ข้ามีระบบในโลกอมตะ

    บทที่ 34 : ความมืดในสำนัก

    ความมืดในสำนัก

     

    “อีกสองเดือนจะมีการจัดประลองทำเนียบอันดับศิษย์หลักขึ้น...” กู้เฉินพึมพำเล็กน้อย พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายขึ้นมา

     

    จากข้อมูลที่เขาได้จากคัมภีร์ทำเนียบอันดับศิษย์หลัก มันเขียนบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกๆ หกเดือนจะจัดประลองทำเนียบอันดับศิษย์หลักขึ้นมา

     

    ซึ่งดูจากข้อมูลที่บันทึกไว้ภายในคัมภีร์ ครั้งก่อนถูกจัดขึ้นเมื่อสี่เดือนก่อน ย่อมหมายความว่าอีกสองเดือนต่อมา มันจะถูกจัดขึ้นอีกครั้ง

     

    “ท่านอาจารย์คงอยากจะให้เราเข้าร่วมการประลองจัดอันดับทำเนียบอันดับศิษย์หลัก!”

     

    ดูจากการที่อู๋กังไห่โยนคัมภีร์เล่มนี้ให้กับเขา กู้เฉินคิดไปในทิศทางอื่นไม่ได้จริงๆ

     

    ถ้าจะถามว่าเขาจะเข้าร่วมไหมนั้น?

     

    มันย่อมแน่นอนอยู่แล้ว!

     

    การเข้าร่วมการประลองทำเนียบอันดับศิษย์หลัก จะทำให้เขาได้รับประสบการณ์ต่อสู้จากพวกศิษย์หลัก และจะได้รู้ว่าเขาจะไปได้ถึงอันดับไหนกันแน่ในสิบห้าอันดับนี้

     

    กู้เฉินพลันเก็บคัมภีร์ทำเนียบอันดับศิษย์หลักไว้ภายในแหวนช่องว่างมิติระดับสี่ที่อู๋กังไห่มอบให้ จากนั้นเขาก็ออกจากถ้ำฝึกตนไปอีกครั้ง

     

    เขาตั้งใจที่จะไปที่หอภารกิจ เพื่อหาภารกิจสักภารกิจสองภารกิจทำ

     

    เขาปิดด่านฝึกตนต่อเนื่องกันมาแปดเดือนแล้ว ย่อมอยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เข้าไปดูป่าร้อยอสูรสักหน่อยก็ดี รวมไปถึงจะได้ไปสู้กับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย

     

    ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ เขาแน่นอนว่าอยากลองที่จะเข้าไปยังส่วนลึกที่มากกว่าเดิมของป่าร้อยอสูรดูด้วยเช่นกัน

     

    ..........................................

     

    ภายในห้องแห่งหนึ่งของเรือนพำนักของผู้อาวุโสใหญ่สำนักกระบี่ดารา มีหนึ่งชายชรา หนึ่งชายหนุ่มกำลังนั่งพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

     

    “ต้องทำเช่นนี้จริงหรือฟงเอ๋อร์?” ชายชราเอ่ยปากถามออกมา

     

    เขาเป็นชายชราร่างสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ผมบนศีรษะเหลืออยู่เพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น หรือจะบอกว่าเขาหัวล้านก็ไม่ผิดนัก

     

    ชายชราคนนี้สวมใส่ชุดผู้อาวุโสสำนักกระบี่ดารา แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้อาวุโสธรรมดาแต่อย่างใด เขาคือหนึ่งในสิบผู้อาวุโสที่นั่งหลัก ผู้อาวุโสใหญ่ หลิวกงควน!

     

    “ถูกแล้วท่านปู่ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ข้าแข็งแกร่งกว่าลั่วชิงอิ๋น เมื่อข้าแข็งแกร่งกว่านาง ตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่ดาราย่อมเป็นของข้า!” ชายหนุ่มพูด น้ำเสียงของเขาค่อนข้างที่จะแข็งกร้าว

     

    ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา ดวงตาราวกับคมมีด ดูแหลมคมอย่างไรไม่รู้ สวมใส่ชุดศิษย์หลักของสำนักกระบี่ดารา ข้างเอวห้อยป้ายหยกที่สลักคำว่า ‘บุรุษศักดิ์สิทธิ์!’ เอาไว้

     

    ด้วยสิงนี้ เพียงพอที่จะบอกออกมาได้ว่าเขาเป็นใครที่ไหน เขาไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากบุรุษศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ดารารุ่นนี้ ผู้มีชื่อว่าหลิวไคฟง!

     

    “ขอข้าคิดดูอีกสักพักก่อน แล้วข้าจะให้คำตอบเจ้า” ได้ฟังคำพูดของหลิวไคฟง หลิวกงควนก็ถอนหายใจออกมา

     

    วิธีของหลิวไคฟงนั้นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งยังชั่วร้ายอย่างยิ่ง หากว่าถูกจับได้ขึ้นมา เกรงว่าพวกเขาทั้งสองคนจะถูกฆ่าอย่างแน่นอน!

     

    “ท่านปู่อย่าได้ลังเลไปเลย วิธีของข้าปลอดภัยอย่างแน่นอน” หลิวไคฟงที่เห็นว่าท่านปู่ของตนเองตอบออกมาเช่นนี้ เขาก็รีบเร่งเร้า โน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายตกลง

     

    เพราะวิธีนี้สำคัญกับเขามาก ถ้าเขาทำสำเร็จ เขาก็จะสามารถทะลวงไปยังระดับปราณนภาขั้นต้นได้อย่างราบรื่น กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าลั่วชิงอิ๋นที่กดหัวเขามาโดยตลอด

     

    “เอาล่ะ ถ้าเจ้าพูดขนาดนี้ ข้าก็จะเห็นด้วย แล้วเป้าหมายคือใคร?” ด้วยความใจอ่อน สุดท้ายหลิวกงควนก็เห็นด้วยกับหลิวไคฟง พร้อมกับเอ่ยปากถามออกมา

     

    “มันมีชื่อแซ่ว่ากู้เฉิน!” หลิวไคฟงแสะยิ้มออกมา

     

    “อะไร?!” หลิวกงควนตกใจจนร้องโพล่งออกมา จากนั้นรีบส่ายหน้าไปมาในทันที “ทำไม่ได้ มันเป็นศิษย์ของรองเจ้าสักนักอู๋ หากว่าอีกฝ่ายรู้เข้าได้ถูกฆ่าแน่!”

     

    “ไม่เอาน่าท่านปู่ ท่านเชื่อข้าเถอะ ทุกอย่างจะไร้ร่องรอย จับต้องไม่ได้อย่างแน่นอน” หลิวไคฟงยังคงแสะยิ้มอยู่เช่นเดิม เวลาที่พูดออกมา

     

    สีหน้าของหลิวกงควนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุด ความเคร่งเครียด สามารถมองเห็นได้บนใบหน้าของเขา “ทำไมต้องเป็นมัน ข้าจำได้ว่ามันเพิ่งจะเข้าเป็นศิษย์หลักเมื่อวานนี้เท่านั้น”

     

    หลิวไคฟงคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ “เพราะมันเป็นอัจฉริยะ มีแต่เลือดเนื้อของอัจฉริยะเท่านั้นที่จะทำให้ข้าทะลวงผ่านไปยังระดับปราณนภาได้!”

     

    จากจุดนี้ ย่อมไม่ยากเย็นที่จะคาดเดาว่าวิธีของหลิวไคฟงนั้น เป็นการดื่มกินเลือดเนื้อของอัจฉริยะ เขาสามารถได้รับพรสวรรค์จากคนที่ถูกเขาดื่มกินเลือดเนื้อได้

     

    ซึ่งมันเป็นวิชาต้องห้ามที่หลิวไคฟงค้นพบเมื่อนานมาแล้ว และเขาก็ใช้วิธีนี้ไปหลายครั้งแล้ว โดยที่ผู้เป็นปู่ของเขาไม่รู้ จนถึงวันนี้เขาค่อยบอกออกมา

     

    ได้ฟังคำพูดของผู้เป็นหลานชาย หลิวกงควนก็เงียบลงไป เขาลังเลอยู่นานทีเดียว ก่อนที่จะกัดฟันตกลง

     

    แม้ว่าเส้นทางนี้ มันจะอันตรายมาก แต่ถ้าสำเร็จ อนาคตของเขาย่อมสุขสบาย โดยได้เป็นปู่ของเจ้าสำนักกระบี่ดารา ไม่ว่าใครพบเห็นเขา ก็ต้องให้การเคารพยำเกรง

     

    “ขอบคุณท่านปู่ คืนนี้ข้าจะส่งลูกน้องที่ไว้ใจได้สองคนไปจับตัวมันมา” หลิวไคฟงพอใจมากที่หลิวกงควนตกลง

     

    เรื่องหลังจากนั้น ย่อมสบายหายห่วง ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลแม้แต่น้อย

     

    จริงอยู่ที่ว่ากู้เฉินเป็นศิษย์ของรองเจ้าสำนักอู๋ แต่ก็เพิ่งจะเป็นศิษย์ อีกฝ่ายย่อมไม่น่าที่จะมอบสมบัติหรือของวิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกัน ซึ่งมีระดับสูงให้กับกู้เฉิน

     

    ดังนั้นในความคิดเห็นของเขา การจับกู้เฉินที่เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับปราณปฐพีขั้นต้นย่อมง่ายดาย โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

     

    เพียงแค่ส่งลูกน้องที่ไว้ใจได้สองคน ซึ่งอยู่ในระดับปราณปฐพีขั้นกลางไปจับตัวกู้เฉินมาก็พอแล้ว

     

    “ฟงเอ๋อร์จำไว้ อย่าให้มีร่องรอยใดๆ เด็ดขาด!” หลิวกงควนพูดเตือนหลิวไคฟงออกมาอย่างช่วยไม่ได้

     

    “ท่านปู่สบายใจได้ รับรองไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทั้งสิ้น ในเรื่องนี้ข้ามีความมั่นใจมาก เพราะงั้นเชื่อข้าเถอะ” หลิวไคฟงตบอกยืนยันอย่างหนักแน่น

     

    “ดีแล้ว” หลิวกงควนพยักหน้าครั้งหนึ่ง

     

    จากบทสนาของสองปู่หลานคู่นี้ คิดไม่ถึงว่าภายในสำนักกระบี่ดาราจะมีความมืดเช่นนี้ซ่อนอยู่

     

    ความมืดที่กินได้แม้แต่เลือดเนื้อของมนุษย์เพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น!

     

    จบบทที่ 34