเหนือน่านฟ้าเป็เ้าสำนักผู้ร่ำรวย เงินที่ได้จากการรับจ้างฆ่าคนมีมากมายนัก ใช้เท่าใดก็ไม่หมด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ส่ายหน้านึกเสียดายไม่เบา
หญิงสาวกลับมาครุ่นคิดเื่หาบ้านอยู่กับบุตรสาวต่อนางทะยานกายจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดไม้หนึ่งไปเรื่อยๆโดยปล่อยให้ลู่หลิ่งเล่นอยู่กับอาหู่ในถ้ำหินอันปลอดภัย
ทางฝั่งหนึ่งในถ้ำใต้แท่นหินลู่หลิ่งกำลังขี่หลังอาหู่เล่นซนไปทั่ว
บัดนี้อาหู่มิใช่ลูกเสือดาวหิมะตัวเล็กๆอีกแล้ว เพราะว่าซานซานไปอยู่ในเมืองเสียเนิ่นนาน มันที่เป็สัตว์โตเร็วอยู่แล้วจึงตัวใหญ่ผิดหูผิดตาพละกำลังก็มีเพิ่มขึ้นมาก
ทว่ายังคงจดจำกลิ่นของสองแม่ลูกได้ดีโดยเฉพาะกลิ่นของลู่หลิ่ง
ขณะกำลังขี่หลังเสือสาวน้อยลู่หลิ่งก็มองซ้ายมองขวา เห็นมารดายังไม่กลับมา จึงกระซิบกับสหาย
“อาหู่ ข้าอยากออกไปเล่นข้างนอก”
ถึงแม้อาหู่จะฟังภาษามนุษย์ไม่เข้าใจแต่เท้าเล็กๆ ที่ตีตะปบตรงก้นผสานกับมือน้อยๆ ที่บิดหูไปมาเพื่อสั่งให้มันเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามทิศทางที่้า ไม่นาน...มันก็พาลู่หลิ่งออกมายืนนิ่งอยู่นอกถ้ำแล้ว
เด็กน้อยหัวเราะชอบใจเปล่งเสียงกังวานใสเบิกบานยิ่ง อาหู่เห็นเช่นนั้นก็พานางกระโจนวิ่งเล่นไปทั่ว
แท้จริงแล้วอาหู่คือเสือตัวผู้น่าเกรงขามเป็ที่สุด
และระหว่างที่มันอยู่ตามลำพังมันยังท่องเที่ยวไปทั่วป่า สร้างอาณาเขตของตนเองได้กว้างขวางนัก
ทั้งสองคือสัตว์ป่ากับเด็กน้อยช่างกระตือรือร้นกับการหนีเที่ยวยิ่งนักพริบตาเดียวก็ออกมาไกลโข
สัญชาตญาณของพยัคฆ์คือการปกป้องลู่หลิ่งย่อมปลอดภัยไร้กังวล
ชั่วขณะที่ลู่หลิ่งบอกให้อาหู่พากลับถ้ำพลันได้ยินเสียงคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือ และเสียงต่อสู้ดังกึกก้องไปทั่วป่า
เด็กน้อยเป็คนอยากรู้อยากเห็นจึงบิดหูตะปบก้นอาหู่ไปยังทิศทางต้นเสียงทันที เมื่อพ้นพุ่มไม้ใหญ่จึงเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
ทิศทางตามต้นเสียงลู่หลิ่งได้เห็นว่าเบื้องหน้ากำลังมีกลุ่มคนชุดดำหลายสิบคนกำลังเข่นฆ่าบุรุษชุดแดงคล้ายชุดทหารที่เคยเห็นเมื่อหลายวันก่อน
เื้ัการสังหารคือสตรีสองนางกำลังนั่งตัวสั่นกอดกันแน่นคนหนึ่งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุด
สาวน้อยลู่หลิ่งขมวดคิ้วนึกถึงประโยคหนึ่ง
คุณธรรมค้ำจุนโลกา
กับอีกประโยคว่านางมารกลับใจ
ทั้งสองประโยคคือตัวอักษรเรียงรายที่มารดาสอนให้นางฝึกพู่กันจนคล่องแคล่วใน่หลายวันที่ผ่านมาคล้ายกับ้าย้ำเตือนจากก้นบึ้งในหัวใจใครกระนั้น
ลู่หลิ่งจ้องเขม็งที่กลุ่มคนตรงหน้าการเข่นฆ่าเช่นนี้มิใช่ว่าไม่เคยเจอ ตลอดการเดินทางมิใช่ว่าไม่เคยประจันหน้าโจรป่ายิ่งไม่ใช่ว่าไม่เคยช่วยใครจากการรุมทำร้าย มารดาของนางยามฆ่าคนยังแบกนางเอาไว้บนแผ่นหลังเห็นชัดเจนยิ่งกว่าใคร
“อาหู่ข้ามองไม่ถนัด” เด็กน้อยตะปบเท้าที่ก้นเสือดาวหิมะเพื่อให้เข้าไปดูใกล้กว่านี้ เผื่อช่วยอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย
และเพราะบริเวณนี้คือส่วนหนึ่งของอาณาเขตอันกว้างขวางที่อาหู่แผ่ขยายอำนาจไว้มันจึงกระโจนตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว หาได้เกรงกลัวไม่ มันหวงแหนอาณาเขตยิ่ง เสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหวจึงเป็การกระตุ้นสัญชาตญาณให้เสือดาวหิมะคำรามลั่นแม้จะไม่ดังมาก ทว่าก็สามารถข่มขวัญผู้คนได้
ลู่หลิ่งบังคับใบหูอาหู่ให้ไปยืนปกป้องสองสตรีไร้หนทางสู้มันก็เชื่อฟัง เสือดาวหิมะจึงกระโจนตัวเข้ามายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนงามทั้งสองโดยมีสาวน้อยนั่งอยู่บนหลัง แลดูงดงามน่าเกรงขามไม่เบา
การต่อสู้เบื้องหน้ายังคงดำเนินไปยิ่งนานชายในชุดทหารยิ่งปราชัย คนชุดดำยิ่งขยับเข้ามาใกล้ เสียงดาบแกว่งไกว ทั้งว่องไวและคุกคามยิ่งนานยิ่งเสียดแทงแก้วหู
อาหู่หมอบตัวกับพื้นดินให้ลู่หลิ่งลงจากหลัง
เด็กน้อยจึงยืนเบื้องหน้าสาวงามโดยมีเสือดาวหิมะยืนตระหง่านอีกชั้นหนึ่ง กางกั้นเภทภัยที่กำลังกล้ำกรายเหล่าสตรี
เ้าก้อนแป้งในชุดสีชมพูอ่อนหวานบนศีรษะหวีเกล้าเป็มวยสองข้าง ผมดำขลับทรงหน้าม้าน่ารัก แก้มชมพูอวบอิ่มผิวขาวผ่องนุ่มนิ่ม สองเท้าเล็กยืนนิ่ง สองแขนกางออกผงาดกล้า ในมือน้อยๆมีมีดพับข้างละเล่ม สะบัดเบาๆ ก็ยาวยื่น ขยายการปกป้องออกไปราวหนึ่งฉื่อ[1]
สตรีทั้งสองผู้กำลังถูกปองร้ายจึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้ พวกนางเบิกตากว้างแทบถลน คนสองคนที่เป็ผู้ใหญ่ถึงกับลืมกรีดร้องกันเลยทีเดียว
อาหู่ค่อยๆย่ำเท้าทั้งสี่ขึ้นหน้า รอจังหวะเข้าขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยว ในขณะที่ลู่หลิ่งค่อยๆก้าวเท้าถอยหลัง เมื่อถึงตัวของหญิงงามทั้งสอง นางจึงยื่นมีดสั้นในมือให้
“พวกท่านถือเอาไว้ก่อน”
คล้ายกับถูกฝากของหญิงทั้งสองรับเอาไว้อย่างลังเล เห็นเด็กน้อยตัวเล็กหันมามองด้วยดวงตากลมโตบริสุทธิ์สัตย์ซื่อ นางยกยิ้มน่ารัก กำชับเสียงใสว่า“มีดสั้นจะช่วยคุ้มครองท่าน อย่าให้ปลายมีดถูกพวกเดียวกันก็พอ มันมีพิษ”
กล่าวจบก็เดินขึ้นหน้าไปยืนเคียงข้างเสือดาวหิมะ
จังหวะนั้นชายชุดดำคนหนึ่งก็พุ่งทะยานฝ่าทหารออกมามันชี้กระบี่มาทางสตรีงดงามทั้งสอง ลู่หลิ่งส่งเสียงดัง “อาหู่!”
เสือดาวพลันกระโจนตัวรวดเร็วแยกเขี้ยวยกเท้าใส่ชายชุดดำในพริบตาลู่หลิ่งดึงขลุ่ยหยกอันเล็กที่ข้างเอว เป่าสุดแรง
ชายชุดดำผู้นั้นเสียหลักล้มลงกลิ้งไปหลายตลบก่อนจะพบว่าตนเองกำลังจะถูกเสือขย้ำจึงหลบเลี่ยงถอยล่นไปตั้งหลัก
อาหู่เองก็ถอยหลังมาตั้งหลักที่ลู่หลิ่งเช่นกันทว่าพริบตานั้นคนชุดดำอีกฝั่งพลันทะยานกายเข้ามา ครานี้มาถึงสอง
ลู่หลิ่งะโมายืนอยู่กับหญิงสาวทางด้านหลังอาหู่แยกเขี้ยวกระโจนขึ้นหน้า เป็แนวป้องกัน
การต่อสู้ยิ่งดุเดือดเืพล่านเป้าหมายคือสตรีงดงาม ไม่เปลี่ยน พวกนางกรีดร้องไม่หยุด เสียงดาบยามฟาดฟันกระทบกันดังลั่น
อาหู่ส่งเสียงคำรามขู่กรรโชกรุนแรงเข้าโรมรันเสียงขลุ่ยของลู่หลิ่งยิ่งดังสะท้อนก้องป่า ฝ่าเสียงทั้งหลายไม่ขาดสาย
เด็กน้อยพยายามส่งสัญญาณให้มารดาโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองออกมาซุกซนไกลเกินไป
“ระวัง!”
สตรีคนหนึ่งที่ด้านหลังแผดเสียงดังลั่นไปทางเสือดาว ลู่หลิ่งมองตามก็เห็นอาหู่ถูกดาบฟันที่กลางหลังจนเืสาด
“อาหู่!”
เด็กน้อยร้องเสียงหลงเขวี้ยงขลุ่ยหยกใส่เ้าของดาบอย่างเดือดดาล ยังผลให้ขลุ่ยอันนั้นกระแทกหัวชายชุดดำจนหักกลางลำมีผงสีขาวกระจายคลุ้ง คนร้ายที่ฟันอาหู่กับอีกคนซึ่งอยู่ใกล้กันพลันทรุดฮวบถูกพิษจากขลุ่ยไปเต็มๆ
เมื่อเสือดาวหิมะล้มลงลู่หลิ่งจึงถอยหลังกรูดไปรวมตัวกับสตรีทั้งสองเห็นชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งร่างเข้ามาอย่างโมโหร้าย
เด็กน้อยดึงมีดสั้นจากหญิงคนที่ใกล้ที่สุดแล้วปาใส่ชายชุดดำผลที่ได้คือคนร้ายถูกพิษไปอีกคน
แน่นอนว่ากลุ่มผู้ร้ายยังไม่หมดนับได้ก็ราวสิบกว่าคน แต่อาวุธเหลือแค่มีดสั้นหนึ่งเล่มเท่านั้น…
[1]หนึ่งฉื่อ ราวๆ 1 ฟุต