“เอ่อ...ขออภัย ข้าเล่นแรงเกินไป” โม่จ้านเผยสีหน้าลำบากใจ “ข้ามิได้ตั้งใจ...”
โม่จ้านเพิ่งเอ่ยจบพลันนึกอยากตบตนเองหนึ่งฉาด กดผู้อื่นลงเตียงแล้วแท้ๆ ยังจะเอ่ยว่ามิได้ตั้งใจอีกหรือ?
เจียนั่วพยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียง แววตาที่มองโม่จ้านฉายแววซับซ้อนยิ่งนัก
“...ขาเจ้าหย่อนลงพื้น ข้าช่วยเจ้ายกกลับไปวางที่เดิม”
“เอ่อ ขอบคุณ...อะแฮ่ม คือว่า ข้าจะบอกว่า ขอโทษ”
ในหัวของโม่จ้านยุ่งเหยิงไปหมด กระทั่งคำพูดยังสะเปะสะปะเสียแล้ว
เจียนั่วมิเอ่ยสิ่งใด สายตาฉายแววซับซ้อนจดจ้องจนโม่จ้านแผ่นหลังเย็นยะเยือกเสียแล้ว
ท้ายที่สุดเจียนั่วยังคงถอดอาภรณ์อย่างเงียบๆ ก่อนจะแทรกกายเข้าไปในผ้าห่มของตนอย่างเงียบเชียบ
บนเตียงอีกหลังหนึ่ง ความง่วงงุนของโม่จ้านถูกขับไล่ไปจนหมด หายนะครั้งนี้มิอาจโทษว่าเป็นความผิดของสันตะสำนัก ทว่าเป็นเพราะความบุ่มบ่ามชั่ววูบของตน
เจียนั่วมิจำเป็นต้องโกหก ผู้อื่นช่วยเพราะความหวังดี สุดท้ายตนไม่เพียงไม่รับน้ำใจ กลับยังเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น เจียนั่วช่วยเหลือตนมามากมายถึงเพียงนั้น อีกทั้งยังช่วยให้ตนได้เดินบทเส้นทางแห่งพลังเวท ท้ายที่สุดกลับต้องพบเจอการใช้กำลังข่มเหงจากตน เมื่อลองคิดดูแล้ว หากใช้คำว่าสารเลวมาบรรยายตนเองก็นับว่าถูกต้องเหมาะสมเหลือเกิน
วันพรุ่งต้องออกไปทำภารกิจด้วยกันแล้ว จะต้องกระอักกระอ่วนมากเพียงใดกัน...
จะว่าไปแล้ว แท้จริงแล้วการที่เจียนั่วบีบต้นขาของตนเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร? เห็นว่าน่าบีบ?
มือของโม่จ้านยื่นไปยังต้นขาด้านในก่อนจะลองบีบดู ดูคล้ายจะมิเลวจริงๆ เพียงแต่เมื่อเทียบกับบั้นท้ายของเจียนั่วแล้วคล้ายจะแย่ไปสักหน่อย
... นี่คิดเรื่องบ้าบออันใดอีก? โม่จ้านที่ได้สติกลับมามอบหนึ่งฝ่ามือเสียงดังฟังชัดให้แก่บ้องหูตนเอง
ขณะนวดศีรษะที่รู้สึกปวด โม่จ้านพลันแทรกกายเข้าในผ้าห่มอย่างจนปัญญา แม้การรังแกนายท่านผู้แข็งแกร่งกว่าตนจนร้องไห้ ภายในใจจะลอบรู้สึกพึงพอใจอยู่บ้าง ทว่าความรู้สึกผิดยังคงกินพื้นที่โดยส่วนมากเอาไว้ คุณธรรมอันดีงามทั้งแปดประการของท่านอัศวิน ตนใกล้เคียงอยู่เพียงไม่กี่ข้อทั้งยังมิค่อยใส่ใจ ทว่าอีกฝ่ายเป็นอัศวินที่ให้ความสำคัญกับเกียรติยศถึงเพียงนั้น เห็นทีจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมิน้อยจริงๆ
ว่ากันถึงแก่นแท้แล้ว เรื่องมาถึงขั้นนี้เพราะความผิดของตนทั้งสิ้น จำต้องหาโอกาสขอโทษอีกฝ่ายอย่างจริงๆ จังๆ
ภายในความฝันของโม่จ้าน เจียนั่วกดสายตาลงมองบุรุษที่กำลังหอบหายใจ ใช้หอกยาวชี้ไปยังส่วนล่างของอีกฝ่าย
“หากเจ้ากล้าขยับอีกแม้แต่นิด ข้าจะทำให้ตรงนั้นของเจ้ากลายเป็นน้ำแข็ง!”
ภายในความฝันของเจียนั่ว ร่างทั้งร่างของตนถูกโซ่หนาตรึงเอาไว้ มิอาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย โม่เจ๋อเอ่อร์หมอบอยู่บนกายของตน ยกยิ้มหยาบโลนพลางส่งมือทั้งสองข้างมาเคล้นคลึงสะโพกของตนอย่างบ้าคลั่ง
“หากเจ้ากล้าขัดขืน ข้าจะเคล้นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ...”
“อ๊ากกกกกกก----!!”
สองเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมฝันร้าย โม่จ้านกับเจียนั่วผุดขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกัน ต่างคนต่างเหลือบมองกันอย่างแฝงความหมายคลุมเครือก่อนจะหันหน้าหนีโดยที่ลำคอแข็งทื่อ เอวของคนทั้งสองขยับยากราวกับลูกปืนขึ้นสนิม สิ้นเปลืองพลังมิน้อยกว่าจะเอนหลังลงนอนอีกครั้ง แผ่นหลังกับขาแทบจะกลายเป็นเส้นตรง
ขอทวยเทพได้โปรดอย่าให้ข้าฝันอีกต่อไปเลย...
นี่เป็นความคิดสุดท้ายก่อนหลับไปอีกครั้งของทั้งคู่ที่ทั้งหวาดกลัวและเหงื่อตก
......
“ลาถีเท่อ เจ้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติหรือไม่?”
เก๋อจือกระซิบเสียงเบาข้างหูลาถีเท่อระหว่างทางไปกิลด์สาขาย่อย ลาถีเท่อมองทั้งสองคนที่เดินขาลากอยู่ด้านหน้าก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“หรือว่าพวกเขาทะเลาะกัน? เมื่อหลายวันก่อนก็ทะเลาะกันมิน้อยครั้ง ทว่าก็มิเห็นจะเป็นเช่นนี้” เก๋อจือเอ่ยด้วยความสงสัย
ลาถีเท่อประหลาดใจมากเช่นกัน คนทั้งสองมิเพียงเดินแยกกัน ทว่ายังจงใจหลบสายตาของอีกฝ่าย คือท่าทางของการเกิดความขัดแย้งไม่มีผิด กระนั้นท่าทางของคนทั้งสองแลดูแข็งทื่อ คล้ายอาการพบหน้ากันหลังเกิดเรื่องน่าอับอายอย่างถึงขีดสุดเสียมากกว่า
“เจ้าดู ดวงตาของเจียนั่วแดงเล็กน้อยใช่หรือไม่?”
ลาถีเท่อเหลือบมองเจียนั่วที่จังหวะก้าวเดินแข็งทื่อพลันผุดความคิดเหลวไหลประการหนึ่งขึ้นมา
“...หรือโม่เจ๋อเอ่อร์ตำหนิเจียนั่วจนร้องไห้เสียแล้ว?”
เนื้อแห้งในมือเก๋อจือแทบจะหล่นลงในถุง “...เจ้าล้อข้าเล่นอยู่หรือ? เจ้ากล่าวว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ตีเขาจนร้องไห้ยังน่าเชื่อยิ่งกว่า”
ลาถีเท่อโบกมือ “เอาล่ะๆ ไม่ต้องเดาซี้ซั้วแล้ว ปล่อยให้พวกเขาคลี่คลายกันเอง หากว่าดวงตาของเจียนั่วเพียงถูกทรายเข้าเล่า”
เก๋อจือยักไหล่พลางยัดเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งเข้าในปาก “ดวงตาเขาดุถึงเพียงนั้น ยังจะมีทรายกล้าลอยเข้าไปหรือ?”
มุมปากของลาถีเท่อกระตุก หมางเมินเก๋อจือที่ตรรกะมิมีสาระ สายตาทอดมองไปยังผู้ที่อยู่ด้านหน้าทั้งสองคนอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะระยะห่างใกล้ไกลมิเท่ากันหรือไม่ โม่จ้านที่เมื่อสองเดือนก่อนยังดูตัวเตี้ยอย่างเห็นได้ชัด เหตุใดยามนี้จึงสูงเท่าเจียนั่วเสียแล้ว?
แท้จริงแล้วในใจโม่จ้านกำลังพยายามปลุกใจอยู่ตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนยามเช้า ตนก็เตรียมพร้อมแล้วว่าเจียนั่วจะต้องประกาศศึกชี้ชะตากับตน มีหรือจะนึกว่าตั้งแต่กินข้าวจนถึงออกเดินทาง อีกฝ่ายมิเพียงแต่ไม่นำหอกชี้ตนพลางทำหน้านิ่งขรึม ทว่ากลับยังมิพูดมิจาแม้แต่คำเดียวตามปกติ
ราวกับนักเรียนที่กำลังรอให้อาจารย์มาสั่งสอนด้วยถูกจับได้ว่าโกงข้อสอบ ผลคือผ่านไปสองวันกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ตนกลับเป็นฝ่ายเริ่มใจฝ่อเสียแล้ว
บรรยากาศแปลกประหลาดกินเวลายืดเยื้อจวบจนคนกลุ่มเล็กเข้ามาในกิลด์สาขาย่อย
นอกเสียจากโม่จ้าน คนอื่นๆ อีกสามคนล้วนมิใช่ทหารรับจ้าง หากคนอื่นๆ อยากจะร่วมทำภารกิจยังต้องไปลงทะเบียนเป็นทหารรับจ้าง
ขณะมองนายท่านทั้งสองคนทำท่าทางเหม่อลอย ลาถีเท่อถอนหายใจอีกครั้ง ช่างเถิด ข้าจัดการเองก็ได้
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สายตาจับจ้องของบรรดาผู้คน ลาถีเท่อลากเจียนั่วที่เหม่อลอยกับเก๋อจือที่แลดูสนใจใคร่รู้มาลงทะเบียนทหารรับจ้าง ตามด้วยลากโม่จ้านที่ท่าทางอ้ำอึ้งไปจดทะเบียนกลุ่มทหารรับจ้าง
“ขออภัย การจดทะเบียนกลุ่มทหารรับจ้างจะต้องมีสมาชิกห้าคนขึ้นไป หากจำนวนคนมิพอทำได้เพียงขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มชั่วคราว”
ผู้รับผิดชอบจดทะเบียนคือสตรีเผ่าจิ้งจอกยกยิ้มตาหยี เกิดความรู้สึกค่อนข้างดีต่อลาถีเท่อที่พูดจามีระเบียบแบบแผน
“เช่นนี้เอง เช่นนั้นสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของกลุ่มชั่วคราวกับกลุ่มทหารรับจ้างมีข้อแตกต่างหรือไม่? ข้าจำได้ว่าที่กิลด์ในอาณาจักรอื่นมิมีกำหนดจำนวนสมาชิก”
ลาถีเท่อขมวดคิ้วก่อนเอ่ยถามต่อไป
“นี่คือกฎใหม่ที่ท่านซีนั่วเพิ่งเสนอขึ้นมา เพื่อให้เหล่าทหารรับจ้างที่กระจัดกระจายเข้ามารวมตัวกันและใช้ประโยชน์จากข้อนี้ให้ได้มากที่สุด” สตรีเผ่าจิ้งจอกอธิบายทั้งรอยยิ้ม “ไม่มีมาตรการคุ้มครองสำหรับการจัดตั้งกลุ่มชั่วคราวและการจัดสรรจะเป็นไปตามการตัดสินภายในกลุ่ม หากกลายเป็นกลุ่มทหารรับจ้าง กิลด์สามารถรับรองว่าสมาชิกทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนตามสมควร และลดค่าธรรมเนียมการดำเนินการลงครึ่งหนึ่งด้วย”
ลาถีเท่อพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจเหตุผล ภายในกิลด์เคยมีสมาชิกทหารรับจ้างเสียชีวิต ผลสุดท้ายครอบครัวมิได้รับเงินค่าตอบแทน ทว่า...
“เหตุใดจึงต้องเป็นห้าคน? โดยปกติแล้ว นักรบหรืออัศวินสองคน หมอหรือจอมเวทหนึ่งคนก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?”
“ให้ข้าเป็นผู้อธิบายให้ท่านฟังเถิด” น้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้นทางด้านข้าง โม่จ้านเงยหน้าขึ้นมองซีนั่วที่คลี่ยิ้มบางเดินเข้ามาใกล้
“ทุกท่านคงจะทราบว่าทหารรับจ้างโดยส่วนมากของอาณาจักรข่ายเจ๋อคือนักรบเผ่าสัตว์กลายร่าง แทบจะมิมีจอมเวทหรือธาตุแสงเยียวยาสักนิด ตามสถิติที่ข้าได้รับรายงานมา ในกลุ่มเล็กที่รับภารกิจชั่วคราว กลุ่มที่มีหมอสองคนจะได้รับความเสียหายน้อยกว่า ทว่าหมอสองคนต้องใช้นักรบสามคนในการคุ้มกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้ากำหนดให้จัดตั้งกลุ่มห้าคน หรือก็หมายความว่า พวกเราต้องการสร้าง ‘กิลด์ที่ผลงานยอดเยี่ยม’ แน่นอนว่ากลุ่มทหารรับจ้างทุกกลุ่มจะต้องถูกกำหนดให้อยู่ในระดับกลางขึ้นไป”
สายตาของซีนั่วกวาดมองคนทั้งสามที่อยู่ด้านหลังลาถีเท่อ โม่จ้านกับเจียนั่วสีหน้านิ่งขรึม ต่างพากันหันหน้าไปคนละทาง ทางฝั่งเก๋อจือแน่นอนว่ากำลังเคี้ยวของกิน ท่าทางราวกับเป็นผู้มิเกี่ยวข้อง
สองอัศวินที่ความสัมพันธ์มิค่อยแน่นแฟ้นกับหนึ่งจอมเวทระดับกลางท่าทางคล้ายคุณชายน้อย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มิควรให้ผู้ที่มีความสามารถด้อยที่สุดออกมาเจรจา หรือจะบอกว่าเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่สีหน้าค่อนข้างตึงเครียดถูกพวกเขาสามคนกดขี่ ถูกซื้อตัวมาเป็นข้ารับใช้?
ภายในแววตาของมังกรกึ่งมนุษย์เจือความรังเกียจโดยมิรู้ตัว
“ข้างหน้าเกิดอันใดขึ้น? ทำมิได้ก็รีบไสหัวไปด้านข้าง เวลาของข้าถูกพวกเจ้าทำให้สิ้นเปลืองเสียหมด!”
หนึ่งกลุ่มที่อยู่ด้านหลังโวยวาย สัตว์กลายร่างพันธุ์หมีไหล่กว้างเอวกลมผู้หนึ่งเดินขึ้นมาด้านหน้า ลาถีเท่อที่กำลังฟังซีนั่วอธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจถูกผลักจนซวนเซโดยมิทันตั้งตัว
ซีนั่วดึงลาถีเท่อที่ถูกชนจนเกือบล้มลงไว้ จากนั้นใช้สายตาไม่เป็นมิตรปรายมองสัตว์กลายร่างพันธุ์หมีอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย