หลังจากที่หยางเวิ่นกวงได้ปรนเปรอสวาทราคะให้กับไทเฮาชุนอี้คนงามอย่างสาสม มันก็ได้กลับมานอนพักที่ห้องของตนเองอย่างมีความสุข จนกระทั่งถึงรุ่งสายของวันต่อมา ยามนั้นเวิ่นกวงก็ได้ออกมาเดินยืดเส้น พร้อมกับครุ่นคิดอะไรไปเรื่อย ๆ และในตอนนั้นเองมันก็ได้พบเข้ากับ สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าสีฟ้าอันงดงามซึ่งกำลังเดินผ่านมาพอดี
ดวงตาของหยางเวิ่นกวงเปล่งประกายแวบวับ พร้อมกับปรากฏรอยยิ้มสว่างสดใสขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่มันจะเอ่ยทักนางออกไป "กุ้ยอิง เจ้าก็ออกมาเดินเล่นเหมือนกันรึ? เช่นนั้นพวกเราไป…"
แต่ยังมิทัน ที่เวิ่นกวงจะกล่าวจบ มู่กุ้ยอิง ก็เดินผ่านมันไปอย่างหน้าตาเฉย ราวกับเวิ่นกวงเป็นอากาศธาตุก็ไม่ปาน นั้นทำให้เวิ่นกวงรู้ประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันขมวดมุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินตามนางไปเพื่อถามว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ไม่ว่าเวิ่นกวงจะเรียกกุ้ยอิงให้หยุดเดินกี่ครั้ง หรือจะถามว่านางเป็นอะไรนับสิบรอบ กุ้ยอิงก็มิได้ปริปากบอก แถมยังพยายามเดินหนีอีกด้วย
เมื่อเวิ่นกวงเห็นนั่นแหละอิงแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ มันก็สามารถเดาได้ไม่ยาก ว่าในยามนี้นางกำลังโกรธ หรือ งอนอยู่เป็นแน่ เจ้าเวิ่นกวงจึงงัดลูกไม้เดิม ๆ ที่ชอบใช้ประจำ และได้ผลเสมอออกมา นั้นก็คือ..การกล่าวขอโทษ และง้อไปเรื่อย ๆ จะยี่สิบครั้ง หรือเป็นร้อยครั้งมันก็ต้องทำ
ที่น่าขันก็คือ หากเป็นเมื่อสมัยก่อน เมื่อเวิ่นกวงทำผิด มันก็แค่กล่าวขอโทษมารดา และง้ออยู่ไม่นาน นางก็หายโกรธ ทว่า...ยามนี้มิรู้ว่าเกิดวิปริตผิดเพศอันใด หรือเป็นเพราะกุ้ยอิงความจำเสื่อมอยู่กันแน่ เวิ่นกวงจึงต้องมานั่งง้อนางอยู่เป็นนานโข ราวกับทั้งสองเป็นคู่รักที่ทะเลาะกัน เวิ่นกวงเองก็รู้ตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องทำเพราะอยากรู้ว่ามารดาของมันโกรธเคืองเรื่องใดกันแน่
ทว่า…ลูกไม้ของเวิ่นกวงในครั้งนี้ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผล กุ้ยอิงนั้นไม่หายโกรธ แถมไม่ยอมมองหน้ามันแม้แต่น้อย เวิ่นกวงก็เลยต้องตัดใจยอมแพ้ และต้องทำใจปล่อยให้กุ้ยอิงหายโกรธเอง สืบเนื่องด้วยความทุกข์ใจในครั้งนี้เวิ่นกวงจึงต้องแอบกลับไปหาไทเฮาชุนอี้อีกครั้งยามค่ำคืน เพื่อจะระบายความเงี่ยน เอ๊ย! ความอัดอัดใส่นางไปอีกหลายน้ำ จนเหน็ดเหนื่อย
หลังจากนั้น.....เวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน กุ้ยอิงยังคงไม่ยอมพูด หรือมองหน้ามันเช่นเดิม เวิ่นกวงเองก็ทุกข์ใจ มาก เพราะไม่รู้ว่าตนทำอันใดผิด สุดท้ายมันก็ทุกข์ใจมากจึงต้องกลับไปหาไทเฮาชุนอี้อีกครั้งเพื่อระบายน้ำแห่งความอึดอัดออก แต่ทว่า…ครานี้มันกลับต้องทุกข์หนักกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อได้รับข่าวร้ายบางอย่างจากไทเฮาชุนอี้
"ฝ่าบาททรงรับสั่งว่าอย่างไรนะ พ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้ชะลอ เรื่องการรื้อคดีสกุลหยางไว้ก่อนกระนั้นรึ…?"
"ใช่แล้วเวิ่นกวง ดูเหมือน จู่ ๆ พระองค์จะเกิดความลังเลพระทัยบางอย่าง ซึ่งข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะสาเหตุใด"
เมื่อหยางเวิ่นกวงได้ฟังเช่นนั้น ความหวัง และความฝันของมันจะกอบกู้ชื่อเสียงของสกุลหยางก็พลันมืดดับลงไม่ต่างจากแสงของดวงตกบนท้องฟ้า ความรู้สึกในกามอารมณ์ก่อนนี้ก็พลันมลายหายสิ้น ยามนี้มันมิรู้เลยว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่ ทั้งกับมารดาของมัน และเรื่องงานใหญ่ที่ตั้งใจจะทำทุกอย่างติดขัดไปหมด..
ซึ่งเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้ฮ่องเต้เกิดความลังเลใจพระทัยในการริ้อฟื้นคดีสกุลหยางนั้น ก็มิได้มีสาเหตุมาจากใครอื่น ฮองเฮาจื่อหลาน บุตรสาวของไทเฮาชุนอี้นั้นเอง
เหตุผลนั้นช่างแสนง่ายดาย เพราะจื่อหลานเกิดความโกรธแค้นใจที่ เวิ่นกวง แอบมามีอะไรกับมารดาของตนเองบ่อยครั้ง ทั้ง ๆ ที่เวิ่นกวงควรจะแอบไปหานางบ้าง จื่อหลานจึงไปกราบทูลให้ฮ่องเต้ให้ระงับเรื่องคดีสกุลหยางไว้ก่อนอย่างไม่มีกำหนดนั้นเอง...
เมื่อเวิ่นกวงอับจนหนทางในการกอบกู้สกุลหยาง การอยู่ในวังหลวงเพื่อเสพสุขก็ไร้ความหมายอีกต่อไป แถมมารดาของมันยังไม่ยอมพูดด้วยอีก เวิ่นกวงจึงคิดที่จะทูลลาไทเฮาชุนอี้ และออกเดินทางท่องยุทธภพต่อ นางเองก็เสียพระทัยไม่น้อยเช่นกัน แต่ก็มิอาจรั้ง หยางเวิ่นกวงไว้ได้ ไทเฮาชุนอี้จึงทำได้เพียงแค่อวยพรให้เวิ่นกวงโชคดี แต่นางก็มีแอบกระซิบเบา ๆ กับมันด้วยว่า ให้เวิ่นกวงแอบมาหานางบ้างในบางค่ำคืน ซึ่งเวิ่นกวงก็ยินดีเป็นอย่างมาก..
จากนั้นหยาง เวิ่นกวงจึงเก็บข้าว เก็บของ และลอบใช้วิชาตัวเบาออกมานอกวังอย่างเงียบ ๆ แถมไม่คิดจะบอกกล่าวกับกุ้ยอิงสักคำ ไม่สิ เวิ่นกวงคิดว่า ถึงบอกไปนางก็คงไม่สนใจอยู่ดี…
และพอหลังจากที่เวิ่นกวงออกมาจากวังหลวงได้ไม่นาน จู่ ๆ ก็ได้มีสตรีนางหนึ่งพุ่งทะยานมาจากบนท้องฟ้าก่อนจะกระโดดมาดักหน้าของมันเอาไว้ ซึ่งนางก็มิใช่ใครอื่น มู่กุ้ยอิงนั้นเอง...เวิ่นกวงถึงกับตกตะลึงเป็นอย่างมาก
"ทะ…ท่าน….มาได้เยี่ยงไร ข้านึกว่าท่าน…"
"นึกว่าข้านอนหลับเหมือนเช่นทุกครั้ง แล้วเจ้าก็ลอบไปหาไทเฮาชุนอี้ที่ห้องของนาง ก่อนที่พวกเจ้าทั้งสองจะ…."ยามนั้นใบหน้าของกุ้ยอิงแดงก่ำ มันผสมปนเปไปด้วยความโกรธกับความเขินอายในสิ่งที่กล่าวออกมาแต่นั่นก็ทำให้เวิ่นกวงทราบความจริงทุกอย่าง ว่าที่มารดาของมันโกรธเคืองไม่ยอมพูดด้วยเป็นนานสองนาน เป็นเพราะนางรู้ความจริง และหึงนี่เอง..
"ที่แท้ท่านก็โกรธข้าเรื่องนี้นี่เอง ท่านจึงไม่ยอมมองหน้า ไม่ยอมพูดด้วย มิน่าเล่าลูกไม้นั้นจึงใช้ไม่ได้ผล แต่ข้าก็ได้กล่าวขอโทษท่านไปแล้ว แถมไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หากท่านยังไม่หายเคืองข้าก็จนปัญญา ในเมื่อท่านไม่อยากพบหน้าข้าอีกแล้ว ก็ขอได้โปรดจงหลีกทางด้วยเถิด พวกเราจะได้ไปทางใครทางมัน.." เวิ่นกวงกล่าวออกมาด้วย สีหน้าเรียบเฉย ยามนี้ มันไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะผิดหวังเรื่องที่ไม่อาจกอบกู้สกุลหยางได้ ทว่า…กุ้ยอิงนั้นกลับมิได้ทำตามที่มันต้องการแต่อย่างใด แถมยังถามกลับมาอีกด้วย
"ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวงเจ้ามาก ๆ ที่เจ้าแอบไปทำอะไรแบบนั้นกับไทเฮาชุนอี้ แต่ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าถึงได้แอบหนีออกมานอกวังอย่าง ๆ เงียบยามวิกาลเช่นนี้ เจ้าไม่คิดที่กอบกู้สกุลหยางแล้วรึไร? "
คำถามของกุ้ยอิงดูเหมือนจะพุ่งเข้าแทงกลางอกของเวิ่นกวง เข้าเต็ม ๆ พอมันได้ฟังก็ทอดถอนหายใจออกมายาว ๆ และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟัง "ท่านอยากรู้ใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าถึงยอมถอดใจเรื่องของสกุลหยาง เช่นนั้นข้าก็จะเล่าให้ฟัง..."
และ พอกุ้ยอิงได้ฟังเรื่องทุกอย่าง แทนที่นางจะเกิดความเห็นอกเห็นใจเวิ่นกวง นางกลับเท้าเอว ทำหน้ายักษ์บ่นเวิ่นกวงชุดใหญ่อีกครั้ง
"เรื่องทุกอย่างมันก็เป็นเพราะความมักมากในตัณหาของเจ้านั่นแหละ.."
"ฮ่ะ!? เพราะข้ารึ? อันใดกันข้าไม่เข้าใจ" ดวงตาของเวิ่นกวงเบิกกว้างด้วยความงุนงงก่อนที่มันกล่าวถามกุ้ยอิง
"ใช่ เพราะเจ้านั่นแหละ ข้าไปสืบมาหมดแล้ว นอกจากเรื่องน่าอายที่เจ้าทำกับไทเฮาชุนอี้ตอนนี้ สมัยก่อนเจ้ายังทำกับบุตรสาวของนางด้วยใช่หรือไม่? เพราะแบบนั้นยามนี้ ฮองเฮาจื่อหลายจึงเกิดความริษยาที่เจ้าไม่….ไม่ยอมแอบไปหานางบ้าง นางก็เลยไปเป่าหูฮ่องเต้ให้คล้อยตามขุนนางคนอื่น ๆ เรื่องที่ไม่ควรรื้อคดีสกุลหยางออกมาล้างมลทิน…."
พอหยางเวิ่งกวงได้ฟังความจริงจากปากของมู่กุ้ยอิง มันก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเริ่มคิดในใจว่า "เพราะ…เพราะเหตุนี้เองรึ ฮ่องเต้จึงเปลี่ยนพระทัย แล้วจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า การเข้าไปหา ฮองเฮาจื่อหลานมันไม่ได้ง่ายเหมือนเข้าหาไทเฮาชุนอี้เสียหน่อย" ก่อนเวิ่นกวงจะคอตก ถอนหายใจ และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
"สรุปแล้วเป็นเพราะความมักมากในกามตัณหาของข้าอย่างที่ท่านว่ามาจริง ๆ เฮ้ออออ สงสัยชาตินี้ข้าไม่สามารถกอบกู้สกุลหยางกลับมาได้แล้ว ก็คงมีแต่ต้องไปคุกเข่าขอขมาเหล่าดวงวิญญาณของบรรพชนในสวรรค์อย่างเดียวเสียแล้ว.." เวิ่นกวงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ก่อนที่มันจะเดินไหล่ตก หมดอาลัยตายอยากผ่านมารดาไปด้วยความรู้สึกผิดมากมายในใจ
กุ้ยอิงที่เห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกหดหู่ตามไปด้วยอยู่ไม่น้อย นางมองบุตรชายเดินจากไปสักพัก ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะปรากฏขึ้นในหัว แม้นว่าสิ่งที่กุ้ยอิงคิดขึ้นมาได้จะไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำนัก แต่นางก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว
"ช้าก่อน เวิ่นกวง..!"
"มีอันใดกับข้าอีก.."
เวิ่นกวงหยุดเกินก่อนจะหันมาหากุ้ยอิง แล้วเอ่ยถามขึ้น
"ยัง...ยังเหลืออีกทางหนึ่ง…ที่จะทำให้งานใหญ่ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วง..."
กุ้ยอิงกล่าวออกมาด้วยแววตามุ่งมั่นจริงจัง จนเวิ่นกวงเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก
"หนทางกระนั้นรึ? ยังเหลือหนทางใดอีก…" เวิ่นกวงเอ่ยถามกลับ ซึ่งมู่กุ้ยอิงก็นิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นนางจึงกำหมัดแน่น และตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดออกมาเสียงดัง
".....เจ้า....เจ้ากับข้าต้องแต่งงานกัน!! เมื่อนั้นดวงบารมีของข้า จะส่งเสริมดวงของเจ้าให้รุ่งโรจน์ จนมิมีอุปสรรคใดขัดขวางงานสำคัญได้อีก..!!"
คำกล่าวของมู่กุ้ยอิงที่เอ่ยออกมานั้น ทำเอาหยางเวิ่นกวงตื่นตะลึงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยเจอมามากนัก มันไม่คิดเลยว่า คำพูดประโยคนี้จะมาจาก มารดาบังเกิดเกล้าของมันเอง แม้นว่าในยามนี้นางจะสูญเสียความทรงจำอยู่ก็ตาม…
จบบท