หลังจากที่อีธานหลับยาวไปถึง 12 ชม. ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้สึกตัว
“อาา...” อีธานครางออกมาเบาๆ และเขาก็รู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก อีธานจึงดันตัวเองขึ้นมาพิงกับหัวเตียงก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างนวดหัวของตัวเองเบาๆ
“นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย?” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย เพราะก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขาจำได้ว่าเขาอยู่ภายในห้องทดลองและนอนอยู่บนเครื่องอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้เขากำลังอยู่บนเตียงนอนในห้องของใครสักคน
“เดี๋ยวสิ” อีธานพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังใช้มือทั้งสองข้างของตนนวดไปบนหัวของตนเอง นั่นมันคือมือทั้งสองข้างของเขา!!
“แขนฉัน!!” อีธานอุทานขึ้นด้วยความตกตะลึง
อีธานเลื่อนแขนข้างใหม่ของตนมาพิจารณาด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมมันรู้สึกเหมือนเป็นแขนเราจริงๆ ” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
ระหว่างทำการรักษานั้นเขาจำได้ว่า ตัวเองต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ไม่มีกะจิตกะใจไปสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองในระหว่างนั้น จนกระทั่งตัวเองหมดสติไป ดังนั้นเขาเลยไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์ของการรักษาเป็นอย่างไรจนกระทั่งเขาฟื้นคืนสติ
“มันคือพลาสติกหรือว่าซิลิโคนรุ่นใหม่อย่างนั้นเหรอ” อีธานเอ่ยกับตนเองด้วยความสงสัย เขาเคยเห็นอวัยวะเทียมส่วนใหญ่ก็ทำจากซิลิโคนและพลาสติก แต่ไม่เคยเห็นวัสดุที่ดูเหมือนหนังมนุษย์ได้มากขนาดนี้
“อ๊ะ!” อีธานลองทดสอบหยิกแขนตัวเองดูและเขาพบว่ามันเจ็บ ดูเหมือนมันจะเริ่มมีรอยหยิกแดงๆ แสดงออกมาแล้วด้วย
“มันเหมือน..มันเหมือนไม่ใช่แขนเทียมแต่เป็นแขนจริงๆ” อีธานเอ่ยขึ้นก่อนจะสำรวจหารอยต่อระหว่างแขนเทียมกับร่างกายของตนเอง แต่เขากลับพบว่าตนเองหาไม่เจอ
“เขา… เขาทำได้ยังไงกัน? ” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย ทั้งความรู้สึก ทั้งรายละเอียดของแขนเทียม มันรู้สึกเหมือนแขนมนุษย์จริงๆ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าแขนของตัวเองขาดมาก่อน เขาคงคิดว่าแขนเทียมนี้เป็นของจริงซะแล้ว
“ถ้าแขนกลับมาใช้ได้แล้ว งั้นขาของเรา...” อีธานเหลือบสายตามองต่ำลงไปที่นิ้วเท้าของตนซึ่งในตอนนี้มันกำลังขยับไปมาอยู่ภายใต้ผ้าห่ม
“มันรู้สึก... มัน...มันขยับได้!!” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี เขาที่ไปไหนมาไหนไม่ได้ด้วยตัวเองมานานหลายปี นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อีธานเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความตื่นเต้นดีใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดที่หน้ากระจกในห้องน้ำ
เขามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกประหลาดและอัศจรรย์ใจ เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะมีโอกาสได้มายืนมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ยืนมองตัวเองที่มีครบ 32 ทุกประการ ก่อนที่เขาจะหมดสติไปเขายังเป็นเพียงคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ในตอนนี้...ต่อให้เขาเอาไปเล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อและทั้งหมดมันเกิดจาก คนเพียงคนเดียว ‘หิน’
“หิน....ผมเป็นหนี้คุณ” อีธานเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง...“เรื่องที่ให้จัดการไปถึงไหนแล้ว” หินเอ่ยถามเดวิด
“ตอนนี้ผมได้ทยอยเก็บกวาดพวกลูกสมุนของพวกผู้มีอิทธิพลไปจนเกือบหมดแล้วครับ ส่วนพวกหัวหน้าของพวกมันมีเส้นสายอยู่ภายใน ผมไม่สามารถกำจัดพวกมันได้ในทันทีครับ”
“แค่นี้ก็พอแล้ว เดี๋ยวที่เหลือฉันจะจัดการเอง” หินเอ่ยขึ้น
สำหรับหินแล้วเขาเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอ แต่ไม่ใช่กับคนที่มีความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่น คนพวกนี้หินเกลียดเป็นอย่างมาก ไม่มีทางที่หินจะให้ความช่วยเหลือมีแต่จะคอยซ้ำเติมเวลาคนพวกนี้ตกต่ำลงเท่านั้น
“ดูเหมือนคุณอีธานจะตื่นแล้วนะครับ” เดวิดเอ่ยขึ้น เมื่อจับสัญญาณการเคลื่อนไหวได้
“ดีแล้ว จะได้คุยธุระกันสักที” หินเอ่ยขึ้น
อีธานใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก็เดินมาถึงห้องรับแขกที่หินกำลังนั่งคุยกับเดวิดอยู่ หินหันไปมองอีธานครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“นั่งก่อนสิ”
อีธานพยักหน้าให้หินเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับหิน
“รู้สึกเป็นยังไงบ้าง? ” หินถามขึ้น
“ผมรู้สึกดีมาก เหมือน..เหมือนมันเป็นแขนจริงๆ ” อีธานเอ่ยตอบไป
“คุณคิดว่ามันเป็นแขนเทียมเหรอ?” หินถามขึ้นมา
“คุณจะบอกผมว่านี่มันไม่ใช่แขนเทียมเหรอ? ” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
“อีธาน คุณนี่ก็มีอารมณ์ขันไม่เบานะ ความรู้สึกของคุณในตอนนี้ คุณรู้สึกยังไงล่ะ? ” หินถามขึ้นอีกครั้ง
“มันรู้สึกเหมือนแขนของผมจริงๆ เหมือนมันไม่ใช่ของเทียม ผมไม่รู้สิ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะสร้างแขนจริงๆ ขึ้นมา? ” อีธานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย ถึงแม้เขาจะไม่ได้ชำนาญในด้านวงการเทคโนโลยีนัก แต่เขาค่อนข้างแน่ใจว่ายังไม่มีใครที่สามารถสร้างแขนจริงๆ ขึ้นมาได้ มันจะสร้างแขนจริงๆ ขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อแขนจริงๆ มันขาดหายไปแล้ว ของสิ่งใดก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปยังไงมันก็เป็นของเทียมไม่ใช่หรือยังไง? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสร้างเนื้อเยื่อ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้
“คนอื่นทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าผมทำไม่ได้” แม้คำพูดนี้ของหินจะฟังดูโอ้อวดไปบ้าง แต่เขาสามารถพูดแบบนี้ได้จริงๆ
“คุณอีธาน ถ้าผมมีไข่อยู่หนึ่งฟองแล้วผมสร้างเลียนแบบมันขึ้นมาอีกหนึ่งฟองมันจะถือเป็นของเทียมรึเปล่า? ” หินถามขึ้น
“แน่นอนสิ ของที่ถูกสร้างเลียนแบบขึ้นมาก็ต้องเป็นของเทียมอยู่แล้ว” อีธานตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ
“แล้วถ้าไข่ฟองที่ถูกสร้างเลียนแบบขึ้นมาเหมือนกับไข่ใบแรกทุกประการล่ะ? ” หินถามต่อ
อีธานคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยตอบออกมา
“ยังไงก็เป็นของเทียมอยู่ดี มันไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้หมดหรอก”
“แล้วถ้ามันเหมือนกันทุกอย่างแม้กระทั่งเซลล์ รหัสพันธุกรรมหรือการจัดเรียงตัวกันของอะตอมล่ะ? ”
“....” อีธาน ตอนนี้อีธานก็ตอบไม่ได้แล้วว่ามันยังจะเรียกว่าของปลอมได้อีกไหม เงียบไปอยู่ครู่หนึ่งอีธานก็เอ่ยถามออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก
“คุณกำลังบอกผมว่า นี่มันคือแขนผมจริงๆ แขนผมจริงๆ ก่อนที่มันจะขาดน่ะเหรอ? มันจะเป็นไปได้ยังไง?”
“คุณอีธาน คุณรู้ไหมว่าปกติ มนุษย์เราใช้สมองของตัวเองได้กี่เปอร์เซ็นต์? ”
“ผมไม่รู้” เขาเป็นแค่ทหารจะไปรู้ได้ยังไง
“มนุษย์ที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดกลับใช้สมองของตัวเองได้เพียงแค่ 20% เท่านั้น ที่เราสามารถคิดและสั่งร่างกายให้ทำตามที่เราต้องการนั้นใช้สมองแค่เพียง 20 ส่วนเท่านั้น จาก 100 ส่วน อีก 80 ส่วนที่เหลือ เราไม่สามารถสั่งการมันได้”
“แล้วยังไงเหรอ?” อีธานก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแขน
“ผมกำลังบอกคุณว่า แม้อีก 80 ส่วนที่เหลือคุณจะไม่สามารถสั่งการมันได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่ได้ทำงาน ขณะที่คุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน หัวใจของคุณก็ยังเต้นแม้คุณไม่ได้สั่งมัน เลือดของคุณยังคงไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายโดยที่คุณไม่ได้สั่งมัน เช่นเดียวกับความทรงจำและความรู้สึก”
หินมองอีธานที่กำลังฟังอย่างตั้งใจก่อนเอ่ยต่อ
“ทุกความรู้สึกของคุณ ที่คุณเคยกระทำผ่านกล้ามเนื้อ ทุกความเจ็บปวด ที่ถูกส่งไปตามเส้นประสาทไปจนถึงไขสันหลัง แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อๆ กันไปจนถึงรหัสพันธุกรรม ต่างก็ถูกบันทึกไว้ด้วยสมองของคนเรา ตั้งแต่หัวจรดเท้าต่างก็ถูกสมองที่เราไม่สามารถสั่งการควบคุมอีก 80 ส่วนที่เหลือควบคุมและบันทึกเอาไว้ทั้งหมด”
“คุณกำลังจะบอกผมว่า คุณใช้ความทรงจำตรงส่วนนั้นเพื่อสร้างแขนเทียมขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ?”
“.....” หิน
‘นี่ฉันอธิบายตั้งนานเพื่อจะบอกว่ามันเป็นแขนจริง แล้วทำไมมันยังคิดว่าเป็นของเทียมอยู่อีกล่ะ ทำไม ทำไม ทำไม มันเข้าใจยากขนาดนั้นเลยเหรอ’ หินนึกขึ้นในใจพร้อมมองไปที่อีธานเหมือนคนที่โง่งมคนหนึ่ง
ถ้าอีธานได้ยินสิ่งที่หินคิดคงได้ร่ำร้องในใจเป็นแน่ นี่ไม่ใช่เพราะอีธานโง่แต่อย่างใด ถ้าเป็นเรื่องการวางแผน การรบ การต่อสู้ นั่นไม่มีใครสู้อีธานได้แน่ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ ทหารอย่างพวกเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอีธานถึงไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่หินอธิบาย
‘ทำไมเขามองเราแบบนั้นล่ะ? หรือเราพูดอะไรผิดไป’ อีธานคิดขึ้นในใจเมื่อเห็นสายตาที่หินมองตน มันเหมือนสายตาของเขาที่ใช้มองคนที่ชอบทำอะไรโง่ๆ ...
“เอ่อ...ผมก็แค่ทหารคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรพวกนี้มากนักหรอก” อีธานเอ่ยขึ้นอย่างประหม่า
‘ทำไมสายตาที่มองมานั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ยังไงก็ไม่รู้’ อีธานคร่ำครวญขึ้นในใจเบาๆ
“ช่างมันเถอะ เราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” หินเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะหยิบเอกสารส่งไปให้อีธาน
“นี่คือสัญญาและข้อตกลง คุณสามารถอ่านมันก่อนได้ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามผมมาได้เลย”
อีธานรับเอกสารจากหินไปก่อนที่จะค่อยๆ พิจารณามันไปทีละหน้า ซึ่งมันเป็นข้อตกลงที่พวกเขาได้เคยคุยกันไว้ก่อนที่อีธานจะบินมาหาหิน ยิ่งอ่านเอกสารผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่าสีหน้าของอีธานก็ดูเคร่งเครียดจริงจังมากขึ้น
“คุณกำลังจะสร้างอะไรกันแน่? ” อีธานละสายตาขึ้นมามองไปที่หินก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หินยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบออกไปด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“สร้างหน่วยรักษาความปลอดภัยไง”
"......" อีธาน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ก็บอกอยู่ว่าเหมือนยันการจัดเรียงอะตอม นายนี่มันเข้าใจอะไรยากจริงๆ อีธาน
----- มันจะเป็นแค่หน่วยรักษาความปลอดภัยจริงๆ เหรอ??????????? -------
[ตอนนี้ไม่ได้อ้างอิงจากความจริงเลยนะครับ สมอง 20 % 80 % จินตนาการล้วนๆ ผิดพลาดประการใด W ขออภัยไว้ ณ ที่นี้]