จากสุดยอดเทพเซียนมาเป็นคุณพ่อสุดแกร่ง

    บทที่ 27 แบ่งเงิน

    บทที่ 27 แบ่งเงิน


    “ฉันอยากร่วมมือกับนาย!” จ้าวต้าเฮยพูดตรงประเด็นทันที


    “ร่วมมือ? หมายความว่ายังไง?” เย่เฟิงถามอย่างสงสัย


    “น้องเย่ พวกเราสู้กันมาตลอด มันก็ไม่ใช่เรื่องดี สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความเสียหายทั้งสองฝ่าย ดังนั้นฉันเลยคิดหาทางออกที่ลงตัว นายลงแรง ฉันลงทุน พวกเราปลูกแตงโมด้วยกัน มีเงินก็แบ่งกันทำ แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?”


    “ฮ่า ๆ ๆ จ้าวต้าเฮย คิดว่าฉันโง่หรือไง ทำไมฉันต้องร่วมมือกับนายด้วย นายก็หาเงินของนาย ฉันก็หาเงินของฉันก็พอแล้ว” เย่เฟิงพูดอย่างเยาะเย้ย


    “เย่เฟิง อย่าคิดว่าแกมีความสามารถนิดหน่อยแล้วจะมาพูดกับฉันแบบนี้ได้ ที่ฉันมาหาแกวันนี้ก็เพื่อให้โอกาสแก ถ้าไม่รู้จักดื่มสุรามงคลแต่จะดื่มสุราพิษ ฉันจะทำให้แกอยู่ในหมู่บ้านชิงซานไม่ได้" จ้าวต้าเฮยกดเสียงต่ำลง พูดเสียงคำรามออกมา


    “งั้นฉันก็อยากจะดูว่าแกจะทำให้ฉันอยู่ในหมู่บ้านชิงซานไม่ได้ยังไง" เย่เฟิงแค่นเสียงเย็นชา “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันจะกลับไปกินข้าว”


    พูดจบ เย่เฟิงก็เดินกลับเข้าบ้านไป


    กึก กึก!


    จ้าวต้าเฮยโกรธจนหน้าเขียว กัดฟันดังกรอด กำหมัดแน่น


    “ไอ้บ้าเอ้ย ไอ้นี่มันไม่รู้จักเกรงใจจริง ๆ พี่ใหญ่ ถ้างั้นพี่ลองคิดหาวิธีเอาที่ดินหลังเขากลับคืนมาไหม เหมือนกับที่ดินของหลิวเหล่าซานคราวที่แล้วไง ที่ตรงนั้นก็เป็นที่ที่พี่ใหญ่ซื้อมาก่อนนะ”


    “ไปให้พ้น แกคิดว่าคนอื่นจะโง่เหมือนแก่หรือไง โดนหลอกมาครั้งหนึ่งแล้ว จะมีใครยอมโดนหลอกเป็นครั้งที่สองอีก ฉันให้คนไปตรวจสอบมาแล้ว ตอนนี้โฉนดที่ดินหลังเขามีชื่อของพวกมันอยู่!”


    จ้าวต้าเฮยโกรธจัดจนเตะจ้าวเอ้อร์เฮยกระเด็นออกไป


    จ้าวเอ้อร์เฮยเจ็บปวดแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร “แล้วพี่ใหญ่จะทำยังไงต่อล่ะครับ”


    “เอ้อร์เฮย แกรู้ไหมว่าจักรพรรดิทุกยุคทุกสมัย พึ่งอะไรถึงได้ครองแผ่นดินมา” จ้าวต้าเฮยถาม


    “พึ่งอะไรล่ะครับ?” จ้าวเอ้อร์เฮยถามอย่างงุนงง


    “ไอ้สมองลา ก็แน่นอนว่าต้องพึ่งกำลังคนสิ!”


    “งั้นผมจะไปหาคนมา ต้องจัดการมันให้ตายให้ได้!”


    “ใครบอกให้แกไปหาคนมาสั่งสอนเย่เฟิงกัน!”


    “เมื่อกี้พี่ใหญ่ยังพูดเรื่อง 'คนมากมีกำลังมาก' ไม่ใช่เหรอ?”


    “ไอ้ไร้ประโยชน์ ก่อนที่แม่จะตาย ก็พยายามให้แกอ่านหนังสือมาก ๆ แล้วนะ แต่ดูเหมือนหนังสือที่แกอ่านมาทั้งหมดคงเข้าหัวหมาไปหมดแล้ว คนมากมีกำลังมากที่ฉันพูดถึงนั้น หมายถึงการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนต่างหาก”


    จ้าวต้าเฮยรู้สึกผิดหวังที่สอนน้องไม่เป็นผล จึงเตะจ้าวเอ้อร์เฮยอีกที


    จ้าวเอ้อร์เฮยทำหน้าเศร้าพูดว่า “โธ่ พี่ใหญ่อย่าพูดอ้อมค้อมกับผมเลย บอกมาตรง ๆ เลยว่าให้ผมทำอะไร”


    “มานี่ ทำแบบนี้ แบบนั้น... แค่นี้ก็พอ!”


    จ้าวต้าเฮยกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูจ้าวเอ้อร์เฮย


    หลังจากฟังจบ ดวงตาของจ้าวเอ้อร์เฮยก็เป็นประกายขึ้นมา เขาชูนิ้วโป้งพลางพูดว่า “เยี่ยมมาก สุดยอดจริง ๆ พี่ใหญ่ ไม่เสียแรงที่เป็นพี่ใหญ่ ผมยอมแล้ว ถ้าพี่ใหญ่เกิดในสมัยโบราณ ต้องได้เป็นขุนนางหรือไม่ก็ขุนพลแน่ ๆ ไม่สิ ต้องเป็นจักรพรรดิเลย!”


    “อย่ามาพูดอะไรไร้สาระกับฉัน รีบไปทำตามที่บอกเลย!”


    “ได้ครับพี่ใหญ่ ผมไปเดี๋ยวนี้!”


    จ้าวต้าเฮยหันกลับมามองประตูบ้านของเฉินซู่ซู่อีกครั้ง มุมปากเผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมาโดยไม่รู้ตัว


    “เย่เฟิง ไอ้แซ่จ้าวคนนั้นมาหานายทำไมเหรอ” เฉินซู่ซู่เห็นเย่เฟิงกลับมาก็รีบถามอย่างใจร้อน


    “ก็ไม่มีอะไรมาก เขาบอกว่าอยากร่วมมือกับผม ให้ปลูกแตงโมด้วยกัน” เย่เฟิงตอบตามตรง


    “แล้วนายตกลงไหม?” เฉินซู่ซู่ถาม


    “ไม่ตกลงหรอก ผมจะไปตกลงกับเขาได้ยังไง นั่นมันเท่ากับปล่อยให้เขาเอาเปรียบผมชัด ๆ ” เย่เฟิงตอบ


    “ไม่ตกลงก็ถูกแล้ว แต่ถ้าเป็นแบบนี้ จ้าวต้าเฮยคงจะหาวิธีมารังแกพวกเราต่อแน่ ๆ” เฉินซู่ซู่พูดด้วยความกังวล


    “พี่เฉิน ไม่ต้องกังวลไปหรอก ทุกอย่างผมจะจัดการเอง”


    “อืม!”


    เมื่อมีเย่เฟิงอยู่ด้วย เฉินซู่ซู่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


    แต่ผ่านไปสักพัก


    เธอเริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง


    เธอรู้ดีว่าจ้าวต้าเฮยเป็นคนแบบไหน


    ใครก็ตามที่ถูกจ้าวต้าเฮยจดจำไว้ ไม่มีใครจบลงด้วยดีเลยสักคน


    อย่างเช่นคนก่อนหน้านี้ที่ทำให้จ้าวต้าเฮยไม่พอใจ สุดท้ายไม่เพียงแค่ขาถูกทุบจนหัก


    แต่เย่เฟิงไม่มีอะไรต้องกังวล อย่าว่าแต่จ้าวต้าเฮยคนเดียวเลย ต่อให้มาสิบคนเขาก็ไม่กลัว


    คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ


    วันรุ่งขึ้น เย่เฟิงยังไม่ทันได้ออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากด้านนอก


    “เย่เฟิง! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”


    มีคนจำนวนไม่น้อยกำลังตะโกนเรียกชื่อเย่เฟิงอยู่ด้านนอก


    “เกิดอะไรขึ้น?”


    เฉินซู่ซู่อุ้มเย่เสียวเสี่ยวออกมา


    “พี่เฉิน คุณอยู่บ้านกับเสียวเสี่ยวนะ อย่าออกไปไหน ผมจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”


    เย่เฟิงพูดอย่างไม่รอช้า แล้วเดินออกไปจากบ้านของเฉินซู่ซู่


    ด้านนอกมีผู้คนยืนอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ คาดว่าชาวบ้านเกือบครึ่งหมู่บ้านชิงซานมารวมตัวกันอยู่ที่นี่


    “พวกคุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ?”


    เย่เฟิงรู้สึกสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่เช้าตรู่ถึงมีคนมาหาเขามากมายขนาดนี้


    “เย่เฟิง พวกเราได้ยินมาว่านายปลูกแตงแล้วได้เงินมา แถมยังได้มาเยอะด้วย” ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหน้ากล่าว


    ชายชราคนนี้มีใบหน้าที่น่าเกลียด ร่างกายผอมแห้ง


    เขาชื่อหลิวเฉวียนเกิน นับเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านชิงซาน


    “ผมจะได้เงินหรือไม่ได้เงิน มันเกี่ยวอะไรกับพวกคุณด้วย?” เย่เฟิงขมวดคิ้ว


    “เกี่ยวสิ! เกี่ยวแน่นอน” หลิวเฉวียนเกินจ้องมองเย่เฟิง “นายไม่ใช่คนหมู่บ้านชิงซาน แต่กลับใช้ที่ดินของหมู่บ้านชิงซานของพวกเราทำเงิน ดังนั้นในเงินที่นายได้มา ต้องมีส่วนแบ่งของพวกเราด้วยแน่นอน”


    “ใช่ ลุงหลิวเฉวียนเกินพูดถูก นายใช้ที่ดินของหมู่บ้านชิงซานของพวกเราทำเงิน ก็ต้องมีส่วนของพวกเราด้วย”


    “เย่เฟิง นายต้องเอาเงินออกมา แบ่งผลกำไรให้ทุกคนในหมู่บ้านด้วย!”


    “ใช่ๆ…”


    หลิวเฉวียนเกินพูดแบบนี้ขึ้นมา ทุกคนก็พากันส่งเสียงเห็นด้วย


    เย่ยเฟิงเข้าใจในทันทีว่า พวกเขามาที่นี่เพื่อมาขอส่วนแบ่งกำไร


    “จ้าวต้าเฮยส่งพวกคุณมาใช่ไหม?”


    เย่ยเฟิงไม่จำเป็นต้องคิดให้มาก ก็รู้ว่าต้องมีคนอยู่เบื้องหลังคอยหนุนหลังแน่นอน


    “เย่เฟิง ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับจ้าวต้าเฮยหรือไม่ก็ตาม นายก็ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับทุกคนในหมู่บ้าน เพราะนายทำเงินได้จากที่ดินของหมู่บ้านชิงซานของพวกเรา”


    “ฮ่า ๆ ๆ ช่างตลกจริง ๆ ฉันไปกินของพวกคุณหรือไง หรือว่าผมดื่มของพวกคุณหรือไง แล้วจะให้ผมแบ่งเงินให้พวกคุณงั้นเหรอ?”


    “เย่เฟิง นายพูดแบบนี้ได้ยังไง ตอนนี้ในเมืองมีการรื้อถอน ก็ต้องมีเงินชดเชยการรื้อถอนด้วย ดังนั้นนายใช้ที่ดินของพวกเรา มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน!”


    “ใช่ ๆ…”


    “ไปให้พ้นหน้าผมเลย อยากให้ผมแบ่งเงินให้พวกคุณเหรอ อย่าคิดฝันไปเลย!”


    เย่เฟิงสามารถให้เงินกับใครก็ได้ แต่จะไม่มีทางให้กับคนพวกนี้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างเด็ดขาด


    พวกคนเหล่านี้เหมือนกับแวมไพร์ พอตาเป็นสีแดงขึ้นมาก็อยากจะดูดเลือดคนอื่นสักอึก




    คล้ายกับเรื่องจากสุดยอดเทพเซียนมาเป็นคุณพ่อสุดแกร่ง ที่คุณอ่าน