เวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือน เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองสัปดาห์เท่านั้นก่อนจะถึงวันเปิดการประลองขึ้น โดยการประลองจะจัดขึ้นที่เมืองหลวงของแต่ละแคว้น
วันสมัครคือในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า ตอนนี้เฟิ่งเซียนและสี่สัตว์เทพจึงเรียกศิษย์ในสำนักมาเพื่อชี้แจงและคัดเลือกคนที่จะมาเป็ตัวแทนของสำนัก เพื่อที่จะไปประลองในครั้งนี้ กฎของผู้ที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้มีอยู่ว่า
ข้อที่หนึ่ง ผู้ที่ร่วมสมัครได้นั้นต้องเป็ผู้เยาว์ที่มีอายุระหว่าง สิบสามถึงยี่สิบปี
ข้อที่สอง ต้องเป็คนที่มีระดับลมปราณั้แ่ระดับหลวมรวมขึ้นไป
และข้อที่สามผู้ที่จะเข้าแข่งนั้นต้องมีสัตว์อสูรในพันธะสัญญา
ไม่จำกัดชนิดและไม่จำกัดว่าสัตว์อสูรของท่านนั้นจะมีพลังอยู่ขั้นใด จากกฎข้อสามนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งนั้น ได้ชัยชนะไปมากกว่าครึ่ง
แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีสัตว์อสูรของตน สัตว์อสูรนั้นมีความหยิ่งทนงในตนเอง มีหลายครั้งที่มนุษย์้าให้พวกมันทำพันธะสัญญาจนใช้วิธีสกปรกมากมาย
ส่วนตัวของเฟิ่งเซียนไม่มีปัญหาในกฎข้อใดเลย ส่วนกฎข้อสามนั้นนางสามารถให้สัตว์เทพของนางแปลงกายเป็สัตว์อสูรระดับสูง และปกปิดกลิ่นอายของตนได้
ส่วนศิษย์ที่นางจะให้ไปประลองในครั้งนี้ด้วยนั้นนางจะให้มีการจัดการประลองให้หมู่ศิษย์ด้วยกันเอง โดยแบ่งออกเป็สองสายคือ ผู้ฝึกวรยุทธ์และผู้ปรุงโอสถ
ผู้ปรุงโอสถนั้นมีข้อยกเว้นเื่การมีสัตว์อสูรแต่ผู้ที่สามารถเข้าร่วมนั้น ต้องเป็ผู้ปรุงโอสถระดับ หลอมรวมขึ้นไป
การแข่งขันครั้งนี้คือการแฟ้นหาอัจฉริยะที่ต้องไปแข่งกับอัจฉริยะเช่นเดียวกัน
การประลองในสำนักจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้เพื่อให้ศิษย์ในสำนักมีเวลาพร้อมในการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด
หลังจากจัดแจงและบอกกฎของการแข่งแล้ว เฟิ่งเซียนจึงให้ทุกคนไปพักผ่อนกัน โดยเหลือแค่นางและสัตว์เทพทั้งสี่อีกเช่นทุกครั้ง
"นายหญิงข้าได้สั่งให้คนของเราซื้อจวนที่เมืองหลวงแล้วขอรับ เป็จวนขนาดกลางสองหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดสืบรู้เื่ของเราและศิษย์ที่จะไปร่วมประลอง"
ชิงหลงรายงานผู้เป็นาย นายหญิงได้สั่งเื่นี้กับเขาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว เขาจึงได้ให้ศิษย์ที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงซื้อจวนไว้ให้สองหลัง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเมื่อถึงวันที่ออกเดินทาง
"นายหญิงม้านิลโลหิตที่ใช้ในการเดินทางก็เตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ มีม้าทั้งสิ้นสิบสองตัว แบ่งเป็รถม้าแปดตัว และอีกสี่ตัวเพื่อคุ้มกันด้านหน้าและด้านหลัง"
เสวียนอู่รายงานเื่ที่ได้รับมอบหมายแก่ผู้เป็นาย ตนนั้นได้รับหน้าที่ในการเตรียมม้าและรถม้าที่ใช้ในการเดินทาง ข้าวของสัมภาระนั้น ไม่ใช่เื่ที่ต้องห่วง ถึงแม้ว่าผู้ใช้มิติในโลกนี้แทบไม่เหลือแล้ว แต่แหวนมิตินั้นต่างออกไป แหวนมิติส่วนมากจะได้มาจากการขุดค้นพบจากสุสานโบราณต่างๆ
แต่กระนั้นพื้นที่ภายในแหวนมิติก็มีขนาดใหญ่เพียงหนึ่งห้องนอนเท่านั้น และไม่สามารถเข้าไปอยู่ในมิติได้เช่นมิติของเฟิ่งเซียน
ราคาของแหวนมิติมีราคาค่างวดที่สูงมากแต่ไม่เป็ปัญหากับเฟิ่งเซียนเลยสักนิด ตัวนางนั้นเป็ผู้ใช้มิติจึงสามารถสร้างแหวนมิติออกมาได้
แต่การสร้างครั้งหนึ่งสามารถสร้างได้จำกัด เพราะใช้พลังจำนวนมาก ผู้ที่มีแหวนมิตินั้นส่วนมากจึงเป็ศิษย์รุ่นแรกและคนที่มีความดีความชอบ เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์ขยันไปในอีกทางหนึ่ง
"ดีมาก จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย รวมถึงเื่ของสำนักด้วย ให้ครูฝึกที่อยู่ช่วยกันดูแลสำนัก่ที่พวกเราไม่สามารถกลับมาได้ จัดแจงงานให้เรียบร้อย"
เมื่อเฟิ่งเซียนกล่าวจบสัตว์เทพทั้งสี่ก็ก้มคารวะนางและออกไปจัดแจงงานต่างๆ ของตน
ครูฝึกที่เฟิ่งเซียนหมายถึงนั้นคือศิษย์รุ่นแรกของสำนักที่มีพลังยุทธ์และมีอายุที่มากกว่าที่กฎของการประลองตั้งไว้
ส่วนฝั่งของผู้ปรุงโอสถก็เช่นกัน แต่พวกเขาก็ไม่เสียใจสักนิดที่ไม่ได้ไปร่วมในการประลองครั้งนี้
การที่ได้อยู่ดูแลสำนักระหว่างที่ท่านเ้าสำนักและผู้าุโทั้งสี่ไม่อยู่นั้น ถือเป็เกียรติสูงสุด และนั่นยังหมายความว่าพวกตนได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจ ที่จะฝากฝังสำนักไว้ให้พวกตนดูแล
เช้าวันต่อมา วันนี้เป็วันที่ศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาจะได้แสดงฝีมือต่อหน้าท่านเ้าสำนัก หลายคนตื่นเต้นจนถึงขั้นนอนไม่หลับ
ผู้ฝึกวรยุทธ์นั้นการประลองจะจัดขึ้นในรูปแบบของการแข่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะหาผู้ชนะเพียงสองคนเท่านั้น โดยการแข่งครั้งนี้มีทั้งหมดสามกลุ่ม ผู้ชนะจะมีทั้งหมดหกคน
ฝั่งผู้ปรุงโอสถนั้นจะเป็การแข่งรวม โดยจะแฟ้นหาผู้ผ่านเข้ารอบแรกทั้งหมดยี่สิบคน นำไปแข่งในรอบที่สองเพื่อหาผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดหกคนแรก โดยผู้ชนะที่จะได้ร่วมทางไปที่งานประลองทั้งสิ้นสิบสองคน โดยไม่นับรวมเฟิ่งเซียนและสัตว์เทพทั้งสี่
หลังจากการประลองสิ้นสุดลง ผลของการแข่งขันได้ออกมา ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ได้ไปประลองนั้นมีหน่วยของ จูเชวี่ยหรือหน่วยข่าวกรองอยู่สองคน คือจินหาน และจินหลง
หน่วยองครักษ์ของเสวี่ยนอู่ สามคนคือ เลี่ยงจิน จินหลงและหนิงเจียว
คนสุดท้ายคือหน่วยของไป๋หู่ ผู้ใช้พิษ หนิงเหอ
ฝั่งผู้ปรุงโอสถนั้นได้แก่
หลิ่งซาน เหวิ่นหลิง ซูซ่าน ซูมี่ กงเยว่
และยังมีหน่วยพิษอีกคนนามว่า เฟินเยว่
เฟิ่งเซียนอ่านรายชื่อและหน่วยของผู้ชนะทั้งสิบสองอย่างพอใจ หน่วยองครักษ์ใช่ว่าจะเก่งด้านกำลังมากกว่าหน่วยอื่น
หน่วยข่าวกรองใช่ว่าจะหาข่าวเก่งอย่างเดียว ผู้ใช้พิษใช่ว่าจะใช้เก่งเพียงการปรุงพิษอย่างเดียว สุดท้ายผู้ปรุงโอสถก็แสดงให้เห็นว่าพวกตนมีศักยภาพมากเพียงใด
"พวกเ้าทุกคนทำได้ดีมาก ไปพักผ่อนเถิด ข้าขอฝากชื่อของสำนักของพวกเราไว้กับพวกเ้าด้วย"
เฟิ่งเซียนเอ่ยชมผู้ชนะทั้งสิบสองและให้เขาได้พักผ่อน
ผู้ชนะทั้งสิบสองคนนั้นดีใจเป็อย่างมาก ไม่ง่ายเลยที่จะชนะมาได้ พลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็เเพ้ได้ทันที ศิษย์ในสำนักเพลิงบุปผานั้นเก่งกาจกันทุกคน
ฝั่งสัตว์เทพทั้งสี่และเฟิ่งเซียนเองก็กลับเข้ามาพักผ่อนภายในมิติ สำหรับเฟิ่งเซียนนั้นนางไม่ได้ลงประลองในนามของสำนักเฉกเช่นเดียวกับศิษย์ทั้งสิบสองคน ไม่แปลกเลยที่นางจะฝากฝังพวกเขาไว้เช่นนั้น
วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ต้องเริ่มออกเดินทางไปเมืองหลวง
ป่าร้อยอสูรแห่งนี้ห่างจากเมืองหลวงของแคว้นฉีเกือบพันลี้ หากเป็รถม้าทั่วไปคงใช้เวลานานกว่าสองสัปดาห์เป็แน่
แต่สำหรับเฟิ่งเซียนและศิษย์ของสำนักที่เดินทางโดยใช้ ม้านิลโลหิต สัตว์อสูรระดับกลางที่มีความรวดเร็วและความแข็งแรงเหมาะแก่การใช้เป็ม้าลากรถม้าเป็อย่างยิ่ง
ม้านิลโลหิตนั้นสามารถเดินทางได้ถึงเมืองหลวงโดยใช้ระยะเวลาเพียงห้าวัน หากเร่งไม่หยุดพักก็ใช้เวลาเพียงแค่สี่วันเท่านั้น
เมื่อทุกคนขึ้นรถม้ากันเรียบร้อย โดยมีเสวียนอู่ ไป๋หู่ และองครักษ์อีกสองคนดูแลความเรียบร้อบของขบวน
เวลาผ่านไปขบวบรถม้าของเฟิ่งเซียนและศิษย์ของสำนัก ก็ถูกแบ่งออกเป็สองขบวนเพื่อป้องกันการสงสัย โดยเฟิ่งเซียนและสัตว์เทพทั้งสี่นั้นจะเดินทางผ่านประตูเมืองและเข้าไปที่จวนของตนก่อนหนึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นเหล่าศิษย์จึงจะเดินทางเข้ามา
******