ตอนที่3
แรกพบสบตา
เสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนจนดังลั่น ซึ่งนับว่าโชคดีที่รถสามารถหยุดได้ทันท่วงทีแต่กลับส่งผลให้คนขับหน้าคะมำกระแทกกับพวงมาลัยรถยนต์ ส่วนอีกหนึ่งชีวิตที่เกือบถูกปลิดชีพก็ทำได้เพียงแต่ยืนอ้าปากค้างเพราะตกตะลึงกับเหตุการณ์ผ่านเพิ่งพ้นความตายมาหมาดๆอีกเพียงแค่เิเเดียวเท่านั้น ถ้าคนขับเบรกไม่ทัน ความตายคงจะมาเยือนเขาแน่ๆ
ส่วนคู่กรณีเปิดประตูก้าวลงมาจากรถอย่างหัวเสียและมุ่งตรงมาหาคนที่ยืนนิ่งราวกับหุ่น ร่างหญิงสาวสูงราวๆร้อยเจ็ดสิบเิเสวมแว่นกันแดดชาแนลสีดำ ผมสีแดงประกายน้ำตาลของเธอถูกบรรจงแต่งอย่างประณีตเรือนร่างเพรียวระหงอยู่ในชุดจั๊มสูทผ่าหลังสีน้ำเงินเข้มรัดรูปอวดสัดส่วนผู้หญิงในอุดมคติ ข้อเท้ากลมกลึงถูกซ่อนอยู่ในรองเท้าส้นสูงปรี๊ด
‘เฮ้ย สวยเป็บ้าเลยว่ะ’
ทันทีที่ได้เห็นหน้าคนขับรถคำพูดร้ายๆที่ตั้งใจต่อว่าอีกฝ่ายถูกกลืนเข้าไปในลำคอต้องยอมรับว่าเขายังไม่เคยเจอใครสวยเท่าเธอคนนี้มาก่อน โครงหน้ารูปไข่ตามพิมพ์นิยมดวงตากลมโตเป็ประกายเสริมกับแพรขนตางอนสวย คิ้วยาวโก่งดุจคันศรจมูกโด่งเข้ากับรูปหน้า หากจะถามว่าส่วนไหนที่น่ามองมากที่สุดก็คงไม่พ้นริมฝีปากเล็กรูปกระจับดูเย้ายวนชวนให้ัั
‘อา ให้ตายสิ ทำไมเราต้องอยากจูบเธอด้วย’
แต่แล้วเสน่ห์ที่ชวนน่ามองก็หายไปทันทีเมื่อเ้าของริมฝีปากเล็กทักทายกันด้วยประโยคแรกที่ตราตรึงใจ
“นี่อยากตายหรือยังไง ทำไมเดินไม่ดูรถบ้างฮะ”แพรววนิดตะคอกคู่กรณีอย่างเดือดดาลเพราะอยากจะด่าคนที่เดินนวยนาดคุยโทรศัพท์ราวกับเป็ไอรอนแมนมีเกาะเหล็กหุ้มตัวความโกรธทำให้เธอลืมไปว่าตัวเองเป็ฝ่ายผิด ให้ตายสิ เพิ่งกลับไทยมาเมื่อคืนจะให้มีเื่เลยหรือไง หรือว่าเมื่อเช้าก่อนออกจากโรงแรม เธอก้าวเท้าผิดข้างหรืออย่างไรกันนะเธอคิดอย่างหงุดหงิด
รัชยุทธ์กวาดตามองและพิจารณาคนตรงหน้าอีกครั้งความงดงามก่อนหน้านี้ถูกบดบังด้วยอคติ ผู้หญิงอะไรไม่มีดีเลยสักอย่างชุดที่เธอใส่ก็ดันหน้าอกจนแทบจะปิดไม่มิด แต่งหน้าก็เข้มจนเหมือนนางเอกลิเกคิดว่าที่นี่เป็งานวัดหรือไง คงถนัดแต่งตัวยั่วผู้ชายสิท่า ไร้สมองชะมัดเขาส่งเสียงเหอะก่อนตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าสวยพร้อมดันลิ้นที่กระพุ้งแก้มด้วยท่าทียียวน
“นายมีสิทธิ์อะไรมาจ้องมองฉันแบบนี้” แพรววนิดแหวใส่อย่างขุ่นเคืองเธอรู้สึกหัวเสียกับสายตาและริมฝีปากที่กำลังเหยียดหยันตรงหน้าคงไม่รู้สินะว่าเธอคือสาวสวยสุดมั่น มีดีกรีจบการศึกษาปริญญาตรีจากออสเตรเลียเลยนะอีกทั้งยังเป็ลูกสาวเ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้อีกด้วย ดวงตากลมโตพิจารณาคู่กรณีอีกครั้งเขาเป็ใครกัน กล้าดียังไงมาทำกิริยาแบบนี้กับเธอ นึกแล้วก็อยากจะเอาเล็บกรีดหน้าหล่อๆนั่นนัก
‘แต่เอ๊ะทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้จัง’
แพรววนิดพิจารณาใบหน้าของคนตรงหน้าอีกครั้ง
“เหอะ คิดหรือว่าผมอยากจะมองคุณก็แค่กำลังคิดว่าน่าสงสารพ่อแม่คุณที่เลี้ยงลูกสาวได้ไม่ดีนอกจากจะแต่งตัวยั่วยวนผู้ชายไปวันๆแล้ว ยังจะตายเร็วเพราะขับรถห่วยๆแบบนี้อีก”ไม่เพียงแต่ต่อว่าให้สำนึก ดวงตาคมยังมองอย่างตำหนิั้แ่เกิดมายังไม่เคยเจอใครนิสัยแย่เท่าหล่อนเลย ใครได้เป็เมียคงซวยไปทั้งชาติ
“กรี๊ด ไอ้บ้า แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาด่าฉัน”
คนถูกหักหน้าถลาเข้าไปจะเอาเื่ผู้ชายปากจัดที่ยืนด่ากันเป็ชุดๆเธอรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่แอบชื่นชมความหล่อร้ายสไตล์ดาราเกาหลี แม้ว่าต่อหน้าเธอจะทำเป็ไม่สนใจเขาก็ตามแต่นั่นก็เป็อาการกลบเกลื่อนเวลาเจอคนหล่อเท่านั้น แพรววนิดยอมรับว่าผู้ชายคนนี้จัดว่าอยู่ในขั้นเทพบุตรลงมาเกิดเพราะเขามีใบหน้าที่สวยและผิวพรรณก็เนียนละเอียดกว่าผู้หญิงบางคนด้วยซ้ำส่วนสูงและรูปร่างก็จัดว่าเพอร์เฟกต์เชียวแหละ แต่เธอขอหักคะแนนความปากจัด
“หยุดนะ อย่ามาทำกิริยาต่ำๆแบบนี้กับผมแล้วโปรดทำความเข้าใจใหม่ด้วยว่าผมไม่ได้ด่า แต่กำลังสอน สมองคุณคงประมวลผลช้าที่บ้านไม่เคยบอกเหรอว่าเวลาทำผิดให้ขอโทษ นี่อะไรมาทำเสียงแว้ดๆใส่คนอื่นหรือว่าพวกท่านสอน แต่สมองของคุณมีน้อยเลยไม่จำ” รัชยุทธ์พ่นวาจาเจ็บแสบตอกหน้าอีกฝ่ายพร้อมทั้งตวัดสายตาคมกริบปรามเ้าของร่างเล็กๆที่กำลังยกมือมาตบหน้าเขา
“กรี๊ด ไอ้บ้า” มือเล็กลดลงอัตโนมัติทันทีได้ยินคำต่อว่าจากอีกฝ่ายเมื่อทำร้ายเขาไม่ได้ คนถูกด่าจึงทำได้ย่ำเท้าตึงตังกรีดร้องอย่างขัดใจ ก่อนที่ผู้ชายปากร้ายขยิกตาโบกไม้โบกมือยียวนและหายลับไปในโซนที่มีบรรดารถยนต์พากันจอดเรียงราย
“ไม่เคยมีใครที่กวนประสาทฉันแล้วรอดไปได้สักคนฉันต้องรู้ให้ได้ว่านายเป็ใคร ศพไม่สวยแน่ ไอ้ผู้ชายปากปลาร้า”
แม่สาวแสบคาดโทษคนปากเสียอย่างเข่นเขี้ยวเขาคิดว่าด่ากันขนาดนี้ เธอจะปล่อยไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ
‘ไม่มีทาง’
แม่สาวแสบกวาดตามองไปรอบๆลานจอดรถก่อนสะดุดตาตรงป้ายที่เขียนว่า ‘ที่จอดรถสำหรับแพทย์’ รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นที่ริมฝีปากเล็กเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ เพราะรู้แล้วว่าจะไปตามล่าหาคนปากหมาได้ที่ไหน จ้าวแห่งนกอย่างเธอนอกจากจะนกจากผู้ชายเป็อาชีพแล้ว ยังมีนิสัยจิกเหยื่อไม่ปล่อยดั่งพญาอินทรีใครก็ตามที่กล้าทำให้คนอย่างแพรววนิดไม่พอใจ ไม่เคยรอดมือไปได้สักคนดวงตากลมโตมองไปที่ป้ายนั้นอย่างมุ่งมั่น ก่อนเลื่อนต่ำลงมาจนเห็นวัตถุสีดำตกอยู่ไม่ไกลนัก
‘เอ๊ะ! กระเป๋าสตางค์ของใครมาทำตกไว้’
แพรววนิดหยิบมันขึ้นมาดูจึงรู้ว่าเ้าของกระเป๋าใบนี้คือผู้ชายปากร้ายเมื่อสักครู่นี้เอง
“นายเสร็จฉันแน่”
เ้าของฉายานกอินทรียืดอกเท้าเอวและเชิดหน้าขึ้นเพราะภูมิใจในแผนการชั่วร้ายของตัวเอง คอยดูต่อไปเถอะ เดี๋ยวเขาก็จะรู้ว่าสาวแสบอย่างแพรววนิดจะทำอะไรได้บ้าง
ปี๊น ปี๊น ปี๊นนนน
“จะบีบแตรอะไรนักหนาวะ เกิดมาไม่เคยบีบหรือไงน่ะ…นาย” เพราะเสียงก่อกวนไร้มารยาทดังขึ้นจากด้านหลังทำให้แพรววนิดสะดุ้งใเธอจึงหันหน้ามาตั้งใจสวดภาณั์ให้สักหนึ่งบท แต่ก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อคนคนนั้นคือผู้ชายปากหมาที่เธอมีเื่ไปหยกๆ
“นี่แม่คุณ จะยืนเก๊กเป็นางแบบอีกนานไหมนี่มันโรงพยาบาลนะ ไม่ใช่แคทวอร์กแล้วก็กรุณาอ่านป้ายด้วยนะครับว่าชั้นนี้เป็ที่จอดรถสำหรับแพทย์อ่านหนังสือไม่ออกหรือยังไง ยายสมองกลวง” รัชยุทธ์ก็เปิดฉากจิกกัดคู่กรณีอีกครั้งก่อนชี้ไปที่ป้ายขนาดใหญ่พลางยักคิ้วให้อย่างยียวน
เธอกำมือเข้าหากันแน่นร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มยั่วโทสะก่อนจะเลื่อนกระจกขึ้นและขับรถออกไปอย่างสบายอารมณ์ทิ้งให้ร่างเล็กยืนะโก่นด่าเป็บ้าเป็หลัง
“ไอ้บ้า จะไปตายที่ไหนก็ไป”
หลังจากหัวเสียกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ แพรววนิดก็พยายามปรับอารมณ์ให้เป็ปรกติและขับรถไปจอดชั้นสำหรับผู้บริหารซึ่งอยู่ถัดไปอีกหนึ่งชั้นดวงตาคู่สวยมองบริเวณลานจอดรถที่เต็มไปด้วยป้ายชื่อและตำแหน่งของแต่ละคน
“แล้วอย่างนี้จะจอดตรงไหนดีล่ะเนี่ย” หากแต่สายตากลับสะดุดตรงชื่อหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็อย่างดี ‘อลิชา วรจักรเกรียงไกร’
“แม่เ้าโว้ยยายน้ำเน่าได้เป็ผู้บริหารกับเขาด้วยเหรอวะ ตำแหน่งอะไรก็ไม่เขียนเป็ผู้บริหารฝ่ายไหนวะเนี่ย เออเว้ย พอร์ซรุ่นใหม่ซะด้วย คุณพ่อคงจะหลงหลานสาวคนนี้มากจริงๆ”
แพรววนิดยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อนึกถึงหน้าลูกพี่ลูกน้อง ผู้เป็คู่แค้นกันมาั้แ่ยังเด็กอลิชาเป็คนที่ทำให้เธอกับบิดาต้องทะเลาะกันจนเธอต้องหนีออกจากบ้านไปตกระกำลำบากอยู่หลายปีโดยที่ไม่ได้รบกวนให้บิดาส่งเสียค่าเล่าเรียนและไม่ได้กลับบ้านอีกเลย เงินค่าเทอมก็ล้วนเป็คุณยายส่งเสียทั้งสิ้นส่วนค่าครองชีพนั้นเธอต้องดิ้นรนไปทำงานพาร์ทไทม์เพื่อเอามาเป็ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่นๆเอง
นับว่ายังโชคดีที่เกรดเฉลี่ยปริญญาตรียังอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้ได้รับทุนการศึกษาบางส่วนจึงประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง แพรววนิดไม่เคยท้อต่อชะตาชีวิตเธอหาอาชีพเสริมอย่างการเขียนโปรแกรมให้ตามบริษัทต่างๆทั้งที่ไทยและต่างประเทศจึงสามารถเอาตัวรอดมาจนจบปริญญาตรีเพราะลำพังแค่ทำงานร้านอาหารคงไม่พอต่อการดำรงชีพ
ด้วยความโกรธและเสียใจที่บิดาเห็นคนอื่นดีกว่าลูกตัวเองแพรววนิดจึงตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวฝั่งบิดาทุกคนแม้กระทั่งพี่ชายตัวเองเมื่อเืในอกไม่สำคัญเท่าคนอื่น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลับมาและหากไม่ใช่เพราะคุณยายเรียกตัวกลับ เธอคงไม่มาเหยียบที่นี่หรอก
ริมฝีปากเล็กยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์เมื่อนึกอะไรดีๆขึ้นมาได้ ไอ้ที่ว่าดีคือดีต่อเธอ แต่สร้างความลำบากให้คู่ปรับเก่า
“เธอเสร็จฉันแน่ ยายน้ำเน่า เอ๊ะ!มีชื่อของคุณลุงด้วยเหรอเนี่ย ดีเลย ฉันจะได้แก้แค้นทั้งพ่อทั้งลูกพร้อมกัน”ว่าแล้วก็เคลื่อนรถไปจอดขวางหน้ารถของสองพ่อลูกและตั้งใจว่าขากลับจะเรียกแท็กซี่มารับ
“จอดรถเช่าทิ้งไว้พรุ่งนี้ค่อยเรียกบริษัทมารับคืนแล้วกันนะ สาแก่ใจอีพริ้นท์ยิ่งนัก เอ้อ!เกือบลืมใส่เบรกมือเลย ยายน้ำเน่าเอ๊ย คืนนี้ก็นอนเฝ้าลานจอดรถไปก่อนนะ บาย”
แม่สาวแสบแลบลิ้นปลิ้นตาพร้อมโบกมือลาใส่รถของสองพ่อลูกราวกับว่ามันคือใบหน้าของพวกเขาก่อนลากกระเป๋าเดินทางสองใบที่เพิ่งเอาลงจากรถและหยิบกระเป๋าเป้มาสะพายไว้ด้านหลัง เ้าของริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงว่าวันนี้คงจะมีเสียงสัมภเวสีกรีดร้องดังทั่วลานจอดรถแน่ๆน่าเสียดายที่เธออดเห็นภาพนั้น
หลังจากลากสัมภาระของตัวเองไปที่ลิฟต์ได้สำเร็จนิ้วเล็กๆก็กดไปที่ชั้นสูงสุดซึ่งเป็ชั้นของผู้บริหาร แต่เมื่อกดลงไปแล้วไฟที่ปุ่มกดลิฟต์กลับไม่ติดและยังนิ่งอยู่ที่เดิมก่อนที่แพรววนิดจะถึงบางอ้อต้องใช้คีย์การ์ดมาแตะเพื่อกดไปยังชั้นที่้าเธอรีบกดลงไปชั้นล่างเพื่อติดต่อประชาสัมพันธ์ให้พี่ชายของตัวเองลงมารับ
ทันทีที่ร่างหญิงสาวในชุดเซ็กซี่ก้าวออกจากลิฟต์เธอก็ถูกจับตามองจากผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็เ้าหน้าที่ ผู้ป่วยหรือญาติๆของผู้ป่วยเอง
“นี่เ้าหล่อนคิดว่ามาท่องเที่ยวอยู่ยุโรปหรือยังไงถึงได้แบกกระเป๋ามาโรงพยาบาลด้วยใบเบ้อเร่อนั่น ทั้งยังแต่งตัวยังกับมาเดินแบบดู๊ดู ในที่ร่มแบบนี้ยังจะสวมแว่นตาดำอีก”
เสียงซุบซิบนินทาที่กำลังวิจารณ์ต่อเสื้อผ้าและกระเป๋าพะรุงพะรังนั้นไม่ได้ทำให้ความมั่นหน้าของแพรววนิดลดน้อยลง เพราะที่นี่เป็โรงพยาบาลของบิดาเธอมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ เธอยักไหล่ใส่พวกเขาอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเดินตรงไปที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการรับโทรศัพท์สาวแสบรอจนอีกฝ่ายคุยธุระจนเสร็จจึงเข้าไปทัก
“สวัสดีค่ะ โรงพยาบาลวรจักร ยินดีต้อนรับวันนี้มาติดต่อเื่อะไรคะ” สาวสวยประชาสัมพันธ์ทักทายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็กันเองโดยไม่ได้สนใจกับการแต่งตัวของลูกค้าเหมือนคนอื่นๆ เธอปฏิบัติตัวดีกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
“สวัสดีค่ะ ดิฉัน้าติดต่อคุณหมอพบกรัณย์วรจักรเกรียงไกรค่ะ” แพรววนิดตอบกลับด้วยยิ้มหวานเหมือนกับอีกฝ่าย
“อ๋อ ท่านรองผู้อำนวยการได้นัดท่านไว้หรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ”
“คุณชื่ออะไรคะ ดิฉันจะได้แจ้งทางให้ท่านทราบ”
สาวประชาสัมพันธ์หยิบปากกาและกระดาษโน้ตขึ้นมาจดชื่อ
“บอกเขาว่าฉันชื่อแพรววนิด วรจักรเกรียงไกรมาขอพบค่ะ”
“คะ…คุณเป็ลูกสาวของท่านปฐวีเหรอคะ” เ้าหน้าที่สาวถามเสียงสั่น เพราะกิตติศัพท์ของคนตรงหน้าเป็ที่เลื่องชื่อในความแสบสันถึงขึ้นทำร้ายร่างกายคนคนหนึ่งจนแขนหัก และยังจะมีข่าวหนีตามผู้ชายอีกด้วย
“ใช่ค่ะ ตัวจริงเสียงจริง จะเอาบัตรประชาชนไปดูก็ได้นะคะ”แพรววนิดถอดแว่นดำออกพร้อมกับล้วงมือไปหยิบบัตรประชาชนในกระเป๋าสตางค์
“ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะรีบติดต่อท่านรองให้นะคะ”ว่าแล้วสาวประชาสัมพันธ์ก็รีบต่อสายตรงไปที่เลขาหน้าห้องรองผู้อำนวยการเมื่อคุยได้สักพัก เธอจึงแจ้งว่า “ทางเลขาแจ้งว่าท่านเพิ่งกลับไปเมื่อสักครู่ค่ะท่านติดผ่าตัดทั้งคืน เพิ่งจะเลิกเมื่อสิบโมงกว่านี่เอง”
“งั้นไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ”
“เดี๋ยวค่ะ แต่ท่านผู้อำนวยการอยู่นะคะกำลังเดินตรวจความเรียบร้อย คิดว่าอีกสักพักคงเสร็จ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ไม่รบกวนดีกว่าดิฉันคงกลับไปเจอทุกคนที่บ้านจะสะดวกกว่า” แพรววนิดแค่นยิ้มพยายามเก็บอารมณ์ขุ่นมัวไว้ในใจเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงคนที่ทำร้ายจิตใจเธออย่างเืเย็น
“เอาอย่างนั้นเหรอคะอย่างนั้นดิฉันจะเรียกแท็กซี่ให้นะคะ” สาวประชาสัมพันธ์หยิบโทรศัพท์เพื่อกดแอปพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ให้ลูกสาวเ้านาย
“ยายหนู…” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังทำให้เ้าของใบหน้าหวานยืนนิ่งแทบหยุดหายใจ เพราะจำเ้าของเสียงนี้ได้ดี
“ฮายยยย แด๊ดดี้ ฮาว อาร์ ยู” เมื่อปรับสีหน้าให้เป็ปกติได้แล้ว เธอจึงหันไปเผชิญหน้ากับบิดาอีกทั้งแกล้งดัดเสียงทักทายเล่นใหญ่รัชดาลัยให้ท่านอับอายเล่นแพรววนิดโผเข้ากอดและหอมแก้มชายวัยกลางคนโดยไม่แคร์สายตาๆคู่ที่จ้องมองอยู่
“ยายหนู หนูกลับมาหาพ่อแล้วจริงๆ เป็อย่างไรบ้างลูกแล้วทำไมถึงไม่โทรบอกกันก่อน พ่อจะได้ให้คนไปรับ”
พอได้รับโทรศัพท์จากเลขาของลูกชายเขาก็ตรงมาที่นี่ทันที แม้จะแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงของลูกสาวแต่เพราะความดีใจที่มีมากกว่า ทำให้ปฐวีลืมทุกสิ่งทุกอย่างชายวัยกลางยกมือขึ้นหมายจะลูบใบหน้าของแก้วตาดวงใจหากแต่เ้าตัวกลับเบี่ยงตัวหลบพร้อมทั้งถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“อุ๊บส์!พริ้นท์คงไม่กล้ารบกวนเวลาอันมีค่าของท่านผู้อำนวยการใหญ่ขนาดนั้นหรอกค่ะคุณพ่อทำงานอยู่ไม่ใช่เหรอคะ พริ้นท์ไม่รบกวนดีกว่า กู๊ดบาย ซี ยู ค่ะทุกคน”แพรววนิดบอก พร้อมกันไปโบกมือให้กับสาวประชาสัมพันธ์และพนักงานคนอื่นที่อยู่ด้านหลังบิดา
“เดี๋ยวสิลูก พ่อตรวจงานเสร็จพอดี เดี๋ยวไปกินข้าวกันนะลูก”
“กินจากที่โรงแรมมาแล้วค่ะ ที่มาโรงพยาบาลก็เพราะจะมาเซอร์ไพส์พี่พลัสแต่เห็นทางคุณประชาสัมพันธ์แจ้งว่ากลับบ้านไปแล้ว”
“เมื่อคืนพี่เขาติดผ่าตัดทั้งคืนน่ะลูก”
“ทราบแล้วค่ะ เธอคนนี้บอกพริ้นท์แล้ว” แพรววนิดมองไปหาคนที่กำลังยิ้มแห้งเพราะรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่คุกรุ่นระหว่างเธอและบิดา
“ยายหนู…ยังโกรธพ่ออยู่ใช่ไหม” แม้จะรู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่ปฐวีก็ไม่อาจทนเฉยต่อกิริยาที่เปลี่ยนไปของลูกสาวได้เพราะมันเลวร้ายกว่าตอนที่เขาหย่ากับภรรยาเสียอีก แม้ว่าเมื่อก่อนแพรววนิดจะทำตัวเกเรเรียกร้องความสนใจด้วยการมีเื่ชกต่อยกับเพื่อนผู้ชายจนขึ้นโรงพักหลายๆครั้งและเกือบโดนไล่ออกจากโรงเรียน แต่ความสัมพันธ์ในตอนนั้นก็ยังไม่ห่างเหินเท่าวันนี้
“โอ๊ย พริ้นท์ไม่บังอาจกล้าโกรธท่านปฐวีวรจักรเกรียงไกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลั์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหรอกค่ะเดี๋ยวจะโดนตบเอาอีก” วูบหนึ่งดวงตาคู่สวยประกายแสงกร้าวแสดงออกถึงความโกรธและน้อยใจในตัวบิดา
“ยายหนู…” ปฐวีครางเสียงแ่เรี่ยวแรงที่ขาก็หายไปเสียดื้อๆ ร่างกายเซจนเกือบจะหงายหลังยังดีที่หมออีกคนที่ติดตามไปตรวจด้วยกันรับร่างท่านไว้ได้ทัน เขารู้สึกผิดที่ทำให้ลูกสาวเสียใจแม้ว่าใจอยากจะเข้าไปกอดปลอบขวัญ แต่ก็ละอายใจกับการกระทำในอดีตของตัวเอง
“พริ้นท์ลานะคะ พอดีจะไปหาเพื่อนแล้วก็แจ้งให้คุณพ่อทราบว่ามะรืนนี้พริ้นท์จะไปหาคุณยายที่เชียงรายอันนี้เป็ประโยคบอกเล่า ไม่ได้ขออนุญาตนะคะ” คนที่คิดว่าพ่อไม่รักรีบตัดบทแม้จะใกับอาการของบิดาเมื่อสักครู่แต่ด้วยทิฐิที่มีทำให้ขาเ้ากรรมไม่ยอมก้าวเข้าไปหาทั้งที่แทบจะถลาเข้าไปหาตอนที่ท่านเซเกือบหงายหลังแล้ว
ใช่เธอต้องรีบไปจากที่นี่ ก่อนที่จะหลุดความอ่อนแอให้บิดาเห็นแล้วหัวเราะเยาะกัน
“เอาไว้กลับบ้านแล้ว เราค่อยคุยกันก็ได้อย่าเพิ่งไปไหนนะลูก เดี๋ยวพ่อมา” ปฐวีบอกคนที่กำลังเดินไปที่ประตูทำให้อีกฝ่ายต้องหันหน้ากลับมาอย่างเสียไม่ได้ ชายวัยกลางคนเดินหายไปสักพักก่อนกลับมาพร้อมธนบัตรสีเทาจำนวนหนึ่ง
“ให้พริ้นท์ทำไมคะ” แพรววนิดถามอย่างสงสัยเมื่อบิดายื่นเงินทั้งหมดส่งให้ เธอแอบค่อนขอดในใจว่าเขาควรจะเอาไปให้อลิชาหลานสาวสุดที่รักสิถึงจะถูก
“หนูเอาไปเท่านี้ก่อนนะลูก แล้วเดี๋ยวเลิกงานพ่อจะไปกดเงินมาให้ใหม่”ผู้อำนวยการใหญ่เอื้อมไปจับมือลูกสาว ก่อนจะวางเงินทั้งหมดลง
“ไม่ต้องมาให้พริ้นท์หรอกค่ะ เก็บไว้ให้น้ำมนต์หลานรักของคุณพ่อดีกว่า พริ้นท์อยู่ออสเตรเลียมาสี่ปีเต็มๆโดยไม่ได้ใช้เงินของคุณพ่อสักบาทยังอยู่มาได้เลย” เสียงที่พูดออกมานั้นแฝงไปด้วยความน้อยใจก่อนที่เ้าตัวจะส่งเงินคืนบิดาทั้งหมด
“โธ่ ลูก… เอาเงินไปใช้นะลูกหนูอยากได้อะไรก็ซื้อเลย เดี๋ยวพ่อจะรีบทำบัตรเครดิตให้ใหม่ ถือเป็ของขวัญเรียนจบ”ปฐวีพยายามเอาอกเอาใจด้วยหวังว่าบุตรสาวจะให้อภัยกับสิ่งที่เขาทำพลาดลงไปในอดีต แม้ว่าจะช่วยไม่ได้มากก็ตาม
“ของขวัญเรียนจบเงินแค่แสนสองแสนคงจะน้อยเกินไปพริ้นท์ขอเป็รถเปิดประทุนแบบสี่ที่นั่งสักคัน ขอแบบรุ่นใหม่และราคาแพงที่สุดนะคะเอาราคาสักสามสิบล้านขึ้นจะได้ไม่น้อยหน้าว่าเป็ลูกสาวของผู้อำนวยการโรงพยาบาลวรจักร”
แพรววนิดยิ้มเยาะในใจไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี บิดาของเธอก็ยังทำนิสัยเดิมๆ คือใช้เงินแก้ปัญหา ก็ดีในเมื่อเล่นไม้นี้มา เธอก็จะใช้ ใช้ และใช้เงินซื้อความสุขคืนบ้างให้สมกับที่ไปลำบากที่ออสเตรเลียอยู่หลายปี กับอีแค่รถราคาไม่กี่สิบล้านระดับท่านปฐวี คงมีจ่ายได้สบายอยู่แล้ว เธอแสยะยิ้มเมื่อคิดวิธีที่เอาคืนบิดาได้
“ได้สิลูก พ่อจะให้คนเอามาให้หนูวันพรุ่งนี้เลย”ปฐวีรีบรับคำ อะไรที่เป็ความสุขและความ้าของลูกเขาก็จะหามาให้ จะแพงแค่ไหน ถ้ามันทำช่วยให้ลูกสาวหายโกรธและเกลียดกันบ้าง
“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้งเป็เวลาเดียวกับที่รถแท็กที่มารับพอดี ปฐวีให้เ้าหน้าที่ผู้ชายช่วยขนของขึ้นรถเมื่อส่งแพรววนิดกลับบ้านแล้ว ผู้อำนวยการใหญ่ก็เดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
คล้อยหลังเ้านายทั้งสองกลุ่มเ้าหน้าที่บางส่วนก็ตั้งวงซุบซิบถึงการปรากฏตัวของหญิงสาวผู้สร้างตำนานเลื่องชื่อตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ว่างเว้นเมื่อหลายปีก่อน
“นี่ไง ลูกสาวท่านผู้อำนวยการที่มีข่าวว่าหนีตามผู้ชายไปเมืองนอกและยังก่อเื่ไม่เว้นแต่ละวันจนครอบครัวเอือมระอา นี่คงจะถูกผัวทิ้งถึงได้ซมซานกลับมา น่าสงสารท่านปฐวีจริงๆ”
รถแท็กซี่เทียบจอดบริเวณหน้ารั้วบ้านสีขาวหลังใหญ่ คนขับรถลงไปกดกริ่งและรอให้คนมาเปิดประตู ‘อรณี’ สาวใช้วัยห้าสิบคุมคนงานผู้ชายตัดแต่งต้นไม้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเธอชะโงกคอมองพลางคิดสงสัยว่าใครกันนะมาเวลานี้เ้านายทั้งสองก็ไม่อยู่บ้านเสียด้วย
หญิงวัยกลางคนรีบเดินไปที่ประตูรั้วเพื่อสอบถามคนขับรถ หากแต่บุคคลที่เพิ่งก้าวลงจากรถ สาวใช้วัยกลางคนยืนตะลึงรอยยิ้มกว้างผุดขึ้นที่ริมฝีปากอย่างกลั้นไม่อยู่เธอจำได้ดีว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคือใคร
‘คุณหนูน้อยของเธอกลับมาแล้ว’
“สวัสดีค่ะน้านิ่ม จ้องพริ้นท์ไม่วางตาแบบนี้ตะลึงในความสวยใช่ไหมคะ” แพรววนิดหยอกพี่เลี้ยงคนสนิทที่ดูแลเธอั้แ่เล็กจนโต
“คุณหนูของน้านิ่มกลับมาแล้วนี่น้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” อรณีวิ่งเข้าไปกอดเ้านายสาวด้วยความคิดถึงสาวใช้วัยกลางคนผงกหัวขึ้นลงอย่างไม่เชื่อสายตา กลัวว่านี่จะเป็เพียงแค่ความฝันมือสากๆยกขึ้นลูบใบหน้านวลด้วยความรัก
“ไม่ได้ฝันค่ะ นี่พริ้นท์ แพรววนิดคนเดิม เพิ่มเติมคือสวยขึ้นพี่คะ รบกวนเข้าไปจอดข้างในเลยนะคะ เดี๋ยวหนูจะเดินตามไป” หญิงสาวบอกคนขับรถแท็กซี่ก่อนเดินกอดเอวพี่เลี้ยงเข้าไปในบ้าน
อรณีะโเรียกพวกคนงานผู้ชายมาช่วยกันขนกระเป๋าทั้งหมดไปไว้บนห้องของเ้านายสาวส่วนแพรววนิดควักเงินจ่ายค่าโดยสารด้วยแบงก์พัน พร้อมทั้งบอกว่าไม่ต้องทอนเธอจะเสียดายเงินพวกนี้ไปทำไม ในมันเป็เงินของบิดาซึ่งท่านพูดเองว่าอยากใช้เท่าไหร่ ก็จะหามาให้ ดีล่ะ ได้บัตรเครดิตมาเมื่อไหร่จะรูดให้หมด ริมฝีปากเล็กยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์
“แล้วนี่คุณหนูเจอคุณท่านหรือยังคะ” คำถามที่สะกิดใจทำให้คนที่กำลังเดินสำรวจบ้านชะงักฝีเท้าก่อนจะหันมาตอบอรณีอย่างเสียไม่ได้
“เจอคุณพ่อแล้วค่ะ แต่ยังไม่เจอคุณพี่ตัวแสบค่ะนี่พี่พลัสอยู่บ้านหรือเปล่าคะ เห็นคุณพ่อบอกว่ากลับบ้านแล้ว” คนที่เธออยากเจอมากที่สุดตอนนี้คือพบกรัณย์ พี่ชายคนโตที่สนิทกันมาก
“น่าจะอยู่คอนโดค่ะ ปกติคุณพลัสไม่ค่อยกลับมานอนที่บ้านคุณหนูจะไปหาที่คอนโดก็ได้นะคะ อยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาล”
“ตอนนี้พี่พลัสคงหลับอยู่ เอาไว้ค่อยไปหาพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นพริ้นท์ขอตัวไปจัดของก่อนนะคะ”
“ได้เลยค่ะคุณหนู” หญิงวัยกลางคนมองเ้านายสาวอย่างเทิดทูน
ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดไปยังห้องของตัวเองแพรวนนิดก็นึกถึงคำพูดของอรณี ในขณะที่เดินเข้าบ้านมาด้วยกัน
“ตอนคุณหนูหนีออกจากบ้านคุณท่านสั่งให้คนตามหาแทบพลิกแผ่นดิน คุณพลัสเองก็ไม่เป็อันเรียนไม่ยอมไปสอบจนเกือบโดนไล่ออก ทุกคนเป็ห่วงคุณหนูมาก เพราะโทรศัพท์หรือกระเป๋าเงินก็ไม่ได้เอาไปทำไมทำแบบนี้คะคุณหนู ทำไมไม่ติดต่อกลับมาให้น้าชื่นใจบ้างรู้ไหมว่าคุณท่านเสียใจมากแค่ไหน ท่านโทษแต่ว่าเป็ความผิดของตัวเอง”
‘ไม่จริง’
เธอไม่เชื่อเื่แต่งนี้หรอกคนอย่างเขาน่ะหรือ จะคิดถึงลูกที่ท่านประกาศว่าเด็กเหลือขอ ไม่มีหัวคิดและยังประกาศว่าจะหยุดส่งเสียค่าเล่าเรียนที่ออสเตรเลีย ให้กลับมาอยู่เมืองไทยถาวรเพราะเรียนสูงไปก็เท่านั้น การศึกษาไม่ได้พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น
เมื่อคิดถึงจุดนี้คนเป็ลูกชังก็เหยียดยิ้มเยาะหยันความเ็ปและที่ถูกบิดาบังเกิดเกล้าตบหน้าปกป้องยายลูกพี่ลูกน้องแพศยานั่น ทำให้เธอยากจะเชื่อคำพูดของอรนีแพรววนิดยังจำได้ดีว่าสายตาที่ทุกคนในโรงพยาบาลมองเธอในตอนนั้นเป็อย่างไร
“แม่ขา หนูกลับมาแล้วนะคะแม่อยู่ตรงนั้นคิดถึงหนูบ้างหรือเปล่า” เ้าของใบหน้าหวานพูดกับรูปถ่ายที่มีผู้หญิงหน้าตาละม้ายคล้ายกันดวงตากลมโตมองคนบนฟ้าอย่างความอาวรณ์ สิบปีแล้วที่โชคชะตาพรากมารดาไปอย่างไม่มีวันกลับ