ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 15 นักฆ่าปีศาจ

    วันขึ้นสิบสามค่ำเดือนเก้าอาทิตย์กำลังสาดส่องไปทั่วบริเวณเป็นยามเช้าที่เงียบสงบ ได้ยินเสียงนกร้องแว่วเข้าหู

     

                อาหลิงหรือฮูหยินเฉินเดินออกจากอาณาเขตป่าสำราญแม้ว่านางตั้งครรภ์แล้วแต่ก็ไม่เคยนอนพักอยู่ในห้องนอน ต้องออกมาเดินออกกำลัง ช่วยงานครัวพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นอย่างเป็นกันเอง

     

                และที่ไม่เคยละเว้นคือเดินออกจากเขตป่าสำราญก็คือเดินไปเคารพศพของผู้ล่วงลับไปแล้วหนึ่งในนั้นก็คือสุสานบนเนินเขา นอกเหนือไปจากเป็นหลุมศพของบิดา-มารดาผู้ให้กำเนิดหวูไว่มิตรสนิท ยังเป็นที่ตั้งศพของนักพรตจางเหลียงผู้ก่อตั้งป่าสำราญด้วยเช่นกัน

     

                แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบกับนักพรตผู้มีจิตใจอันกรุณาแต่นางได้ยินเรื่องราวมากมายของผู้ทรงศีลท่านนี้จากสามี รวมทั้งยังทราบด้วยว่านักพรตจางเหลียงให้ความรักความกรุณาแก่หวูไว่ เป็นอย่างมาก ทุกเดือนจึงต้องปลีกเวลามาเคารพศพไม่ได้ขาด

     

                “ฮูหยิน เดินช้าๆ หน่อยจะรีบไปไหนไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงเด็กในท้องบ้าง”

     

                อาหลิงหัวเราะคิกคักหันไปมองอาฉางซึ่งเดินตามหลัง ในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง หน้าตาบิดเบี้ยว เหยเกแถมทำจมูกย่น

     

                “เจ้านี่นับวันจะขี้บ่นขี้เกียจ แล้วก็ทำตัวเหมือนผู้เฒ่าเข้าไปทุกวันแล้วนะ รู้ไหมอาฉาง”

     

                คนสนิทของสามีนางเป็นบุรุษหนุ่มอารมณ์ดีร่างท้วมแต่ดูแข็งแรง คิ้วเฉียงและมีดวงตาสุกใสจมูกโตและจะแปรเปลี่ยนเป็นปีสีแดงเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงมีรอยยิ้มกว้างอยู่เป็นนิจ ดูไปนับว่าละม้ายคล้ายคลึงกับอากิเพื่อนของนางจากหมู่บ้านเซียงอู่อยู่ไม่น้อย

     

                หากแต่ในยามออกศึกหรือสถานการณ์คับขัน มันนับเป็นผู้ช่วยมือดีที่สุดของผู้นำแห่งป่าสำราญด้วยเหตุนี้เองเมื่อหญิงสาวต้องออกห่างสายตาของเฉินตงเมื่อไหร่ก็จะมีอาฉางเดินตามหลังอยู่เสมอมา

     

                น่าเห็นใจมันนักเช้านี้นางออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพราะนับตั้งแต่ตั้งครรภ์ก็ชอบออกมาเดินสัมผัสธรรมชาติเฝ้ามองต้นไม้ใหญ่น้อยสองข้างทาง สัมผัสกลิ่นหอมรื่นรวยของดอกไม้สีสดชอบแม้แต่กระทั่งใบไม้เหี่ยวแห้งที่ปลิวกระจายอยู่บนพื้น

     

                เนื่องเพราะอาหลิงต้องการให้ลูกในท้องเกิดมารักธรรมชาติคลุกคลีอยู่ต้นไม้ ใบหญ้า สายน้ำ และมีความสุขกับโลกรอบตัว เพราะเมื่อเติบโตขึ้นจะเป็นบุรุษที่ดีงามมีชีวิตเรียบง่าย และมีความหวังอยู่เสมอ

     

                และหวูไว่เพื่อนในวัยเด็กและราชันน้อยจากโลกคู่ขนานคือคนซึ่งนางหวังว่าลูกคนเดียวจะเจริญรอยตามได้

     

                เอาเถอะหากคลอดออกมาเป็นลูกชายและอยากเป็นอย่างเฉินตงก็ตามใจ แต่หากเป็นบุตรสาวอาหลิงตั้งใจว่าจะปลูกฝังนิสัยรักและผูกพันในแม่ธรรมชาติให้เหมือนหวูไว่และคงจะเป็นบุตรที่เชื่อฟังคำสอนของผู้เป็นแม่ คลอเคลียอยู่ใกล้

     

                ถ้าเป็นบุตรชายและเติบโตขึ้นป่านนี้ก็คงตามเฉินตงออกไปสืบข่าวอยู่ภายในเป็นแม่นมั่นปล่อยให้ผู้เป็นแม่เงียบเหงา อ้างว้างอยู่คนเดียว จนต้องเรียกอาฉางมาเป็นเพื่อนคุย

     

                “ฮูหยิน”

     

                เสียงร้องเรียกทางด้านหลังทำให้นางหยุดชะงักลงมองไปยังต้นเสียงเห็นอาฉางดวงตาเบิกกว้าง คิ้วขมวด

     

                “หยุดไว้มีคนเดินมา”

     

                อาหลิงพยักหน้ารับรู้แล้วเห็นผู้พูดปราดมายืนอยู่ด้านหน้าส่งตะกร้าให้กับนาง ตัวมันเองชักดาบออกจากฝัก

     

                “ใครกันจะบุกขึ้นมาบนนี้”

     

                ยังไม่ทันอาหลางจะให้คำตอบก็ได้ยินเสียงคนควบม้าดังเข้ามา ฮูหยินเฉินมองแล้วหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นชายฉกรรจ์ในชุดกลุ่มหนึ่งบางคนสะพายกระบี่ บางคนถือเกาทัณฑ์ หน้าตาล้วนแต่ไร้ความรู้สึกทำให้คนซึ่งเฝ้ามองรู้สึกเย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก

     

                “หลบข้างหลังข้าไว้ฮูหยินพวกนี้มัน…”

     

                นางคิดเช่นนั้นด้วยเหมือนกันถึงชื่อของป่าสำราญไม่อาจเทียบเคียงกับกองกำลังเมฆขาวได้แต่ก็ได้ความเคารพจากผู้คนไม่น้อย ชายชุดเทาเหล่านี้เป็นใครกันแน่ถึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของป่าสำราญดูจากการแต่งกายย่อมไม่ใช่คนของกองทัพอัศวินดำด้วยเช่นกัน

     

                ทันใดนั้นอาหลิงนึกถึงอดีตอันเลวร้ายเมื่อหลายปีก่อนและทำให้เนื้อตัวสั่นฟันกระทบกันอย่างไม่รู้ตัว ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ในใจนึกถึงนักรบปีศาจเหล่านั้นที่ฆ่าล้างหมู่บ้านเซียงอู่ขึ้นมา

     

                แต่นักรบเหล่านั้นโดนกำจัดไปแล้วไม่ใช่หรือ

     

                ชายฉกรรจ์เหล่านั้นพากันชักม้าหลบเข้าสองข้างทางแล้วปรากฏร่างคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหา เป็นบุรุษสูงวัยดูคล้ายชาวบ้าคนหนึ่งผมยุ่งเหยิง หนวดเครารุงรัง แต่ดูเหมือนชายฉกรรจ์เหล่านั้นจะก้มศีรษะต่ำลดอาวุธในมือเมื่อผู้เฒ่าประหลาดผู้นี้เดินผ่านราวกับว่ามีความสำคัญต่อพวกมันอย่างยิ่งยวด

     

                “อย่าได้กลัวไปข้าไม่ได้คิดทำร้ายพวกเจ้า เพียงแต่ข้าต้องการมาเคารพศพญาติเท่านั้น”

     

                อาหลิงเลิกคิ้วถามออกไปว่า “ผู้ใด”

     

                เฒ่าประหลาดยิ้มแย้มกล่าวว่า “เป็นศิษย์ผู้น้องและฮูหยินของมัน”

     

                “ท่านคือใคร”’

     

                เฒ่าประหลาดเอามือไพล่หลังไม่ตอบคำถามแต่กลับเดินตรงเข้ามาอีก

     

                “ถอยออกไป”อาฉางคำรามลั่นสะบัดดาบในมือออก

     

                ด้วยฝีมือของอาฉางนับว่าไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาแต่ได้ยินเสียงติงตังสองที กลับพบว่าดาบอาฉางหลุดจากมือเสียแล้ว

     

                ได้ยินเสียงหัวร่อดังของตาเฒ่านั้นทำให้อาหลิงสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ นางไม่เคยลืมเสียงหัวเราะนั้นชั่วร้ายและร้ายกาจจนไม่อาจลืมได้

     

                “เจ้านี่เองบังเอิญจริง”

     

                เจ้าเมืองหวังจุนหลงนางเรียกชื่อนั้นอยู่ในใจน้ำตาไหลพรู เป็นครั้งแรกที่อาหลิงรู้สึกถึงความตายกวักมือเรียกตรงหน้าไม่ใช่เพราะหวงแหนชีวิตตัวเองแต่ห่วงใยลูกในครรภ์ต่างหาก

     

                “ตาเฒ่าบ้าอย่ายุ่งกับฮูหยินของเรา”อาฉางตวาดลั่นยืนบังร่างของนางเอาไว้

     

                “ข้ารู้หรอกน่าว่านางกับเจ้าเป็นคนของใคร”

     

                อาหลิงดึงชายเสื้อของอาฉางพูดขึ้นว่า“กลับเถอะ”

     

                พูดไม่ทันขาดคำชายฉกรรจ์ในชุดเทาสองคนเดินตามมาสมทบ คนหนึ่งกระซิบข้อความบางอย่างกับเฒ่าประหลาด

     

                หวังจุนหลงยิ้มให้พลางกล่าวว่า

     

                “ประจวบเหมาะนักมีคนมาเยี่ยมป่าสำราญพอดี”

     

                ได้ยินเสียงหวีดไม้ไผ่ดังขึ้นไปทั่วป่านั่นเป็นสัญญานซึ่งนักรบของป่าสำราญรู้ดีว่ามีเหตุไม่ปกติเกิดขึ้น

     

                เฒ่าประหลาดพลันเดินหันหลังจากไปโดยมีนักรบชุดเทาเดินตามไปเงียบๆ

     

            “น่าหวาดเสียวนักตาเฒ่านั่นเป็นใคร ยอดฝีมือจากกองกำลังไหน ทำไมอาฉางไม่คุ้นเลย”

             

                นางได้แต่ถอนหายใจถึงมันจะแปลงโฉมอย่างไร แต่เสียงหัวเราะเสียดหู และประกายตาเหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้

     

                “นักฆ่าปีศาจ”

     

                “อะไรนะข้าได้ยินไม่ชัดฮูหยิน”

     

                อาหลิงมองอาฉางไม่รู้จะอธิบายต่อได้อย่างไรเพราะนางก็ไม่คาดคิดมาก่อน กลับไปป่าสำราญก่อนแล้วค่อยอธิบายเถอะ แต่ยังไม่ทันหันหลังกลับเห็นกลุ่มคนอีกพวกควบม้าตรงมาบนเส้นทางเดิมแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่แตกต่างกับคนเหล่าคนชุดเทา คนขี่ม้าขาวนำหน้ามาเป็นคนซึ่งนางรู้จักดีเสียด้วย

     

                “ท่านแม่ทัพหลี่มู่”นางพึมพำ

     

                หลี่มู่ในอาภรณ์ชุดขาวสะอาดกระโจนจากหลังม้าเดินตรงมาพูดขึ้นว่า

     

                “ปลอดภัยดีหรือไม่ ทั้งสองคน”

     

                ฮูหยินเฉินหันไปมองคนสนิทซึ่งเบิกตากว้างแล้วหันมาพยักหน้าแทนคำตอบ

     

                “แล้วนักรบปีศาจพวกนั้นเล่า”

     

                นี่คือเรื่องราวใดกันแน่

     

    ……………………………………………………….

     

    เฉินตงยืนอยู่บนลานกว้างริมหน้าผา ผมยาวโบกสะบัดสัมผัสได้ถึงความเงียบงัน ท่ามกลางสายลมเย็นยังมีกลิ่นอายของการเผชิญหน้ากัน

     

                เบื้องหน้าของเฉินตงในยามนี้คือแม่ทัพของกองกำลังเมฆขาว

     

                หัวหน้าโจรป่ากระชับทวนในมือสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมสมาธิ นานแค่ไหนแล้วที่หาคู่มือมีฝีมือทัดเทียบไม่ได้ในแผ่นดินนี้จะหาสุดยอดมือกระบี่อย่างหลี่มู่นับว่าไม่ง่ายนัก

     

                เฉินตงผนึกกำลังแล้วลอยตัวขึ้นกลางอากาศใช้พลังส่งทวนออกไปตรงหน้า เห็นแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวชักกระบี่ออกจากฝัก ใช้สองนิ้วดีดพลังจากตัวกระบี่ปรากฏเหมือนเส้นสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกมา

     

                ได้ยินเสียงดังประหลาดเมื่อพลังจากอาวุธที่แฝงปราณไว้ภายในปะทะกัน

     

                นักรบป่ายังคงตื่นตัวเปลี่ยนมาถือทวนให้กระชับขึ้น คิดว่าคงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากรุกเป็นรับดูบ้างพลังปราณในกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามนับว่าเกรี้ยวกราด รุนแรงยิ่งนัก เทียบกับครั้งสงครามใหญ่เมื่อหนก่อนหลี่มู่นับว่าพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมาก

     

                เป็นจริงดั่งคาดหมายแม่ทัพหนุ่มวาดกระบี่ในท่วงท่างดงามราวพยัคฆ์ขาวเผ่นโผน เงาพร่างพรายของกระบี่เป็นเหมือนม่านหมอกอันคลุมเครือหากบุกเข้าแลกอาวุธเห็นทีจะเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่

     

                เฉินตงยกทวนขึ้นต้านแล้วหมุนคว้างเห็นเสียงควั่บๆ แหวกฝ่าอากาศเข้ามา ได้แต่ถอยไปตามสัญชาติญาณนับว่าทุลักทุเลยิ่งนัก

     

                “ระวังด้วยหน้าผาทางด้านหลัง”

     

                หัวหน้าโจรป่าหัวร่อเสียงดังรอจนเห็นเงากระบี่ห่างจากแผ่นอกราวคืบหนึ่ง ขยับทวนครั้งหนึ่งได้ยินเสียงดังคลิกทวนสั้นกลายเป็นทวนยาวทันที

     

                พลิกแพลงจากเพลี่ยงพล้ำคือหลักการเอาตัวรอดของเฉินตงหากไม่ได้ยินเสียงเตือนบอกก็คงลืมจุดแข็งของตัวเองไป

     

                ทวนยาวทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับพลังปราณที่เสริมส่งได้ยินเสียงปลายทวนกับกระบี่สัมผัสกัน เสียงดังเช้งๆเห็นประกายแสงวิบวับจากที่รัดผมสีเงินของหลี่มู่สะท้อนเข้านัยน์ตา

     

                เฉินตงพลันชักทวนกลับคืนใช้มือขยับอีกครั้งทวนยาวพลันหดสั้นด้วยกลไกที่ใช้ออกอย่างแคล่วคล่อง

     

                “สมใจนักแม่ทัพหลี่”

     

                หัวหน้าโจรพูดพลางหอบหายใจแรงเห็นแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวกลับคืนสู่ความสงบ เก็บกระบี่เข้าฝักแต่มันยังเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่บนหน้าผาก

     

                “พี่เฉินยังคงเยี่ยมยอดนักทวนของท่านนับว่าเป็นเลิศในแผ่นดิน”

     

                เฉินตงระบายยิ้มแต่นึกใจว่าท่านเองเล่าก็ธรรมดาเสียที่ไหนกัน เพลงกระบี่พลิกแพลงและว่องไวหากอ่อนข้อให้เพียงนิดก็อาจจะแพ้อาคันตุกะผู้มาเยือนไปเสียแล้ว

     

                “ขอบคุณท่าน”

     

                หลี่มู่เลิกคิ้วสูง“เรื่องอันใดกัน”

     

                เฉินตงหัวร่ออย่างสบอารมณ์

     

                “ที่ท่านไม่ออมมือให้หากออกแรงอย่างเต็มที่อยากรู้เหมือนกันว่าเราสองคนหากลงมือกันเต็มกำลังผลจะออกมาเป็นเช่นไร”

     

                “พี่เฉินก็ต้องการเช่นนั้นไม่ใช่หรือ”

     

                หัวหน้าโจรป่าระงับสติเพ่งตามองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าภายใต้ท่าทีเงียบขรึม ซุกงำประกายหากว่าวันใดเกิดสถานการณ์พลิกผันจากมิตรกลายเป็นศัตรูหลี่มู่ผู้นี้ก็นับเป็นคู่มือที่น่าหนักใจนัก

     

                และจนถึงบัดนี้ตัวตนที่แท้ของแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวเป็นเช่นใดกันแน่เฉินตงก็ยังไม่เคยมั่นใจเลย

     

    ………………………………………………..

     

    ประลองฝีมือกันแล้วเฉินตงก็พาผู้มาเยือนเข้ามาในป่าสำราญ และนั่งดื่มสุราหน้าบ้านตัวเองชมจันทร์ไปพลาง สอบถามความเป็นไปของเรื่องราวทั้งหมดไปด้วย

     

                สงครามใหญ่เมื่อสองปีก่อนจบลงแล้วแต่หาได้จบอย่างแท้จริงไม่นายพลซื่อชางพร้อมด้วยอู๋ซีมือขวาคู่ใจเริ่มยุทธการเขย่าแผ่นดินอีกครั้งเริ่มจากทำลายสหพันธ์นักรบให้แตกออกเป็นเสี่ยงมีทั้งกำจัดทำลายและล่อใจด้วยทรัพย์สินเงินทอง

     

                หากแต่เมื่อเฉินตงตามมาช่วยเหลือภรรยาและอาหลางสมุนคนสนิทกลับพบเห็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวอยู่ก่อนหลังจากทักทายกันตามประสาเลือดนักรบด้วยกันแล้วก็ถึงเวลาอธิบายต้นสายปลายเหตุของการเดินทางมาเยือนป่าสำราญในครั้งนี้แล้ว

     

                คำตอบที่ได้รับเหมือนเห็นสายฟ้าฟาดในยามแดดจ้า

     

                กลุ่มคนซึ่งรุมล้อมอาหลิงก็คือนักรบปีศาจหรือกล่าวอีกทีก็คืออดีตทหารกล้าของกองกำลังเมฆขาวด้วยนั่นเอง เพียงแต่ว่าถูกชักใยโดยหวังจุนหลงอดีตเจ้าเมืองเกียะหยูซึ่งเคยเป็นบิดาบุญธรรมของหลี่มู่มานั่นเอง

     

                และครั้งนี้มีตาเฒ่าผู้หนึ่งนำทางเหล่านักรบป่ามาและทั้งหลี่มู่พร้อมด้วยอาหลิงยืนยันเสียงหนักแน่นว่าเฒ่าประหลาดก็คือคนเดียวกันกับหวังจุนหลงนั่นเอง

     

                “ข้าตามรอยคนเหล่านั้นมานานนับเดือนแล้วแต่ดูเหมือนพวกมันพยายามหลบเลี่ยง จนกระทั่ง…”

     

                อาหลิงเล่าว่าคนพวกนั้นต้องการบุกขึ้นสุสานบนเนินเขานอกเขตป่าสำราญซึ่งนับเป็นเขตหวงห้ามแม้แต่คนของป่าสำราญเอง

     

                “หวังจุนหลงบอกว่ามาเพื่อเคารพศพของอดีตผู้นำของอาณาจักรหลี่เต๋อไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้”

     

                เฉินตงบอกสั้นๆแค่นั้น เพราะไม่อยากให้แม่ทัพหลี่ได้ยินชื่อของราชันน้อยด้วยเหตุผลหลายอย่างที่สำคัญในฐานะผู้นำของนักรบป่ายังไม่ปักใจเชื่อใครทั้งสิ้น

     

                “ข้าคิดว่าอาจจะมีบางอย่างนอกเหนือจากนั้น…”

     

                หัวหน้าโจรป่ายกสุราขึ้นจิบแล้วใช้สายตาเพ่งมองบุรุษตรงหน้าหลี่มู่คิดอย่างเดียวกันมันต้องมีเหตุผลสำคัญในการปรากฏตัวครั้งนี้แน่

     

                “ท่านกับมันเคยพบกันหรือไม่”

     

                หลี่มู่โคลงศีรษะ

     

                เมื่อหวังจุนหลงกลับมาแล้วแผ่นดินคงไม่สงบสุขได้อีก ไหนยังจะต้องรับมือกับกองทัพอัศวินดำอีกเล่าสถานการณ์ช่างคล้ายกับเมื่อสองปีก่อนแต่ไม่มีใครเดาได้ว่าจะลงเอยเหมือนเดิมอีกหรือไม่

     

                ที่สำคัญยังมีอีกคนหนึ่งซึ่งบังเอิญกลับมาอยู่ในวังวนนี้ด้วย

     

                “หวูไว่ราชันน้อยกลับมาแล้ว”

     

                หลี่มู่คลึงจอกสุราไปมาแต่กลับทำให้เฉินตงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา เพราะเรื่องราวความรักอันซับซ้อนระหว่างหลี่มู่เอียนซี และหวูไว่ ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจน

     

                ราชันน้อยกลับมาหนนี้ก็ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสตรีผู้หนึ่งอย่างแน่นอนโฉมงามมีทั่วแผ่นดินแต่เจ้าเด็กบ้าดันไม่ชอบเสียนี่ แล้วรักสามเส้าครั้งนี้จะลงเอยยังไงและจะกระทบกระเทือนกับแผนการต้านมารร้ายได้หรือไม่

     

                มึนศีรษะยิ่งนัก

     

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน