“ไอ้คนนั้นยังไม่ตายนี่!ใครพามา!!!?”
ผมสะดุ้งกับเสียงตวาดนั้น หากความรู้สึกดีใจกลับแทรกเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินว่า “ผมยังไม่ตาย!”
เขาหันไปซุบซิบปรึกษากับชายทั้งสี่ด้านหลังเป็การด่วน พวกเขาถกแย้งกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหลุดปากส่งเสียงออกมา
“ไม่ได้! เราต้องพาเขากลับไปส่งข้างบน”
แม้ผมจะยืนอยู่ไกล และแม้เสียงของเขาจะเบา แต่ในสถานการณ์รอบข้างที่เงียบงันเช่นนี้ จึงไม่ยากที่จะได้ยินคำพูดนั้น
“เอ่อ…คือ...ท่านครับ ตอนนี้เรายังเอาเขาไปส่งไม่ได้” สมุนคนหนึ่งแย้ง
“ทำไม?”
“คือว่า…ข้างบนยังจัดการไม่เรียบร้อยครับ”
หัวหน้าชุดดำถอนหายใจยาวก่อนจะขมวดคิ้ว นิ่งไปพักใหญ่ สีหน้าของเหล่าสมุนก็เครียดไปตามกัน
“แล้วเราจะแก้ไขยังไงล่ะทีนี้”
ลูกน้องคนเดิมก้าวเข้าไปกระซิบเบาๆ ...หากคำพูดเ่าั้ผมก็มิอาจได้ยินได้
หลังจากฟังคำแนะนำ ผู้เป็หัวหน้าก็พยักหน้าเข้าใจ สีหน้าของเขาคลายลงเหมือนค้นพบทางออก หันมากล่าวกับผม
“เ้าน่ะ เดินเข้ามาใกล้ๆ ข้านี่ซิ”
เหมือนมีมนต์สะกด ผมยอมทำตามแต่โดยดี
พอเดินเข้าไปใกล้ ห่างกันสักสองก้าว ผมก็ััได้ถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ของเขาที่แผ่ออกมา สิ่งนั้นข่มให้ผมรู้สึกเกรงกริ่งจนยืนไหล่หด และตัวสั่นเทาราวกับเป็ลูกนก คล้ายกับพื้นดินจะไม่เหลือที่ให้ยืนอยู่แล้ว
แล้วเขาก็เริ่มอธิบายด้วยเสียงเรียบ “คืออย่างนี้นะ...”
ผมนิ่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“คือว่า...เ้าน่ะยังไม่ถึงที่ตาย แต่ลูกน้องของข้ากลับนำเ้ามาที่นี่ก่อนถึงเวลาอันควร ดังนั้น...ข้าจะส่งตัวเ้ากลับขึ้นไปยังโลกมนุษย์”
ผมเริ่มยิ้มออก และคลายความกังวลทั้งหมดลง
“แต่…”
เขาพูดดักคอ
“เ้ายังกลับร่างเดิมตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไมล่ะครับ?” ผมสุดจะกลั้นคำถามเอาไว้ สวนกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่น
“เพราะเรายังหาร่างของเ้าไม่พบน่ะสิ เราต้องใช้เวลาหลายวันในการค้นหา และเมื่อพบแล้วเราต้องจัดการบางอย่างกับร่างของเ้าให้เรียบร้อย ขั้นตอนทั้งหมดนี้กินเวลาทั้งสิ้นอย่างน้อยห้าวัน พูดง่ายๆ ว่า ต้องรอให้พ้น่สงกรานต์ปีนี้ไปเสียก่อน”
รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของผมยังไม่ถึงสิบวินาทีดีก็หายวับไป กลายเป็ความกังวลเข้ามาแทนที่อีกครั้ง
“แต่เ้าก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะดวงิญญาของเ้าจะสิ้นอายุขัย หากว่าไม่มีร่างสิงสถิตเกินหนึ่งวันหนึ่งคืน” ลูกน้องอีกคนช่วยเสริม
“แล้วผมจะทำยังไงดีครับ” ผมกล่าวอย่างกังวล
หัวหน้าชุดดำหันมาสบตา ทำท่าลำบากใจก่อนจะเอ่ย
“เ้าอย่าเพิ่งโทษพวกเราเลย เพราะเ้าก็เห็นแล้ว ว่าคนตาย่สงกรานต์เยอะแค่ไหน มองดูรอบๆ ตัวเ้าสิ คนพวกนี้ตาย่สงกรานต์ทั้งนั้น ตายที 200 ถึง 300 คนต่อปี มากพอๆ กับการเกิดาย่อมๆ กลางเมืองเลยทีเดียว และลูกน้องของข้าทั้งสี่ก็ยังมือใหม่ จึงเป็เหตุให้พวกเราทำงานผิดพลาดได้”
“แต่ท่านก็ต้องรับผิดชอบนะครับ” ผมรีบท้วงติง
“เอาล่ะ ข้อนั้นข้าเข้าใจดี ดังนั้นข้าจะให้สิทธิพิเศษแก่เ้า”
จบคำเขาก็ผายมือไปที่บริเวณด้านหลัง พลันปรากฏเป็ภาพของร่างที่ไร้ิญญาของผู้คนมากมาย ถูกจัดให้นอนเรียงราย หันหัวไปทางเดียวกันอย่างเป็ระเบียบ ราวกับแผงปลาตากแห้ง
“นี่คือรูปจำลอง เ้าเลือกเอา! ว่าเ้าจะสิงร่างไหนชั่วคราวใน่ห้าวันนี้”
ตาของผมเริ่มมีประกายแห่งความหวังที่จะได้กลับบ้านอีกครั้ง
“เ้าเดินไปเลือกเอาตามใจชอบ เพิ่งตายใหม่ๆ สดๆ เมื่อคืนนี้ทั้งนั้น ถือเสียว่าเป็การชดใช้ความผิดของข้าละกัน”
ทีแรกผมรู้สึกดีใจมากที่ได้โปรโมชั่นพิเศษ รีบตรงไปเลือกร่างเ่าั้ด้วยความตื่นเต้น...
แต่ทว่า...หารู้ไม่ ว่าเหตุการณ์อันน่าสยดสยองขวัญ และน่าสะพรึงกลัวของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อพบว่า...แต่ละร่างที่ผมต้องไปเลือกนั้น...เละเทะ เืนอง ชวนให้ขนพองสยองเกล้า
มันช่างเป็เหมือนฝันร้ายของผมอย่างแท้จริง ที่ต้องมาเห็นภาพเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ชัดเจนยิ่งกว่าเื่จริงผ่านจอ
แม้ร่างทั้งหลายจะนอนเรียงกันอยู่ในที่โล่งกว้าง หากหมอกควันจางๆ สีขาวที่ลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ก็ทำให้วิสัยการมอง...เห็นได้ไม่ไกลนัก มันช่างดูเวิ้งว้างน่ากลัว เหมือนสุสานดีๆ นี่เอง เพราะที่นี่เวลานี้...มีแต่ศพผีทั้งนั้น ผมหันไปมองกลุ่มชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างหลังไกลๆ เป็ร้อยเมตร เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้นมาสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขาอยู่ไกลเกินไปที่จะเห็นรายละเอียดใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ผมแทบไม่อยากจะมองร่างอันน่ากลัวและไร้ิญญาเ่าั้ หากเื่มันจำเป็ จึงใช้วิธีหรี่ตากวาดมอง เลือกผ่านๆ ไปอย่างรวดเร็ว เพื่อมิต้องเห็นอะไรที่มันไม่โสภาถนัดนัก ผมยิ่งเป็คนกลัวผีอยู่ด้วย ถ้าศพพวกนี้ตื่นแล้วลุกขึ้นมาล่ะก็...ผมคงช็อกตายไปจริงๆ แน่
ถึงจะมองบ้าง ไม่มองบ้าง แต่เท้าของผมก็พยายามก้าวข้ามแต่ละร่างไปอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เกรงจะไปเหยียบและเป็การลบหลู่เพียงอย่างเดียว ใจลึกๆ ...ผมกลัวจะไปสะกิดให้เขาตื่นขึ้นมาเสียมากกว่า
หากทันใดนั้น...ผมก็ใแทบช็อก
หมับ!
มือของศพหนึ่งที่อยู่นิ่งๆ จู่ๆ ก็ขยับคว้าข้อเท้าของผมเอาไว้ จนผมเสียหลักล้มลง เอาหน้าไปประจันกับอีกศพหนึ่งที่สุดจะเละจนอุจาด
“ว๊าก!!!..ผีหลอก…” ผมหลับตาปี๋ ร้องเสียงหลง ไม่อยากมองทั้งด้านหน้าด้านหลัง
หัวใจผมแทบวายอยู่ตรงนั้น รีบก้มไปมองที่ข้อเท้า...
แล้วก็ถอนหายใจ... “เฮ่อ...ที่แท้ก็แค่เสื้อแจ็คเก็ตนั่นเอง”
เสื้อของชายร่างหนึ่งที่ขาดวิ่น มันหลุดออกมาเกี่ยวขาผมจนสะดุดล้มลง ผมก็เล่นจินตนาการหลอกตัวเองไปเสียไกล จนอกสั่นขวัญแขวนหมดแล้วเนี่ย
ผมพยายามสลัดความกลัวทิ้งไปอย่างรวดเร็ว รีบปลอบใจตัวเองก่อนเวลาโปรโมชั่นจะหมด “ไม่เป็ไรน่า เ้าของร่างพวกนี้ คงจะยืนต่อแถวอยู่ตรงนู้น ไม่มายุ่งแถวนี้หรอก”
อุปสรรคของผมตอนนี้คือ...อย่าว่าแต่หาร่างที่หล่อๆ หุ่นเท่ห์เลยๆ เอาแค่หาร่างที่อยู่ในสภาพดีๆ ยังหาได้ยาก
“ร่างชายคนนี้ สภาพยังดีอยู่เลย ไม่ค่อยมีแผลเท่าไหร่ แต่ว่า...มันไม่หล่อ” ไม่เอา
ใช้เวลากวาดมองร่างชายหญิง สูงต่ำดำขาวไปได้สักพัก จนกระทั่งไปสะดุดตากับร่างของสาวน้อยนางหนึ่งเข้าอย่างจัง
“โอ้โห...น้องคนนี้น่ารักจังเลย เสียดาย...ไม่น่าอายุสั้น หน้ายังละอ่อนอยู่แท้ๆ”
เส้นผมของเธอยาวคลุมหลัง ผิวขาวเนียน อายุคงราวๆ 18-19 เสื้อเชิ้ตแขนยาวถึงข้อพับสีขาว แต้มด้วยเืสีแดงมองดูตัดกัน เชือกผูกเป็โบว์ที่คอ กระโปรงพลีตสีเขียวเข้ม ยาวคลุมถึงตาตุ่ม เธอช่างดูมีเสน่ห์บาดตาเมื่อแรกพบ ตอนมีชีวิตอยู่แม้นชายใดได้เห็น หัวใจคงถูกความสวยของเธอบาดเป็แผลลึกแน่นอน
“แม้ยามนอนเธอยังน่ารักได้ขนาดนี้…”
เมื่อมองสำรวจเธอจากภายนอก ก็พบว่า...
“มีแต่เืเปื้อนเสื้อ แต่ไม่เห็นจะมีาแตรงไหนเลย ทำไมถึงตายได้ล่ะ นี่เป็เืของเธอเองรึเปล่า” มันน่าสงสัย
หากที่ไม่ต้องสงสัยคือ ความงามอันโดนใจของเธอ “หรือว่าเธออาจจะยังไม่ตาย...แค่หลับไปเฉยๆ” ผมภาวนาอยากให้เป็เช่นนั้น จึงค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ใกล้ๆ ...ลองเอื้อมมือไปััท่อนแขนของเธอดู
ทันทีที่นิ้วแตะ ก็ต้องใผงะ! เพราะเนื้อของเธอ ‘แข็ง’ …ทื่อราวกับท่อนไม้ และยัง ‘เย็น’ …ชืดเหมือนก้อนหินที่ตากน้ำค้าง...ไร้ซึ่งไออุ่นแห่งชีวิต หาได้นิ่มนวลตามที่ผมคิดเอาไว้ไม่
“เธอตายแล้ว...”
จึงเอื้อมมือไปลูบเส้นผมอันนุ่มสลวยนั้นแทน ด้วยความเวทนา
มันรู้สึก...เย็น และลื่นมือ
“ตายเพราะอะไรกันนะ ดูแผลก็ไม่มี “แต่เอ๊ะ! นี่อะไร”
ผมเจอเกล็ดเืแห้งกลุ่มหนึ่งอยู่ตรงเส้นผมด้านซ้าย จึงประคองศีรษะของเธอขึ้นมาเล็กน้อย พลิกดูด้านหลัง แล้วก็ต้องผงะ ใจหาย “เฮ้ย!”
“โอ้โห...นี่ไง นึกว่าจะไม่มีแผลซะอีก ที่หลังศีรษะมีแผลแตกเบ้อเร่อเลย โธ่...น้องเอ๊ย...”
ผมก้มมองนิ้วน้อยๆ ที่น่าสงสารนั้น ฉับพลันเสียงจากที่ไหนสักแห่งของหัวใจก็เรียกร้องขึ้นมา ให้ะโไปบอกกลุ่มชายชุดดำว่า
“ท่านครับ! ผมเลือกร่างนี้...”
สิ้นเสียงเรียกไม่นาน กลุ่มผู้คุมกฏก็มาถึงตัว
คำแรกที่หัวหน้ากลุ่มย้อนถามคือ “ทำไมเ้าเลือกร่างผู้หญิงล่ะ หาร่างผู้ชายที่ดีๆ ไม่เจอรึ”
ผมก็แปลกใจตัวเองว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนี้ ทั้งที่ผมเองก็เป็ชายชาตรีทั้งแท่ง ไม่ได้เป็ตุ๊ดหรือเป็เกย์ คงเป็อารมณ์ศิลปินที่ไร้เหตุผลของผมกระมัง เลยไม่รู้จะตอบยังไง รู้เพียงว่า ‘ผมถูกใจ…ผมชอบร่างนี้’ หรือผมกำลังสับสนเข้าใจผิด ว่านี่ ‘ไม่ใช่การเลือกคู่นะ’
“ไม่ต้องรีบร้อน ยังพอมีเวลา ยังมีร่างชายหน้าตาดีให้เ้าเลือกอีกมาก”
‘เอาน่ะ แค่ชั่วคราวห้าวันไม่ใช่เหรอ?’ ผมทบทวนในใจ ถึงแม้จะมีร่างที่ดีกว่านี้ หรือจะมีสวยกว่านี้ก็ตามเถอะ แต่ผมกลับถูกชะตากับสาวน้อยนางนี้เสียแล้ว ผมอยากอยู่ใกล้ๆ ร่างนี้ไปนานๆ จึงกล่าวย้ำคำเดิม น้ำเสียงเข้มแข็ง “ไม่เป็ไรครับท่าน ผมชอบร่างนี้”
ลูกน้องคนหนึ่งจึงพูดเสริมขึ้นมา “เ้านี่ตาถึงจริงๆ นี่เป็ร่างของสาวบริสุทธิ์ด้วยนะ”
ผมยิ้มรับคำชมโดยไม่รู้ตัว
เพื่อไม่ให้เสียเวลา หัวหน้ากลุ่มจึงตัดบท “เอาล่ะๆ ยังไงก็ตาม มันก็เป็สิทธิ์ของเ้า แต่เื่นี้ห้ามแพร่งพรายบอกใครเป็อันขาด เพราะจะผิดกฎของนรกและ์ เ้าจะมีโทษหนักได้” กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
“เอ้า...อย่าช้า ขยับเข้ามาใกล้ๆ ข้าตรงนี้ซิ”
นี่เป็การคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่? แต่ใครจะรู้ว่า...นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ในชีวิตของผม
พอเดินเข้าไปใกล้ๆ มือของเขาก็มีแสงสีขาววาบออกมา แสงนั้นสว่างเจิดจ้าจนผมมองอะไรไม่เห็น แล้วสติของผมก็ค่อยๆ ดับวูบลงไป...