(นิยายลงทุกวัน)Ghost CEO:ผีสร้างฉันให้เป็นเศรษฐี ฮาเร็ม

    ตอนที่ 176 ลูกสาวท่านทูต

     

    ตอนที่ 176 ลูกสาวท่านทูต

     

     

    พีทรอฝ้ายทำเรื่องลงทะเบียนเสร็จ ไม่นานนักฝ้ายก็ออกมา พลางบ่นเล็กๆ น้อย ถึงความล่าช้าของการลงทะเบียนซึ่งค่อนข้างเข้มงวดและมีการตรวจสอบที่ละเอียดเอามากๆ สำหรับชาวต่างชาติเช่นเธอ

    โดยพีทก็ได้ปลอบใจแฟนสาวด้วยการให้ทอมพาพวกเขาไปยังร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของเมือง ซึ่งพีทก็ถือโอกาสนี้เลี้ยงอาหารครอบครัวของทอมไปด้วยเลย จากการที่ต่อจากนี้ไป ในระหว่างที่ฝ้ายเรียนอยู่ที่นี่ ทอมและครอบครัวอาจจะต้องอยู่ช่วยดูแลฝ้ายให้ในบางเรื่องนั่นเอง

     

    “ทอม คุณไม่ต้องเกรงใจ…จะเป็นร้านอาหารหรูหรือภัตตาคารอะไรก็ได้ทั้งนั้น ให้คิดเสียว่าถือเป็นการตอบแทนพวกคุณที่ช่วยดูแลแฟนของผมนะครับ” พีทเห็นทอมทำสีหน้าดูเกรงใจพวกเขาอยู่พอสมควร พยายามขับรถไปยังร้านอาหารที่ตนเองมักจะมากินกับครอบครัวอยู่บ่อยๆ แทน แต่พีทก็ขัดไว้และขอให้ทอมพาไปยังร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมือง

     

    ทอมและครอบครัว จึงได้แต่ยอมทำตามนั้นก่อนจะพาพีทไปยังโรงแรมบอสตันเบรเวอรี่ฮิลล์ อันเป็นภัตตาคารหรูในบริเวณแคมบริดจ์ใกล้มหาลัย ซึ่งมักจะเป็นที่สังสรรค์และดื่มกินของเหล่านักธุรกิจระดับโลก

    ภัตตาคารนี้ไม่ได้ใหญ่โตหรือโดดเด่นเหมือนกับตึกในมหานครเมืองอื่นๆ หากแต่เป็นภัตตาคารเก่าแก่ที่มีเพียงแค่สามชั้นเท่านั้น แต่ที่มันทำให้ภัตตาคารนี้เป็นที่นิยมของนักธุรกิจและกลุ่มชนชั้นสูงก็เพราะว่า ความเก่าแก่และมนต์ขลังของมันที่จะให้เปรียบก็คือ เป็นร้านอาหารที่มีอายุมานานหลายร้อยปี สืบทอดกันหลายศตวรรษที่แต่ก่อนนั้นเคยเป็นที่สังสรรค์กันของชนชั้นสูง

     

    ซึ่งในประเทศอเมริกาถึงจะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเจริญ ยึดความหรูหราและความล้ำสมัย แต่ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มจำพวกเหล่าดอกเตอร์ นักธุรกิจรุ่นเก๋า ยังคงสืบทอดและจัดเลี้ยงกันที่ภัตตาคารแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ

    โดยทางภัตตาคารก็ยังคงยึดมั่นที่จะบริการให้กับชนชั้นสูงอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ปิดโอกาสให้ลูกค้าภายนอกเข้ามาใช้บริการด้วย เพื่อที่จะรักษาร้านอาหารให้อยู่รอดต่อไปนั่นเอง

     

    ดังนั้นพื้นที่ชั้นสาม ชั้นบนสุดของภัตตาคารร้านนี้จะถูกจำกัดให้เข้าถึงเฉพาะแขกคนสำคัญเท่านั้น เป็นพื้นที่ที่โอ่อ่าและไม่ใช้ใครที่ไหนจะเข้ามาดื่มกินอาหารที่นี่ได้

    ส่วนพื้นที่ชั้น 1 และ 2 จะเปิดให้บริการกับลูกค้าทั่วไป ซึ่งก็แยกย่อยกันตามราคาอีกเช่นเดียวกัน ชั้น 1 อาหารจะเป็นอาหารธรรมดาเหมาะสำหรับครอบครัวที่มาทานอาหารร่วมกัน

    ส่วนชั้น 2 จะยกระดับขึ้นมาหน่อยจะมีการเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มราคาแพง เหมาะกับการจัดเลี้ยงที่ทุกคนเอื้อมถึง ซึ่งพีทก็ตัดสินใจที่จะพาครอบครัวของทอมมากินกันที่ชั้นสองแห่งนี้

     

    แน่นอนทอมกับภรรยาและลูกของเขา ไม่เคยเข้ามาในพื้นที่ชั้นสองเลย…พวกเขาขับรถเข้ามาในลานจอดรถใต้ดิน ทางด้านของเจ้าหน้าที่ก็รีบจัดแจงพาพวกเขาไปจอดรถ ซึ่งก็แยกระหว่างลูกค้าอีกเช่นกัน โดยลูกค้าชั้นสามจะอยู่ด้านในสุดของลานจอดรถ จะไม่มีลูกค้าจากชั้นสองเข้ามาปะป่นโดยเด็ดขาด

    นี้คือการบริการที่แบ่งชั้นกันอย่างชัดเจน แม้ในมุมภายนอกจะมองว่ามันเป็นความไม่เท่าเทียม แต่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมมันก็เป็นเช่นนี้ ถึงจะไม่ชอบใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าคนรวย นั้นมีสิทธิพิเศษมากกว่าลูกค้าทั่วไปจริงๆ

     

    “โต๊ะของลูกค้าอยู่ทางด้านนี้ เชิญครับ!” เมื่อพีทและครอบครัวของทอม ได้เข้ามายังด้านในของภัตตาคารบริกรหนุ่มที่แต่งกายสุภาพก็เข้ามาดูแลทันที สมแล้วกับที่เป็นภัตตาคารของชนชั้นสูงในอดีต

    กลิ่นอายของมันแม้จะโบราณไปบ้าง แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันแท้จริง

     

    มีรูปของประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคนในอดีตและปัจจุบันได้มาเยือนและทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งนี้ เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ภัตตาคารแห่งนี้ใช้โอ้อวด ภัตตาคารที่หรูหรากว่า ใหม่กว่าได้แล้ว

     

    “สั่งได้เต็มที่เลยนะครับ มื้อนี้ผมเป็นเจ้ามื้อเอง” พีทได้ทำการสั่งอาหารมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูกุ้งล็อบเตอร์ เนื้อริบอายเกรดพรีเมียมและหอยเชลล์สกาล็อบ ทั้งหมดนี้อาหารสำหรับกินกัน 5 คน ถ้าตีเป็นเงินไทยก็เฉียดแสนกว่าบาทเข้าไปแล้ว

     

    แต่กระนั้นเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับพีท เงินที่เสียไปหรือการตอบแทนเลี้ยงครอบครัวของทอม มันคือการทำไปเพื่อฝ้าย ที่ต้องอยู่คนเดียวในประเทศอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เจริญที่สุด แต่ก็เต็มไปด้วยอาชญากรรมมากที่สุดด้วยเช่นกัน

    แม้ในเมืองบอสตันและย่านมหาลัยจะไม่ค่อยมีการก่อเหตุอาชญากรรมากนัก แต่พีทก็ไม่กล้าที่จะประมาท อย่างน้อยการมีทอมที่เป็นเพื่อน อยู่คอยดูแลฝ้ายแบบห่างๆ ก็มากพอที่จะทำให้พีทอุ่นใจลงได้บ้าง

     

    การรับประทานอาหารมื้อนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น อาหารอร่อยมากสมกับราคาที่สูงของมัน ทุกคนต่างประทับใจกับอาหารและการบริการอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังได้เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงที่มีวงดนตรีสดมาเล่นคลอเคลียให้ในระหว่างที่กำลังรับประทาน

    เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ซึ่งในระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหารอิ่มแล้ว ประกอบกับได้ชำระเงินเสร็จสิ้นและเตรียมที่จะกลับกันนั่นเอง พีทก็ถือโอกาสนี้ไปเข้าห้องน้ำ เพื่อปลดทุกข์สักหน่อย หลังจากกินดื่มเข้าไปเยอะ

     

    แต่แล้วในขณะที่พีทได้เดินผ่านกลุ่มลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ไปตามปกติ โดยที่ไม่ได้สนใจอะไร ในใจของเขาคิดถึงแต่ห้องน้ำ จู่ๆ เมื่อเขาได้เดินผ่านโต๊ะอาหารกลุ่มหนึ่ง ที่ประกอบด้วยชายฉกรรจ์กว่า 6 คน

     

    ทันใดนั้นตัวของเอไออัลฟ่าก็ได้ส่งสัญญาณเตือนพีทถึงความผิดปกติเมื่อเข้าใกล้กับโต๊ะดังกล่าว [ตรวจพบอาวุธ!] สิ่งที่เอไออัลฟ่าตรวจพบและรายงานให้กับพีทก็คือ กลุ่มลูกค้าในโต๊ะนี้ได้มีการพกอาวุธเข้ามาในภัตตาคาร

    อาวุธในที่นี้ไม่ใช่มีดหั่นอาหารที่ร้านจัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับการรับประทานอาหาร หากแต่เป็น มีดพกและที่สำคัญเกือบครึ่งหนึ่งมีอาวุธปืนเทเซอร์กัน (หรือปืนช็อตไฟฟ้า) ประจำกายเกือบครบทุกคน

     

    ถ้าหากพีทไม่ได้อยู่ที่ร้านอาหาร เขาคงคิดไปแล้วว่าตัวเขาคงอยู่ในธนาคารที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ที่อาจจะเกิดการปล้นในเร็วนี้

     

    แต่ทว่าในขณะที่พีทกำลังเฝ้าระวังกลุ่มคนพวกนี้ เขาก็พบว่ามีหนึ่งในคนที่นั่งอยู่ในโต๊ะของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารบางอย่าง ก่อนที่จะลุกออกไปสมทบกับลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ชายคนนั้นสวมใส่ชุดหนังสีดำ ร่างกายแข็งแรงมีมัดกล้ามแน่น เหมือนกับคนที่ออกกำลังกายมาเป็นอย่างดี

     

    ชายในชุดหนังสีดำได้เดินไปที่โต๊ะอาหารที่คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่หลังจากที่พีทให้เอไออัลฟ่าช่วยตรวจสอบแล้ว กลับไม่พบอาวุธจากคู่ชายหนุ่มและหญิงสาวเลย นอกเสียจากวิทยุสื่อสารเล็กๆ เครื่องหนึ่ง

     

    ซึ่งลูกค้าโต๊ะนี้มีเพียงชายและหญิง ที่แสร้งเป็นคู่รักมาทานอาหารร่วมกันเท่านั้น ชายในชุดหนังสีดำก็เหมือนจะส่งสัญญาณให้กับคู่รักนี้ทันที

    คู่รักทั้งสองเมื่อได้สัญญาณ พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้าอีก พวกเขาลุกขึ้นวางเงินสดจำนวนมากและลุกจากไป โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ แยกกันเดินไปยังลิฟต์ที่เชื่อมต่อกับลานจอดรถ ตามจุดต่างๆ ประหนึ่งว่าไม่ได้มาด้วยกัน

     

    พีทเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างและรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ตามสัญชาตญาณที่ตื่นตัว…ในตอนแรกพีทคิดว่าน่าจะเกิดเหตุก่อการร้าย เขาจึงต้องการที่จะรีบออกจากที่นี่เพื่อความปลอดภัยของฝ้ายและตัวเขาเอง

     

    ฝ้ายและครอบครัวของทอมทำตามที่พีทบอกแต่โดยดี พวกเขาทั้งหมดรีบกลับไปที่ลานจอดรถเพื่อเตรียมออกจากที่นี่ แต่แล้วเมื่อพีทได้ลงมาถึงยังลานจอดรถ เขาก็พบเห็นว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 6 คน ดูเหมือนจะหลบซ่อนอยู่ตามมุมอับของลานจอดรถในที่ต่างๆ

    มีการวางกำลังเอาไว้อย่างแนบเนียนและดูเป็นมืออาชีพมากๆ จนพีทเชื่อแล้วว่านี้ต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนก่อการร้ายอย่างแน่นอนและมันทำให้พีทกังวลใจมาก เขาไม่อยากให้ตัวเองไปข้องเกี่ยวกับเรื่องน่ากลัวแบบนี้

     

    ที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย…แต่ที่นี่คืออเมริกา ดินแดนเสรีที่การก่อการร้ายไม่ใช่การจี้ปล้นธรรมดาทั่วไปเหมือนกับประเทศไทย การก่อการร้ายมันคือการปล้น ฆ่า ของจริงที่เหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด

    พีท รีบพาฝ้ายและครอบครัวของทอมขึ้นรถทันทีและเตรียมที่จะออกไป แต่ทว่าถึงพีทจะรีบร้อนแค่ไหนและไม่อยากจะเอาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับเรื่องน่ากลัวแบบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ช้าเกินไป

     

    พีทมองเห็นรถออดี้สีดำคันหนึ่งขับออกมาจากลานจอดรถด้านในซึ่งเป็นลานจอดรถของลูกค้าชั้นพิเศษ รถออดี้สีดำคันนั้นติดฟิล์มกรองแสงสีดำสนิทแทบทั้งคัน จนมองแทบไม่เห็นคนด้านใน

    และในช่วงจังหวะที่รถออดี้ผ่านมุมอับสายตาของอาคาร ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่น ‘โครม!’ เกิดการชนกันระหว่างรถออดี้สีดำกับรถ SUV คันหนึ่ง ซึ่งเป็นการชนกันอย่างแรง ราวกับตั้งใจชนก็มิปาน

     

    ‘คุณหนูหลบอยู่ในรถก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะลงไปดูสถานการณ์สักหน่อย…คู่หูนายเฝ้าคุณหนูเอาไว้’

    ประตูฝั่งตรงข้ามของคนขับรถออดี้สีดำได้ถูกเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับระบบล็อกที่ทำงานแทบจะในทันทีที่ชายคนนั้นปิดประตูไล่หลัง เพื่อลงไปดูคู่กรณีที่ขับรถมาชนพวกเขา

     

    ซึ่งตัวของชายหนุ่มที่ลงมาจากรถออดี้สีดำก็คือ ชายหนุ่มที่พีทเคยเจอที่มหาลัยฮาวาร์ดนั่นเอง ชายหนุ่มคนดังกล่าวล้วงมือเข้าไปที่เสื้อฮูดด้านใน เพื่อระแวดระวังตัว ก่อนจะพบกับเจ้าของรถ SUV ที่ขับมาชนก็ได้เดินออกมาจากรถในสภาพที่ยับเยินเช่นเดียวกัน

    ทั้งสองมีรอยเลือด หัวทั้งสองน่าจะได้รับบาดเจ็บจากแรงชน “ช่วยด้วย ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที…ภรรยาของผมกำลังตั้งท้อง” ฝ่ายชายที่เป็นคนขับรถ SUV ที่ขับเข้ามาชน ได้เข้ามาพยุงร่างของภรรยาที่กำลังเดินโซเซออกมาจากรถที่พังยับ

     

    ชายหนุ่มเมื่อได้เห็นคู่กรณีบาดเจ็บค่อนข้างหนัก ก็ลดการป้องกันตัวลง เขาได้ตะโกนเรียกหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของภัตตาคาร ไปพร้อมๆ กับใช้โทรศัพท์กดโทรหาศูนย์ฉุกเฉิน 911 เพื่อเรียกรถพยาบาลมาช่วยเหลือคนเจ็บ

     

    911 ของอเมริกาถือเป็นศูนย์ฉุกเฉินที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ทันทีที่มีการโทรแจ้ง เจ้าหน้าที่ประจำการก็รีบรับสายที่โทรเข้าไปทันที ‘ชายหนุ่มได้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับเจ้าหน้าที่ 911’ แต่แล้วในชั่วอึดใจที่ชายหนุ่มกำลังเข้าไปดูอาการของคู่สามีภรรยาที่บาดเจ็บ ทันใดนั้นก็พลันมีเงามืดของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง ได้ย่องเข้ามาจากทางมุมอับสายตาพร้อมกับใช้ไม้เบสบอลเหล็กฟาดเข้าใส่ท้ายทอยของชายหนุ่มที่กำลังโทรแจ้งอาการทันที

     

    ‘พลั่ก~!’ แรงกระแทกจากการถูกตีด้วยของแข็งทำให้ชายหนุ่มคนนั้นสลบไปทันที

     

    ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากมุมอับสายตา ทำให้ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มคนดังกล่าวที่ลงไปเคลียร์สถานการณ์ ‘คู่หูรายงานสถานการณ์ด้วย เกิดอะไรขึ้น?’ บอดี้การ์ดในรถ เริ่มเป็นกังวลเมื่อจู่ๆ คู่หูของเขาก็เงียบไปนานจนผิดสังเกต

     

    ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าหากเกิดสถานการณ์นี้ ทางคู่หูที่อยู่บนรถจะต้องอยู่แต่บนรถ แต่ด้วยความที่บอดี้การ์ดของแคลร์ ที่เป็นเพียงแค่ลูกสาวของทูต ริชาร์ด โดโนแวนที่เป็นทูตปลายแถว ที่ยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรมากนักทางด้านการเมืองในประเทศ

    ดังนั้นรัฐบาลจึงจัดชุดบอดี้การ์ดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นให้กับครอบครัวของทูตคนนี้พอเป็นพิธี ประกอบกับตัวของแคลร์เอง ที่กำลังเรียนต่อในระดับปริญญาโท ก็ไม่อยากมีบอดี้การ์ดคอยล้อมหน้าล้อมหลังเธอ

     

    เธอจึงร้องขอทีมบอดี้การ์ดที่มีวัยใกล้เคียงกับเธอให้มาดูแลเธออยู่ห่างๆ ซึ่งมันก็ต้องแลกมาด้วยทีมบอดี้การ์ดที่มีประสบการณ์น้อยด้วยนั่นเอง

    หลังจากที่เห็นคู่หูขาดการติดต่อไปนาน ตัวของบอดี้การ์ดในรถก็ตัดสินใจที่จะลงไปดูสถานการณ์ด้วยตัวเอง พลางสั่งให้แคลร์ย้ายเข้ามานั่งในที่นั่งคนขับ เพื่อเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน แคลร์จะสามารถขับรถออกไปได้เลย

     

    ซึ่งแคลร์ก็เข้าใจและพยักหน้ารับ พลางเฝ้ามองดูแผ่นหลังของบอดี้การ์ดที่ออกจากรถ เดินเข้าไปหลัง SUV ที่ขับรถชนเธอ ด้วยความกังวล

     

    แคลร์มองดูบอดี้การ์ดของเธอ เดินเข้าไปหาเพื่อนคู่หูที่ขาดการติดต่อไปและเธอก็ได้เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน เดินอ้อมมาจากเสาด้านข้าง เตรียมที่จะเข้าหาบอดี้การ์ดของเธอ ‘ระวังข้างหลัง!’ แคลร์ตะโกนด้วยความตกใจ เมื่อชายฉกรรจ์ได้เข้าถึงตัวของบอดี้การ์ดของเธอแล้ว

    ซึ่งบอดี้การ์ดของเธอได้ถูกปืนช็อตไฟฟ้าจำนวนสองกระบอก ยิงช็อตเข้าไปที่ร่างกายจนร่างของเขาถึงกับชักกระตุก ด้วยท่าทางที่น่ากลัวผิดรูป อันเกิดจากแรงช็อตที่รุนแรงนั่นเอง

     

    แคลร์กรีดร้องอยู่ในรถด้วยความตกใจและเตรียมที่จะขับรถหนี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขับรถหนี หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนมากที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ก็ได้เข้ามาล้อมรอบรถของเธอเอาไว้ พวกมันพยายามทุบกระจกและพังรถของเธอ เพื่อบีบบังคับให้เธอลงมาจากรถ

     

    แต่กระนั้นรถออดี้คันนี้ก็มีระบบป้องกันที่ถูกติดตั้งมาเป็นอย่างดี มันคือกระจกนิรภัยที่แข็งแรงมากพอที่จะกันกระสุนได้เล็กน้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ใช่กระจกนิรภัยที่แข็งแรงมากพอที่จะทนแรงจากการกระแทกซ้ำๆ ได้

    ไม่นานนัก กระจกก็เริ่มมีรอยร้าวเล็กเกิดขึ้น เธอกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง ‘เธอรู้แล้วว่านี้คือการวางแผนมาที่ตัวเธอ’ เพื่อใช้ขู่พ่อของเธอที่เป็นทูต โดยใช้เธอเป็นเหยื่อและตัวประกัน

     

    แคลร์มือไม้สั่นด้วยความกลัว แต่แล้วในขณะที่แคลร์กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ภายในรถ ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตา

     

    ทันใดนั้นเสียงทุบรถก็พลันเงียบไป! มันเงียบไปนานจนแคลร์รู้สึกว่าเรื่องทุกอย่างได้จบลงไปแล้ว ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้แค่มาขู่ขวัญเธอใช่ไหม?

     

     

    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

     

     

    นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ

    สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ

    www.facebook.com/WritelazyV2

    นามปากกา.Writelazy

     

    คล้ายกับเรื่อง(นิยายลงทุกวัน)Ghost CEO:ผีสร้างฉันให้เป็นเศรษฐี ฮาเร็ม ที่คุณอ่าน