ห้องหนังสือตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลัก แต่มีกำแพงก่อขึ้นอีกชั้นเพื่อแยกส่วนออกมาเมื่อเดินเข้าไปจะเห็นแผงต้นไผ่ที่มักจะเขียวชอุ่มตลอดทั้งสี่ฤดู ในป่าไผ่มีทางเดินเส้นหนึ่งโรยด้วยก้อนกรวดตีเป็เส้นโค้งอาคารเล็กๆ สองชั้นแบ่งเป็สามห้อง ชั้นล่างใต้บานหน้าต่างฝั่งตะวันออกขุดเป็สระน้ำขนาดเล็กที่มีเส้นรอบวงยาวสิบกว่าก้าวแม้ในตอนนี้จะยังไม่สิ้นสุด่ลมหนาวในฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็มีใบบัวค่อยๆ ลอยขึ้นมาแล้วหลายใบ
สระน้ำแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อนชุยซานจั่งจากสำนักไหฺวซิ่งได้มอบเมล็ดบัวจำนวนหนึ่งไว้ให้กับโหยวรั่วหังเขาได้ขุดย้ายต้นไผ่ทางทิศตะวันออกออกไปเพื่อทำการปลูกมัน
นางเคาะประตูเบาๆผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงฝีเท้าดังออกมาจากฉากกั้นห้อง บ่าวรับใช้นายหนึ่งค่อยๆ เปิดประตูออกมาพอเห็นนางก็ทำท่าจุ๊ปากแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “นายท่านกำลังเขียนอักษรอยู่ขอรับ”
โหยวรั่วหังปกติจะมีอารมณ์ดีแต่ไม่ชอบให้คนมาขัดจังหวะเวลาเขียนอักษร...เขามักจะใช้การเขียนอักษรเป็วิธีสงบสติอารมณ์
จั๋วเจาเจี๋ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ พูดเบาๆ “ข้ามาหาหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้น”
บ่าวรับใช้คนนั้นสีหน้าลำบากใจ“อยู่บนชั้นหนังสือหลังนายท่านหรือขอรับ คุณหนูเจ็ดรอตรงนี้สักครู่ ข้าน้อยจะลองพูดกับโหยวอานดู”
โหยวอานเป็เด็กรับใช้ของโหยวรั่วหังขณะนี้กำลังคอยฝนหมึกอยู่ด้านใน
“ไม่ต้องหรอกข้าหาหนังสือทั่วไปอ่านเล่นอ่านสักสองเล่มก็พอแล้ว” จั๋วเจาเจี๋ยโบกมือ ห้องหนังสือแห่งนี้ของโหยวรั่วหังปกติแล้วถึงแม้จะมีคนรับใช้คอยเฝ้าดูแลอยู่แต่ขอเพียงเป็ลูกหลานชายหญิงของสกุลโหยวก็สามารถเข้ามาเลือกอ่านได้ตามสบาย จั๋วเจาเจี๋ยคุ้นเคยกับตำแหน่งของหนังสือที่นี่ดีจึงเข้าไปเลือกดูหนังสือยังอีกด้านหนึ่งของห้อง
ิเหอกับิจี๋ต่างหอบหนังสือกันคนละสองสามเล่มกลับมากับจั๋วเจาเจี๋ยจนถึงเรือนปินเว่ยเพิ่งจะผ่านประตูเข้าไปก็เห็นโหยวชั่นกำลังนั่งแกว่งไกวชิงช้าอย่างเกียจคร้านอยู่ใต้ต้นซิ่งอายุนับร้อยปีในสวนสาวใช้ของนาง หยางเหมยกับผีผา ยืนนอบน้อมคอยรับคำสั่งอยู่ข้างๆ แต่กลับไม่มีใครช่วยผลักเมื่อได้ยินเสียงประตูเรือน โหยวชั่นก็หันกลับมา “เ้าไปไหนมา ข้าหาไม่เจอเลย”
“ไปยืมหนังสือจำนวนหนึ่งจากท่านตามา” จั๋วเจาเจี๋ยขมวดคิ้ว “ิเยี่ยกับิอิ๋นล่ะพี่สามมาหาไม่มีน้ำมาให้หรืออย่างไร”
“ข้าเองก็ไม่ได้กระหายน้ำ ไม่ต้องให้พวกนางลำบากหรอก” โหยวชั่นเอ่ย “เห็นข้าเป็คนนอกหรืออย่างไรเดิมทีพวกนางก็จะคอยเฝ้าอยู่ข้างนอกนี่ มันน่าสนุกนักรึ ไม่ใช่ว่าไม่มีคนคอยดูแลอยู่เสียหน่อยข้าเลยบอกให้พวกนางจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ” นางลุกขึ้นจากชิงช้า “เ้าไปยืมหนังสือที่ท่านปู่ท่านปู่กับท่านย่าได้พูดอะไรบ้างไหม”
จั๋วเจาเจี๋ยตอบ “จะพูดอะไรได้เล่า ข้าเห็นท่านตาอารมณ์ไม่สู้ดีนัก ไปยืมหนังสือไม่กี่เล่มเรียบร้อยก็กลับแล้ว...ได้ยินว่าท่านตาเริ่มเขียนอักษรั้แ่่บ่ายจนถึงตอนนี้”
เห็นได้ว่าโหยวรั่วหังอารมณ์ฉุนเฉียวมากเพียงใด
“ท่านลุงใหญ่ถูกตีมาค่อนข้างหนัก”โหยวชั่นพยักหน้า รู้สึกยินดีปรีดาขึ้นมา “ท่านปู่ลงมือเอง ไม่แน่ว่าพอพี่ชายใหญ่ดีขึ้นแล้วเขาอาจจะยังไม่หายดีก็ได้”
“พี่สาม!”จั๋วเจาเจี๋ยจ้องมองนางด้วยแววตักเตือน ถึงแม้จั๋วเจาเจี๋ยจะรู้สึกว่าโหยวเซี่ยนสมควรรับกรรมแล้วแต่ก็ไม่เหมาะที่เด็กรุ่นหลังจะเอามาวิพากษ์วิจารณ์เป็เื่ขบขัน หากถูกแพร่งพรายออกไปข้างนอกผู้ใหญ่ทำผิดถูกลงโทษ แต่ลับหลังลูกหลานกลับรู้สึกยินดีปรีดาบนความทุกข์ของคนอื่น มันดูไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร
โหยวชั่นกลั้นขำ ยิ้มเยาะแล้วพูดว่า “เื่อื่นข้าไม่อยากพูดถึง แต่จื่ออวี้ทำเื่แบบนี้ขึ้นมาเดือดร้อนท่านลุงใหญ่ต้องออกมาปกป้องนาง ถึงแม้เขาจะเป็ญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดกับพวกเราแต่ข้าเห็นว่าเื่นี้มันไม่ยุติธรรมกับท่านป้าใหญ่เลย!” เจียงซื่อดูแลบ้านมาหลายปีจนเป็ที่ยอมรับดีกับหลานชายหลานสาว โหยวชั่นมีความประทับใจในตัวท่านป้าใหญ่คนนี้มากกว่าท่านลุงมากมายนัก
จั๋วเจาเจียถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดท่านลุงใหญ่ถึง้าปกป้องจื่ออวี้ด้วย”
อย่างไรโหยวเซี่ยนก็ทำหน้าที่พ่อมาหลายปี เหตุใดจึงหน้ามืดตามัวเช่นนี้
โหยวชั่นทำเสียงจิ๊ปาก“ถ้าไม่อย่างนั้นจะทำให้ท่านปู่โกรธจนถึงขั้นลงมือด้วยตัวเองหรือ โชคดีที่ยังมีท่านย่าที่รักท่านลุงเห็นท่านปู่ตีอยู่นานกลัวจะเป็อะไรไป จึงสั่งให้คนไปตามท่านพ่อ อาสาม อาสี่ให้ช่วยเข้าไปห้ามปรามอาสี่ยังรับแทนท่านลุงไปถึงสองครั้ง!” นางหัวเราะเยาะ “หญิงชั่วนั่นเ้าเล่ห์นัก พอถูกจับได้ว่าสาปแช่งแม่ใหญ่ก็ยังเกลี้ยกล่อมให้ท่านลุงช่วยปกป้องนาง! นางคิดว่าบ้านเราไม่มีกฎเกณฑ์งั้นหรือ ยิ่งขอร้องให้ท่านลุงช่วยปกป้องก็ยิ่งตายเร็วขึ้นเท่านั้น”
“ให้ตายสิ...”จั๋วเจาเจี๋ยรู้สึกพูดไม่ออกในทันที...จื่ออวี้คนนี้โหยวเซี่ยนเพิ่งพาเข้ามาอยู่ในบ้านเมื่อปีที่แล้วถือว่าเป็อนุชั้นดี[1]เดิมเป็สาวชาวไร่ชาวนาอยู่นอกเมืองม่อหลิง เป็ลูกสาวของครอบครัวธรรมดาทั่วไป ว่ากันว่าไม่ยินดีแต่งงานกับคนฐานะธรรมดาตั้งเป้าหมายไว้ที่เศรษฐีชนชั้นสูง ดังนั้นเมื่อได้บังเอิญพบกับโหยวเซี่ยนตอนไปเที่ยวเล่นใน่เทศกาลเช้งเม้งไม่รู้ว่าใครที่เป็คนทอดสะพานให้ก่อน แต่เพียงไม่นานก็ได้เข้ามาอยู่ในบ้าน ชื่อจื่ออวี้นี้โหยวเซี่ยนเป็คนตั้งให้นางแม้จะไม่มีความรู้ความสามารถอะไร แต่ได้เปรียบที่ความอ่อนเยาว์ ตอนนี้อายุยังไม่ถึงสิบห้าปีเด็กกว่าโหยวซั่วด้วยซ้ำ...แต่ก็เท่ากับอูมั่นเหนียง
เรือนปินเว่ยของจั๋วเจาเจี๋ยตั้งอยู่ในบ้านส่วนหลังที่บรรดาคุณหนูสกุลโหยวต่างพักอาศัยรวมกันอยู่นางเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เพียงแต่นางบังเอิญได้ยินมาว่าโหยวเซี่ยนหลงใหลจื่ออวี้มากจนถึงขั้นยอมเชื่อฟังทุกอย่างแต่เมื่อครั้งที่เจียงซื่อยังอยู่ ทุกอย่างในบ้านใหญ่จะมีความเป็ระเบียบเรียบร้อยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โหยวเซี่ยนหลงใหลอนุน้อยๆ เพียงแต่ไม่มีใครสนใจเท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าจื่ออวี้จะหาญกล้าถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าสาปแช่งเจียงซื่อ!
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือจนป่านนี้โหยวเซี่ยนก็ยังคิดปกป้องนาง...
ไม่แปลกใจเลยที่โหยวรั่วหังเขียนอักษรในห้องหนังสืออยู่นานแต่ก็ยังไม่สามารถใจเย็นลงได้
โหยวชั่นยิ้มเยาะแล้วเอ่ยขึ้น “เื่นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน เช้านี้ถึงได้รายงานต่อท่านปู่และท่านย่าท่านลุงทำให้พี่ชายใหญ่โกรธจนกระอักเืต้องพักฟื้น หากข่าวนี้ส่งถึงเมืองเจิ้นเมื่อไรพี่หญิงรองคงรีบเก็บข้าวของกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้เลย...พี่รองเป็คนเ้าอารมณ์! ลำพังแค่เื่ท่านป้าใหญ่ไม่รู้เลยว่าจะดำเนินไปในทิศทางไหน!”
นางบุ้ยปาก “ถึงแม้พี่หญิงใหญ่จะมีจิตใจอ่อนโยน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเื่ราวเป็อย่างไร!แต่ไหนแต่ไรมาพี่หญิงใหญ่กับพี่หญิงรองก็รักพี่ชายใหญ่มากที่สุด...”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1] อนุในยุคจีนโบราณมักถูกแบ่งเป็สามระดับ ได้แก่ อนุชั้นสูง อนุชั้นดีอนุชั้นล่าง อนุชั้นดีหมายถึง อนุที่มีชาติกำเนิดมากครอบครัวชาวบ้านทั่วไป