วันขึ้นสิบสามค่ำเดือนเก้าอาทิตย์กำลังสาดส่องไปทั่วบริเวณเป็นยามเช้าที่เงียบสงบ ได้ยินเสียงนกร้องแว่วเข้าหู
อาหลิงหรือฮูหยินเฉินเดินออกจากอาณาเขตป่าสำราญแม้ว่านางตั้งครรภ์แล้วแต่ก็ไม่เคยนอนพักอยู่ในห้องนอน ต้องออกมาเดินออกกำลัง ช่วยงานครัวพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นอย่างเป็นกันเอง
และที่ไม่เคยละเว้นคือเดินออกจากเขตป่าสำราญก็คือเดินไปเคารพศพของผู้ล่วงลับไปแล้วหนึ่งในนั้นก็คือสุสานบนเนินเขา นอกเหนือไปจากเป็นหลุมศพของบิดา-มารดาผู้ให้กำเนิดหวูไว่มิตรสนิท ยังเป็นที่ตั้งศพของนักพรตจางเหลียงผู้ก่อตั้งป่าสำราญด้วยเช่นกัน
แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้พบกับนักพรตผู้มีจิตใจอันกรุณาแต่นางได้ยินเรื่องราวมากมายของผู้ทรงศีลท่านนี้จากสามี รวมทั้งยังทราบด้วยว่านักพรตจางเหลียงให้ความรักความกรุณาแก่หวูไว่ เป็นอย่างมาก ทุกเดือนจึงต้องปลีกเวลามาเคารพศพไม่ได้ขาด
“ฮูหยิน เดินช้าๆ หน่อยจะรีบไปไหนไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงเด็กในท้องบ้าง”
อาหลิงหัวเราะคิกคักหันไปมองอาฉางซึ่งเดินตามหลัง ในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง หน้าตาบิดเบี้ยว เหยเกแถมทำจมูกย่น
“เจ้านี่นับวันจะขี้บ่นขี้เกียจ แล้วก็ทำตัวเหมือนผู้เฒ่าเข้าไปทุกวันแล้วนะ รู้ไหมอาฉาง”
คนสนิทของสามีนางเป็นบุรุษหนุ่มอารมณ์ดีร่างท้วมแต่ดูแข็งแรง คิ้วเฉียงและมีดวงตาสุกใสจมูกโตและจะแปรเปลี่ยนเป็นปีสีแดงเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงมีรอยยิ้มกว้างอยู่เป็นนิจ ดูไปนับว่าละม้ายคล้ายคลึงกับอากิเพื่อนของนางจากหมู่บ้านเซียงอู่อยู่ไม่น้อย
หากแต่ในยามออกศึกหรือสถานการณ์คับขัน มันนับเป็นผู้ช่วยมือดีที่สุดของผู้นำแห่งป่าสำราญด้วยเหตุนี้เองเมื่อหญิงสาวต้องออกห่างสายตาของเฉินตงเมื่อไหร่ก็จะมีอาฉางเดินตามหลังอยู่เสมอมา
น่าเห็นใจมันนักเช้านี้นางออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพราะนับตั้งแต่ตั้งครรภ์ก็ชอบออกมาเดินสัมผัสธรรมชาติเฝ้ามองต้นไม้ใหญ่น้อยสองข้างทาง สัมผัสกลิ่นหอมรื่นรวยของดอกไม้สีสดชอบแม้แต่กระทั่งใบไม้เหี่ยวแห้งที่ปลิวกระจายอยู่บนพื้น
เนื่องเพราะอาหลิงต้องการให้ลูกในท้องเกิดมารักธรรมชาติคลุกคลีอยู่ต้นไม้ ใบหญ้า สายน้ำ และมีความสุขกับโลกรอบตัว เพราะเมื่อเติบโตขึ้นจะเป็นบุรุษที่ดีงามมีชีวิตเรียบง่าย และมีความหวังอยู่เสมอ
และหวูไว่เพื่อนในวัยเด็กและราชันน้อยจากโลกคู่ขนานคือคนซึ่งนางหวังว่าลูกคนเดียวจะเจริญรอยตามได้
เอาเถอะหากคลอดออกมาเป็นลูกชายและอยากเป็นอย่างเฉินตงก็ตามใจ แต่หากเป็นบุตรสาวอาหลิงตั้งใจว่าจะปลูกฝังนิสัยรักและผูกพันในแม่ธรรมชาติให้เหมือนหวูไว่และคงจะเป็นบุตรที่เชื่อฟังคำสอนของผู้เป็นแม่ คลอเคลียอยู่ใกล้
ถ้าเป็นบุตรชายและเติบโตขึ้นป่านนี้ก็คงตามเฉินตงออกไปสืบข่าวอยู่ภายในเป็นแม่นมั่นปล่อยให้ผู้เป็นแม่เงียบเหงา อ้างว้างอยู่คนเดียว จนต้องเรียกอาฉางมาเป็นเพื่อนคุย
“ฮูหยิน”
เสียงร้องเรียกทางด้านหลังทำให้นางหยุดชะงักลงมองไปยังต้นเสียงเห็นอาฉางดวงตาเบิกกว้าง คิ้วขมวด
“หยุดไว้มีคนเดินมา”
อาหลิงพยักหน้ารับรู้แล้วเห็นผู้พูดปราดมายืนอยู่ด้านหน้าส่งตะกร้าให้กับนาง ตัวมันเองชักดาบออกจากฝัก
“ใครกันจะบุกขึ้นมาบนนี้”
ยังไม่ทันอาหลางจะให้คำตอบก็ได้ยินเสียงคนควบม้าดังเข้ามา ฮูหยินเฉินมองแล้วหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นชายฉกรรจ์ในชุดกลุ่มหนึ่งบางคนสะพายกระบี่ บางคนถือเกาทัณฑ์ หน้าตาล้วนแต่ไร้ความรู้สึกทำให้คนซึ่งเฝ้ามองรู้สึกเย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก
“หลบข้างหลังข้าไว้ฮูหยินพวกนี้มัน…”
นางคิดเช่นนั้นด้วยเหมือนกันถึงชื่อของป่าสำราญไม่อาจเทียบเคียงกับกองกำลังเมฆขาวได้แต่ก็ได้ความเคารพจากผู้คนไม่น้อย ชายชุดเทาเหล่านี้เป็นใครกันแน่ถึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของป่าสำราญดูจากการแต่งกายย่อมไม่ใช่คนของกองทัพอัศวินดำด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นอาหลิงนึกถึงอดีตอันเลวร้ายเมื่อหลายปีก่อนและทำให้เนื้อตัวสั่นฟันกระทบกันอย่างไม่รู้ตัว ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ในใจนึกถึงนักรบปีศาจเหล่านั้นที่ฆ่าล้างหมู่บ้านเซียงอู่ขึ้นมา
แต่นักรบเหล่านั้นโดนกำจัดไปแล้วไม่ใช่หรือ
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นพากันชักม้าหลบเข้าสองข้างทางแล้วปรากฏร่างคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหา เป็นบุรุษสูงวัยดูคล้ายชาวบ้าคนหนึ่งผมยุ่งเหยิง หนวดเครารุงรัง แต่ดูเหมือนชายฉกรรจ์เหล่านั้นจะก้มศีรษะต่ำลดอาวุธในมือเมื่อผู้เฒ่าประหลาดผู้นี้เดินผ่านราวกับว่ามีความสำคัญต่อพวกมันอย่างยิ่งยวด
“อย่าได้กลัวไปข้าไม่ได้คิดทำร้ายพวกเจ้า เพียงแต่ข้าต้องการมาเคารพศพญาติเท่านั้น”
อาหลิงเลิกคิ้วถามออกไปว่า “ผู้ใด”
เฒ่าประหลาดยิ้มแย้มกล่าวว่า “เป็นศิษย์ผู้น้องและฮูหยินของมัน”
“ท่านคือใคร”’
เฒ่าประหลาดเอามือไพล่หลังไม่ตอบคำถามแต่กลับเดินตรงเข้ามาอีก
“ถอยออกไป”อาฉางคำรามลั่นสะบัดดาบในมือออก
ด้วยฝีมือของอาฉางนับว่าไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาแต่ได้ยินเสียงติงตังสองที กลับพบว่าดาบอาฉางหลุดจากมือเสียแล้ว
ได้ยินเสียงหัวร่อดังของตาเฒ่านั้นทำให้อาหลิงสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ นางไม่เคยลืมเสียงหัวเราะนั้นชั่วร้ายและร้ายกาจจนไม่อาจลืมได้
“เจ้านี่เองบังเอิญจริง”
เจ้าเมืองหวังจุนหลงนางเรียกชื่อนั้นอยู่ในใจน้ำตาไหลพรู เป็นครั้งแรกที่อาหลิงรู้สึกถึงความตายกวักมือเรียกตรงหน้าไม่ใช่เพราะหวงแหนชีวิตตัวเองแต่ห่วงใยลูกในครรภ์ต่างหาก
“ตาเฒ่าบ้าอย่ายุ่งกับฮูหยินของเรา”อาฉางตวาดลั่นยืนบังร่างของนางเอาไว้
“ข้ารู้หรอกน่าว่านางกับเจ้าเป็นคนของใคร”
อาหลิงดึงชายเสื้อของอาฉางพูดขึ้นว่า“กลับเถอะ”
พูดไม่ทันขาดคำชายฉกรรจ์ในชุดเทาสองคนเดินตามมาสมทบ คนหนึ่งกระซิบข้อความบางอย่างกับเฒ่าประหลาด
หวังจุนหลงยิ้มให้พลางกล่าวว่า
“ประจวบเหมาะนักมีคนมาเยี่ยมป่าสำราญพอดี”
ได้ยินเสียงหวีดไม้ไผ่ดังขึ้นไปทั่วป่านั่นเป็นสัญญานซึ่งนักรบของป่าสำราญรู้ดีว่ามีเหตุไม่ปกติเกิดขึ้น
เฒ่าประหลาดพลันเดินหันหลังจากไปโดยมีนักรบชุดเทาเดินตามไปเงียบๆ
“น่าหวาดเสียวนักตาเฒ่านั่นเป็นใคร ยอดฝีมือจากกองกำลังไหน ทำไมอาฉางไม่คุ้นเลย”
นางได้แต่ถอนหายใจถึงมันจะแปลงโฉมอย่างไร แต่เสียงหัวเราะเสียดหู และประกายตาเหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
“นักฆ่าปีศาจ”
“อะไรนะข้าได้ยินไม่ชัดฮูหยิน”
อาหลิงมองอาฉางไม่รู้จะอธิบายต่อได้อย่างไรเพราะนางก็ไม่คาดคิดมาก่อน กลับไปป่าสำราญก่อนแล้วค่อยอธิบายเถอะ แต่ยังไม่ทันหันหลังกลับเห็นกลุ่มคนอีกพวกควบม้าตรงมาบนเส้นทางเดิมแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่แตกต่างกับคนเหล่าคนชุดเทา คนขี่ม้าขาวนำหน้ามาเป็นคนซึ่งนางรู้จักดีเสียด้วย
“ท่านแม่ทัพหลี่มู่”นางพึมพำ
หลี่มู่ในอาภรณ์ชุดขาวสะอาดกระโจนจากหลังม้าเดินตรงมาพูดขึ้นว่า
“ปลอดภัยดีหรือไม่ ทั้งสองคน”
ฮูหยินเฉินหันไปมองคนสนิทซึ่งเบิกตากว้างแล้วหันมาพยักหน้าแทนคำตอบ
“แล้วนักรบปีศาจพวกนั้นเล่า”
นี่คือเรื่องราวใดกันแน่
……………………………………………………….
เฉินตงยืนอยู่บนลานกว้างริมหน้าผา ผมยาวโบกสะบัดสัมผัสได้ถึงความเงียบงัน ท่ามกลางสายลมเย็นยังมีกลิ่นอายของการเผชิญหน้ากัน
เบื้องหน้าของเฉินตงในยามนี้คือแม่ทัพของกองกำลังเมฆขาว
หัวหน้าโจรป่ากระชับทวนในมือสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมสมาธิ นานแค่ไหนแล้วที่หาคู่มือมีฝีมือทัดเทียบไม่ได้ในแผ่นดินนี้จะหาสุดยอดมือกระบี่อย่างหลี่มู่นับว่าไม่ง่ายนัก
เฉินตงผนึกกำลังแล้วลอยตัวขึ้นกลางอากาศใช้พลังส่งทวนออกไปตรงหน้า เห็นแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวชักกระบี่ออกจากฝัก ใช้สองนิ้วดีดพลังจากตัวกระบี่ปรากฏเหมือนเส้นสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกมา
ได้ยินเสียงดังประหลาดเมื่อพลังจากอาวุธที่แฝงปราณไว้ภายในปะทะกัน
นักรบป่ายังคงตื่นตัวเปลี่ยนมาถือทวนให้กระชับขึ้น คิดว่าคงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากรุกเป็นรับดูบ้างพลังปราณในกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามนับว่าเกรี้ยวกราด รุนแรงยิ่งนัก เทียบกับครั้งสงครามใหญ่เมื่อหนก่อนหลี่มู่นับว่าพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมาก
เป็นจริงดั่งคาดหมายแม่ทัพหนุ่มวาดกระบี่ในท่วงท่างดงามราวพยัคฆ์ขาวเผ่นโผน เงาพร่างพรายของกระบี่เป็นเหมือนม่านหมอกอันคลุมเครือหากบุกเข้าแลกอาวุธเห็นทีจะเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่
เฉินตงยกทวนขึ้นต้านแล้วหมุนคว้างเห็นเสียงควั่บๆ แหวกฝ่าอากาศเข้ามา ได้แต่ถอยไปตามสัญชาติญาณนับว่าทุลักทุเลยิ่งนัก
“ระวังด้วยหน้าผาทางด้านหลัง”
หัวหน้าโจรป่าหัวร่อเสียงดังรอจนเห็นเงากระบี่ห่างจากแผ่นอกราวคืบหนึ่ง ขยับทวนครั้งหนึ่งได้ยินเสียงดังคลิกทวนสั้นกลายเป็นทวนยาวทันที
พลิกแพลงจากเพลี่ยงพล้ำคือหลักการเอาตัวรอดของเฉินตงหากไม่ได้ยินเสียงเตือนบอกก็คงลืมจุดแข็งของตัวเองไป
ทวนยาวทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับพลังปราณที่เสริมส่งได้ยินเสียงปลายทวนกับกระบี่สัมผัสกัน เสียงดังเช้งๆเห็นประกายแสงวิบวับจากที่รัดผมสีเงินของหลี่มู่สะท้อนเข้านัยน์ตา
เฉินตงพลันชักทวนกลับคืนใช้มือขยับอีกครั้งทวนยาวพลันหดสั้นด้วยกลไกที่ใช้ออกอย่างแคล่วคล่อง
“สมใจนักแม่ทัพหลี่”
หัวหน้าโจรพูดพลางหอบหายใจแรงเห็นแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวกลับคืนสู่ความสงบ เก็บกระบี่เข้าฝักแต่มันยังเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่บนหน้าผาก
“พี่เฉินยังคงเยี่ยมยอดนักทวนของท่านนับว่าเป็นเลิศในแผ่นดิน”
เฉินตงระบายยิ้มแต่นึกใจว่าท่านเองเล่าก็ธรรมดาเสียที่ไหนกัน เพลงกระบี่พลิกแพลงและว่องไวหากอ่อนข้อให้เพียงนิดก็อาจจะแพ้อาคันตุกะผู้มาเยือนไปเสียแล้ว
“ขอบคุณท่าน”
หลี่มู่เลิกคิ้วสูง“เรื่องอันใดกัน”
เฉินตงหัวร่ออย่างสบอารมณ์
“ที่ท่านไม่ออมมือให้หากออกแรงอย่างเต็มที่อยากรู้เหมือนกันว่าเราสองคนหากลงมือกันเต็มกำลังผลจะออกมาเป็นเช่นไร”
“พี่เฉินก็ต้องการเช่นนั้นไม่ใช่หรือ”
หัวหน้าโจรป่าระงับสติเพ่งตามองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าภายใต้ท่าทีเงียบขรึม ซุกงำประกายหากว่าวันใดเกิดสถานการณ์พลิกผันจากมิตรกลายเป็นศัตรูหลี่มู่ผู้นี้ก็นับเป็นคู่มือที่น่าหนักใจนัก
และจนถึงบัดนี้ตัวตนที่แท้ของแม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวเป็นเช่นใดกันแน่เฉินตงก็ยังไม่เคยมั่นใจเลย
………………………………………………..
ประลองฝีมือกันแล้วเฉินตงก็พาผู้มาเยือนเข้ามาในป่าสำราญ และนั่งดื่มสุราหน้าบ้านตัวเองชมจันทร์ไปพลาง สอบถามความเป็นไปของเรื่องราวทั้งหมดไปด้วย
สงครามใหญ่เมื่อสองปีก่อนจบลงแล้วแต่หาได้จบอย่างแท้จริงไม่นายพลซื่อชางพร้อมด้วยอู๋ซีมือขวาคู่ใจเริ่มยุทธการเขย่าแผ่นดินอีกครั้งเริ่มจากทำลายสหพันธ์นักรบให้แตกออกเป็นเสี่ยงมีทั้งกำจัดทำลายและล่อใจด้วยทรัพย์สินเงินทอง
หากแต่เมื่อเฉินตงตามมาช่วยเหลือภรรยาและอาหลางสมุนคนสนิทกลับพบเห็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวอยู่ก่อนหลังจากทักทายกันตามประสาเลือดนักรบด้วยกันแล้วก็ถึงเวลาอธิบายต้นสายปลายเหตุของการเดินทางมาเยือนป่าสำราญในครั้งนี้แล้ว
คำตอบที่ได้รับเหมือนเห็นสายฟ้าฟาดในยามแดดจ้า
กลุ่มคนซึ่งรุมล้อมอาหลิงก็คือนักรบปีศาจหรือกล่าวอีกทีก็คืออดีตทหารกล้าของกองกำลังเมฆขาวด้วยนั่นเอง เพียงแต่ว่าถูกชักใยโดยหวังจุนหลงอดีตเจ้าเมืองเกียะหยูซึ่งเคยเป็นบิดาบุญธรรมของหลี่มู่มานั่นเอง
และครั้งนี้มีตาเฒ่าผู้หนึ่งนำทางเหล่านักรบป่ามาและทั้งหลี่มู่พร้อมด้วยอาหลิงยืนยันเสียงหนักแน่นว่าเฒ่าประหลาดก็คือคนเดียวกันกับหวังจุนหลงนั่นเอง
“ข้าตามรอยคนเหล่านั้นมานานนับเดือนแล้วแต่ดูเหมือนพวกมันพยายามหลบเลี่ยง จนกระทั่ง…”
อาหลิงเล่าว่าคนพวกนั้นต้องการบุกขึ้นสุสานบนเนินเขานอกเขตป่าสำราญซึ่งนับเป็นเขตหวงห้ามแม้แต่คนของป่าสำราญเอง
“หวังจุนหลงบอกว่ามาเพื่อเคารพศพของอดีตผู้นำของอาณาจักรหลี่เต๋อไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้”
เฉินตงบอกสั้นๆแค่นั้น เพราะไม่อยากให้แม่ทัพหลี่ได้ยินชื่อของราชันน้อยด้วยเหตุผลหลายอย่างที่สำคัญในฐานะผู้นำของนักรบป่ายังไม่ปักใจเชื่อใครทั้งสิ้น
“ข้าคิดว่าอาจจะมีบางอย่างนอกเหนือจากนั้น…”
หัวหน้าโจรป่ายกสุราขึ้นจิบแล้วใช้สายตาเพ่งมองบุรุษตรงหน้าหลี่มู่คิดอย่างเดียวกันมันต้องมีเหตุผลสำคัญในการปรากฏตัวครั้งนี้แน่
“ท่านกับมันเคยพบกันหรือไม่”
หลี่มู่โคลงศีรษะ
เมื่อหวังจุนหลงกลับมาแล้วแผ่นดินคงไม่สงบสุขได้อีก ไหนยังจะต้องรับมือกับกองทัพอัศวินดำอีกเล่าสถานการณ์ช่างคล้ายกับเมื่อสองปีก่อนแต่ไม่มีใครเดาได้ว่าจะลงเอยเหมือนเดิมอีกหรือไม่
ที่สำคัญยังมีอีกคนหนึ่งซึ่งบังเอิญกลับมาอยู่ในวังวนนี้ด้วย
“หวูไว่ราชันน้อยกลับมาแล้ว”
หลี่มู่คลึงจอกสุราไปมาแต่กลับทำให้เฉินตงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา เพราะเรื่องราวความรักอันซับซ้อนระหว่างหลี่มู่เอียนซี และหวูไว่ ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจน
ราชันน้อยกลับมาหนนี้ก็ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสตรีผู้หนึ่งอย่างแน่นอนโฉมงามมีทั่วแผ่นดินแต่เจ้าเด็กบ้าดันไม่ชอบเสียนี่ แล้วรักสามเส้าครั้งนี้จะลงเอยยังไงและจะกระทบกระเทือนกับแผนการต้านมารร้ายได้หรือไม่
มึนศีรษะยิ่งนัก